โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

ปรับกลยุทธ์ลงทุนยังไงดี? ถ้าไทยโดนภาษี Trump 36%

The Bangkok Insight

อัพเดต 10 ก.ค. 2568 เวลา 10.53 น. • เผยแพร่ 10 ก.ค. 2568 เวลา 10.47 น. • The Bangkok Insight

เปิดมุมมองนักเศรษฐศาสตร์ - นักวิเคราะห์การลงทุน เมื่อไทยโดน ภาษี Trump 36% ปรับกลยุทธ์การลงทุนยังไงดี ?

จากกรณีที่ล่าสุด Donald Trump ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ได้ส่งจดหมายประกาศขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากประเทศไทยที่อัตรา 36% โดยจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 สิงหาคมนี้ หากไทยมีมาตรการตอบโต้ สหรัฐ อาจขึ้นภาษีเพิ่มอีก

สำนักข่าวต่างประเทศ Reuters รายงานว่าอัตราภาษีดังกล่าวอาจ สร้างความเสียหายต่อการส่งออกมูลค่า 8-9 แสนล้านบาท และจากการที่ไทยมีอัตราภาษีที่สูงในกลุ่ม AEC เทียบกับมาเลเซีย 25% อินโดนีเซีย 32% และเวียดนาม 20% ทำให้สินค้าไทยอาจสูญเสียความสามารถทางการแข่งขัน กดดันต่อการลงทุนจากต่างชาติ เนื่องจากต้นทุนการส่งออกสูงขึ้น นักลงทุนอาจย้ายฐานไปประเทศที่มีภาษีต่ำกว่า

ภาษี

มุมมองนักเศรษฐศาสตร์

นายพิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) ประเมินว่า หากไทยถูกเรียกเก็บภาษีตอบโต้จากสหรัฐในอัตรา 36% จากเดิม 10% จะกระทบอัตราเติบโตของเศรษฐกิจ (GDP) ประมาณ 0.4-0.5% เป็นการคาดการณ์ที่คาดว่าจะถูกเรียกเก็บภาษีระดับดังกล่าวตลอดทั้งปี แต่หากอัตราภาษีใหม่ถูกบังคับใช้ 1 สิงหาคม จะกระทบ GDP ปี 2568 ราว 0.2% หรือเติบโตลดเหลือ 1.4% จากก่อนหน้านี้ KKP ประเมินไว้ที่ 1.6%

แต่หากเทียบกับข้อเสนอของเวียดนามที่ได้มีข้อตกลงกับสหรัฐ ไปแล้ว ค่อนข้างจะสุดโต่ง เพราะเปิดตลาดสินค้าทุกรายการ แต่หากย้อนดูไทย อ้างอิงจากรายงาน USTR ปี 2568 สหรัฐส่งสัญญาณว่าไทยมีประเด็นกีดกันทางการค้าทั้งในแง่ของภาษีนำเข้าที่เก็บสูงกว่าสหรัฐ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมการเกษตร และเนื้อสัตว์ก็มีประเด็นแบนการนำเข้าเนื้อหมูจากสหรัฐ วันนี้ดูเหมือนว่ากลุ่มที่จะอ่อนไหวกับสหรัฐ คือการเกษตร โดยเฉพาะสินค้าอย่างข้าวโพด ถั่วเหลือง และเนื้อสัตว์

อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าจดหมายของสหรัฐ ยังไม่ใช่ข้อสรุปสุดท้าย แต่จะเป็นการเรียกกลับไปเจรจาเพิ่ม เนื่องจากมีการขยายเวลาบังคับใช้มาตรการภาษีออกไป ปัจจุบันไทยส่งออกสินค้าไปยังสหรัฐ 18% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด ภาคการส่งออกคิดเป็น 50% ของ GDP แปลวว่าจะกระทบทั้งในแง่ของรายได้การส่งออก การลงทุน และความสามารถในการแข่งขันระยะยาว แต่ก็คาดว่าจะยังมีการลงทุน สำหรับการส่งออกไปยังตลาดอื่น อาทิ ญี่ปุ่น และยุโรป

ภาษี

มุมมองนักวิเคราะห์การลงทุน

บทวิเคราะห์ บล. กสิกรไทย ระบุว่า ความเสี่ยงด้านลบต่อประมาณการ GDP/EPS ในกรณีที่ไทยเผชิญภาษีสูงกว่าประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค โดยเห็นความเสี่ยงเชิงลบต่อประมาณการ GDP ที่อาจลดลงอยู่ในช่วง 1.1 - 1.3% จากที่เคยประเมินไว้ที่ 1.4% นอกจากนี้ ประเมิน Downside ของกำไรต่อหุ้นของตลาด (EPS) ที่ 85.0 จากเดิมที่ 88.0 โดยกลุ่มที่มีผลกระทบนำโดยกลุ่มส่งออก กลุ่มธนาคาร กลุ่มที่อยู่อาศัย และกลุ่มการเงิน

สำหรับกลยุทธ์การลงทุนมองไว้ 2 กรณี

กรณีที่ 1 ส่วนต่างภาษีไทยกับภูมิภาค < 10%
ประเมินว่า SET แกว่ง Sideway กรอบ 1,100-1,145 จุด โดยแนะกลุ่มหุ้นนิคมอุตสาหกรรม และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ นำโดย AMATA และ KCE

กรณีที่ 2 ส่วนต่างภาษีไทยกับภูมิภาค > 10%
หากว่าส่วนต่างภาษีเพิ่มขึ้น ประเทศไทยไม่สามารถเจรจา ในขณะที่ประเทศอื่นเจรจาได้ คาดส่งผลให้ SET ปรับตัว Sideway Down โดย 2 กรอบแนวรับสำคัญคือ บริเวณ 1,105 และ 1,050 จุด โดยหุ้นแนะนำเป็นลักษณะ Defensive และมี Downside ต่อประมาณการไม่ถึง 10% นำโดย TRUE, ADVANC, TISCO, PR9, CENTEL, PTT, CK และ CPN

สุดท้ายนี้ จะเห็นเลยว่าภาษีทรัมป์ ไม่ใช่เพียงแค่มาตรการภาษี แต่คือการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างเศรษฐกิจโลกใหม่ ที่บีบบังคับให้ทุกประเทศและทุกธุรกิจต้องตื่นตัว ทว่าก็แลกมาด้วยเกมแห่งโอกาสสำหรับธุรกิจไทยที่มีศักยภาพมากพอ

อ่านข่าวเพิ่มเติม

ติดตามเราได้ที่

เว็บไซต์: https://www.thebangkokinsight.com/
Facebook: https://www.facebook.com/TheBangkokInsight
X:https://twitter.com/BangkokInsight
Instagram: https://www.instagram.com/thebangkokinsight/
Youtube:https://www.youtube.com/channel/UCYmFfMznVRzgh5ntwCz2Yxg

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...