โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เทศมองไทย : เรือดำน้ำของไทยกับ "อันดีแคลร์ อาร์มเรซ" ในเอเชีย

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 03 มี.ค. 2563 เวลา 08.33 น. • เผยแพร่ 03 มี.ค. 2563 เวลา 08.33 น.

ข้อเขียนของ เอช. ไอ. ซัตตัน ปรากฏในเว็บไซต์ของฟอร์บส์เมื่อ 18 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา พูดถึงเรื่องเรือดำน้ำเอาไว้น่าสนใจครับ เขาบอกว่า กำลังเกิดปรากฏการณ์แข่งขันกันสะสม “เรือดำน้ำ” ไว้ในคลังสรรพาวุธของหลายต่อหลายประเทศในภูมิภาคเอเชีย

น่าเสียดายที่ซัตตันไม่ได้ให้ความคิดเห็นประกอบเอาไว้เท่าใดนัก นอกจากตอนเกริ่นนำในย่อหน้าแรก ที่พูดถึงคุณประโยชน์โดยรวมของ “เรือดำน้ำ” เอาไว้โดยไม่จำเพาะเจาะจงว่า เรือดำน้ำเป็นอาวุธ “อสมมาตร” ชั้นหนึ่ง

ผมไม่แน่ใจว่าทางการทหารเขาใช้คำ “อสมมาตร” นี้กันหรือเปล่า แต่มีใช้กันทั่วไปในทางวิชาการด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ครับ หมายถึงความไม่เท่าเทียมกัน

ความเป็นอาวุธในเชิงอสมมาตรของเรือดำน้ำนั้น ซัตตันพรรณนาเพิ่มเติมเอาไว้ว่า “ช่วยให้กองทัพเรือที่มีขนาดเล็กกว่า สามารถยืนหยัดต่อกรกับกองทัพเรือที่มีพลานุภาพสูงที่สุดได้” โดยที่เรือดำน้ำที่มีพลานุภาพสูงสุด ย่อมจัดเป็นระบบอาวุธชั้นสูงสุดด้วยเช่นเดียวกัน

“ทุกวันนี้ ว่ากันว่า เรือดำน้ำคือแพลตฟอร์มอาวุธที่ทรงอำนาจมากที่สุดในบรรดาแพลตฟอร์มอาวุธทั้งหลาย” ซัตตันว่าเอาไว้อย่างนั้น แล้วก็อดวงเล็บต่อท้ายไว้ไม่ได้ว่า บรรดาแฟนๆ ของฝูงบินเจ้าเวหาทั้งหลายคงไม่เห็นพ้องด้วยแน่

แต่เขาย้ำไว้ในประโยคถัดมาว่า กองทัพเรือของทุกประเทศในเอเชียอยากได้ครับ

 

ข้อสังเกตของ เอช.ไอ. ซัตตัน ก็คือ เมื่อก่อนถ้าพูดถึงกองเรือดำน้ำของชาติในเอเชียแล้ว มักหมายความกันถึงชาติใหญ่ๆ ที่เป็น “บิ๊กเพลเยอร์” ทั้งหลาย อย่างจีน, ออสเตรเลีย, ญี่ปุ่น และอินเดีย เรื่อยไปจนถึงประเทศย่อมๆ ลงมาอย่างปากีสถาน, เกาหลีใต้ และสิงคโปร์ เหล่านี้ล้วนมี “เรือดำน้ำระดับไฮเทค” ประจำการอยู่ในกองทัพด้วยกันทั้งสิ้น

แต่ปรากฏการณ์ที่ไม่ค่อยมีการพูดถึงกันที่ซัตตันสังเกตพบในเวลานี้ คือสิ่งที่เขาเรียกว่า “การปฏิวัติเรือดำน้ำ” ที่แม้แต่บรรดาประเทศขนาดเล็กทั้งหลายในภูมิภาคเอเชียก็กำลังสร้างศักยภาพกองเรือดำน้ำของตนเองขึ้นมากันทั้งหมด

กลายเป็นสิ่งที่เขาเรียกว่า “อันดีแคลร์ อาร์มเรซ” หรือ “การแข่งกันสะสมอาวุธโดยไม่มีการประกาศ” เกิดขึ้นในภูมิภาค

