โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

LH Bank เจาะกลุ่มไฮยีลด์ “รายย่อย-SMEs” หวังปั้นรายได้ค่าฟีโต 10%

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 02 มี.ค. 2566 เวลา 10.32 น. • เผยแพร่ 02 มี.ค. 2566 เวลา 09.38 น.
ชมภูนุช ปฐมพร

ธนาคาร แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ หรือ LH Bank ประกาศแผนปี’66 หันรุกธุรกิจผลตอบแทนสูง เจาะกลุ่ม “รายย่อย-เอสเอีมอี” พร้อมปั้นรายได้ค่าฟีโต 10% ผ่านธุรกิจเทรดไฟแนนซ์-เพิ่มฐานลูกค้าไต้หวันหลังเห็นสัญญาณบวกจีนเปิดประเทศ ตั้งเป้าเติบโต 50-55% คาดพอร์ตคงค้างสิ้นปีแตะ 1.5 หมื่นล้านบาท เผยควักงบฯ 1.2 พันล้านบาท เร่งลงทุนพัฒนาระบบไอที-ดิจิทัล หนุนลูกค้าหันใช้แพลตฟอร์มดิจิทัลเพิ่ม 2-3 เท่า จากฐานลูกค้าที่มีอยู่ 1 แสนราย

วันที่ 2 มีนาคม 2566 นางสาวชมภูนุช ปฐมพร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ ธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) หรือ LH Bank เปิดเผยว่า กลยุทธ์การดำเนินธุรกิจในปี 2566 จากทิศทางเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวดีขึ้น และแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยขาขึ้น ธนาคารจะให้ความสำคัญในการขยายสินเชื่อไปในกลุ่มที่ให้ผลตอบแทนสูง เพื่อปรับสัดส่วนพอร์ตสินเชื่อจากเดิมที่มุ่งเน้นลูกค้ากลุ่มขนาดใหญ่ แต่ให้ผลตอบแทนไม่สูง โดยปีนี้ตั้งเป้าการเติบโตสินเชื่อรวมราว 8-10%

โดยกลุ่มที่มุ่งเน้นมากขึ้นและให้ผลตอบแทนสูง (High Yield) เช่น สินเชื่อรายย่อย ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) เช่น กลุ่มพนักงานประจำที่มีรายได้ระดับปานกลาง และเข้าไปในบริษัทที่เป็นพันธมิตรกับธนาคาร หรือการปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัย โดยเอาแพลตฟอร์มดิจิทัลเข้ามาช่วย เพื่อสร้างผลตอบแทนมากขึ้น ส่วนธุรกิจเอสเอ็มอี จะเป็นกลุ่มขนาดกลางที่มียอดขายตั้งแต่ 100-500 ล้านบาท ซึ่งเป็นกลุ่มที่ความเสี่ยงไม่สูง

ขณะเดียวกัน ธนาคารมุ่งเน้นการเติบโตในเรื่องของรายได้ค่าธรรมเนียม (Fee Based Income) ที่ตั้งเป้าการเติบโต 10% โดยนอกจากการหาลูกค้าในกลุ่มนักลงทุนใหม่ ๆ ผ่านการขายกองทุน ในส่วนของธนาคารจะเน้นการขยายสินเชื่อในธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ (Trade Finance) เนื่องจากสัญญาณเปิดประเทศ ธนาคารเริ่มเห็นการย้ายฐานการผลิต หรือธุรกรรม Trade finance มีสัญญาณการเติบโตเพิ่มขึ้น แม้ว่าจะมีเรื่องของการส่งออกชะลอตัวก็ตาม สะท้อนการขยายตัวค่อนข้างดีในช่วงที่ผ่านมา

ซึ่งจากปัจจุบันมียอดสินเชื่อคงค้างราว 1 หมื่นล้านบาท ภายในปีนี้จะเพิ่มขึ้นเป็น 1.5 หมื่นล้านบาท โดยจะเน้นจากฐานลูกค้าเดิมและลูกค้าใหม่ผ่านการแชร์ลูกค้าในกลุ่มไต้หวัน โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าไต้หวัน จะเป็นกลุ่มที่มีการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญในปีนี้ เนื่องจากเริ่มเห็นสัญญาณการลงทุนในกลุ่มภาคการผลิต ปิโตรเคมี ซัพพลายเชน และเทคโนโลยี ซึ่งปัจจุบันธนาคารมีพอร์ตลูกค้าไต้หวันอยู่ที่ 9,000 ล้านบาท จากปีก่อนอยู่ที่ 4,800 ล้านบาท ภายในปี 2566 จะเพิ่มอีกราว 5,000 ล้านบาท หรือมีพอร์ตคงค้างอยู่ที่ 1.5 หมื่นล้านบาท คิดเป็นการเติบโต 50-55%

“จากกลยุทธ์การมุ่งเน้นกลุ่มธุรกิจที่มีผลตอบแทนสูง จะทำให้พอร์ตสินเชื่อโดยรวมของธนาคารสมดุล (Balance) มากขึ้น ซึ่งจากเดิมรายใหญ่เยอะ ทำให้การสร้างรายได้น้อย เพราะเป็นลูกค้าดี เราจึงมีแผน 5 ปี หรือภายในปี 70 พอร์ตรายใหญ่จะเป็น 35% เอสเอ็มอี 35% และรายย่อย 30% ทำให้เราสามารถบริหารความเสี่ยงจากผลตอบแทนได้ดีขึ้น และเรามีเป้าหมายรายได้ค่าธรรรมเนียมภายใน 5 ปี จะเพิ่มขึ้นเป็น 5 เท่า”

ส่วนทิศทางการเติบโตในส่วนของดิจิทัล ธนาคารมีการลงทุนและพัฒนาต่อเนื่อง โดยมีงบลงทุนราว 1,200 ล้านบาท ซึ่งเป็นการลงทุนในด้านต่าง ๆ เพื่อให้ไปสู่ออนไลน์มากขึ้น ภายหลังจากมีการเปิดตัวแอปพลิเคชั่น “LHB YOU” เพื่อเพิ่มช่องทางบริการผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลให้กับลูกค้าให้ได้รับบริการด้านการเงินและการลงทุนอย่างครบวงจร และยังเป็นการขยายฐานลูกค้ารายย่อย โดยธนาคารตั้งเป้าสนับสนุนให้ลูกค้าใช้ช่องทางดิจิทัลเพิ่มขึ้น 2-3 เท่าจากปัจจุบันมีฐานลูกค้าราว 1 แสนราย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...