เป็นการแข่งขันซึ่ง “กำลังเปลี่ยนแปลงรูปแบบการคุกคามจากเรือดำน้ำไปทั่วทั้งโลก”

ซัตตันไม่ได้ขยายความประโยคสำคัญที่ว่าเพิ่มเติม แต่ยกตัวอย่างแรกให้เห็นซึ่งน่าสนใจมาก นั่นคือ เมียนมา ประเทศซึ่งไม่ค่อยมีใครนึกถึงสักเท่าใดนักถ้าหากถกกันเรื่องเรือดำน้ำ

แต่เมื่อเดือนธันวาคมปีกลาย เมียนมาเพิ่งประกอบพิธีนำเรือดำน้ำลำแรกของประเทศเข้าประจำการในกองทัพไปเรียบร้อยแล้ว เป็นเรือดำน้ำจู่โจมชั้น “กิโล” ซื้อมือสองจากอินเดีย

เรือดำน้ำอีก 2 ลำในรุ่นเดียวกันแบบเดียวกันกำลังจะตามมา คราวนี้ซื้อใหม่เอี่ยมจากรัสเซียครับ

หรือแม้แต่บังกลาเทศ ก็เพิ่งเริ่มต้น “ตั้งไข่” สั่งสมพลานุภาพของกองเรือดำน้ำของตนเองขึ้นด้วยเช่นเดียวกัน ด้วยการจัดซื้อรวดเดียว 2 ลำจากจีน

ซัตตันบอกว่า บางประเทศที่คิดจะจัดซื้อก็ไม่ถนัดนัก ก็เริ่มต้นพัฒนาโครงการจัดสร้างเรือดำน้ำของตัวเองขึ้นมา ตัวอย่างก็คือ ไต้หวัน ที่ใช้ “ไห่เซียะ คลาส” (กัปปี คลาส สมัยสงครามโลก) 2 ลำจากสหรัฐอเมริกาประจำการมานานจนทำสถิติเป็น “เรือดำน้ำในประจำการที่เก่าแก่ที่สุดในโลก” ก็เริ่มต้นโครงการสร้างเรือดำน้ำเองแล้ว

 

เวียดนามมีเรือชั้นกิโลประจำการอยู่แล้ว 6 ลำ เป็นเรือใหม่จัดซื้อจากรัสเซียทั้งหมด ถือเป็น “กระดูกสันหลัง” ของกองทัพเรือที่นั่น แต่กำลังริเริ่มโครงการพัฒนาเรือดำน้ำขนาดเล็กด้วยตัวเองขึ้นมาแล้วเช่นเดียวกัน เพื่อนำไปใช้ทดแทนเรือเล็กขนาด 100 ตันยูโกคลาส ซึ่งสร้างในเกาหลีเหนือ 2 ลำที่เตรียมปลดประจำการ

กองทัพเรืออินโดนีเซียนั้น ซัตตันระบุว่า มีเรือดำน้ำ “นำเข้า” อยู่แล้ว 5 ลำ แต่กำลังเริ่มโครงการต่อเรือดำน้ำขึ้นใช้เองด้วยเช่นเดียวกัน

ฟิลิปปินส์ ซึ่งเถียงเรื่องการจัดซื้อเรือดำน้ำกันมาตั้งแต่ทศวรรษ 1990 ยังไม่ได้ข้อยุติ กำลังได้รับแรงสนับสนุนเพิ่มมากขึ้นในระยะหลังนี้ ซัตตันระบุว่า ข้อมูลล่าสุดเชื่อว่าน่าจะเป็นการจัดซื้อจากประเทศฝรั่งเศส โดยไม่ได้ระบุจำนวน

สุดท้ายก็คือไทยครับ ซัตตันบอกว่า กำลังอยู่ในกระบวนการจัดซื้อเรือดำน้ำ เอส 26 ที หยวนคลาส จากจีน 1 ลำ ส่วนอีกลำกำลังอยู่ระหว่างการวางแผนการจัดซื้อ

เรือดำน้ำที่สั่งซื้อจากจีนนี้ถือเป็นเรือดำน้ำลำแรกสุดของไทยนับตั้งแต่ปี 1951 เมื่อเรือดำน้ำ 4 ลำที่จัดซื้อจากญี่ปุ่นในช่วงทศวรรษ 1930 ถูกปลดประจำการครับ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...