โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุขภาพ

แพทย์เตือน 5 สัญญาณ ยูริกสูง เสี่ยงเกาต์-ไตเสื่อม แบบไม่รู้ตัว

สยามนิวส์

เผยแพร่ 10 มี.ค. เวลา 07.02 น. • Kong
วานนี้ (9 มี.ค. 2569) นพ.เจษฎ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลมหาราช นครราชสีมา โพสต์ผ่านเพจเฟซบุ๊ก หมอเจด เปิดเผย 5 สัญญาณ ยูริกสูง

วานนี้ (9 มี.ค. 2569) นพ.เจษฎ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลมหาราช นครราชสีมา โพสต์ผ่านเพจเฟซบุ๊ก หมอเจด เปิดเผย 5 สัญญาณ ยูริกสูง เสี่ยงเกาต์ ไตเสื่อม แบบไม่รู้ตัว หลายคนคิดว่ากรดยูริกสูงจะต้องปวดข้อรุนแรงเท่านั้น แต่ความจริงแล้ว ก่อนจะเกิดอาการข้ออักเสบชัด ๆ ร่างกายมักมีสัญญาณเตือนบางอย่างมาก่อน เพียงแต่หลายคนไม่ทันสังเกต หรือคิดว่าเป็นอาการเล็ก ๆ ทั่วไป จนปล่อยให้ระดับกรดยูริกสูงสะสมอยู่นาน ถ้าปล่อยไว้นาน

นอกจากจะทำให้ข้ออักเสบแล้ว ยังเพิ่มความเสี่ยงโรคเกาต์ นิ่วในไต และโรคไตเสื่อมได้ด้วยนะ วันนี้ผมเลยสรุป 5 สัญญาณกรดยูริกสูงที่หลายคนอาจไม่รู้ตัว

1. ปวดข้อเป็น ๆ หาย ๆ โดยเฉพาะตอนกลางคืน

หลายคนจะเริ่มมีอาการปวดข้อแบบแปลบ ๆ หรือปวดตุ๊บ ๆ เป็นพัก ๆ โดยเฉพาะตอนกลางคืน หรือช่วงเช้ามืด บางครั้งอาการอาจหายไปเองภายใน 1–2 วัน ทำให้หลายคนคิดว่าแค่ข้ออักเสบธรรมดา แต่จริง ๆ แล้วอาจเป็นช่วงที่ผลึกกรดยูริกเริ่มสะสมในข้อ และกระตุ้นการอักเสบเป็นระยะ ๆ ได้

2. ข้อบวม แดง ร้อน โดยเฉพาะที่นิ้วหัวแม่เท้า

จุดที่พบบ่อยมากคือ นิ้วหัวแม่เท้า แต่ก็สามารถเกิดที่ข้อเท้า ข้อเข่า หรือข้อนิ้วมือได้เช่นกัน อาการมักจะบวม แดง ร้อน และเจ็บมากเวลาเดินหรือขยับข้อ ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของการอักเสบจากผลึกกรดยูริกในข้อ

3. ตื่นเช้ามาแล้วข้อแข็ง ขยับลำบาก

บางคนจะเริ่มรู้สึกว่าข้อแข็งตอนเช้า เช่น กำมือไม่ค่อยได้ ขยับข้อไม่คล่อง ต้องขยับสักพักถึงจะดีขึ้น อาการแบบนี้อาจเกิดจากการอักเสบระดับเล็ก ๆ ในข้อจากการสะสมของกรดยูริก บางคนจะรู้สึกตึงข้อ หรือฝืดข้อช่วงเช้า โดยเฉพาะบริเวณนิ้วมือ นิ้วเท้า หรือข้อเท้า ซึ่งอาจเป็นสัญญาณเริ่มต้นของการอักเสบในข้อได้

4. มีก้อนแข็ง ๆ ใต้ผิวหนังบริเวณข้อ

ถ้าปล่อยให้กรดยูริกสูงอยู่นาน อาจเกิด ก้อนผลึกยูริกสะสมใต้ผิวหนัง เรียกว่า โทฟัส (Tophi) มักพบตามข้อศอก นิ้วมือ นิ้วเท้า หรือใบหู ลักษณะจะเป็นก้อนแข็ง ๆ ใต้ผิวหนัง ซึ่งเป็นสัญญาณว่าระดับยูริกสูงมานานพอสมควรแล้ว

5. ปวดหลังหรือปวดสีข้างเป็นพัก ๆ

บางคนอาจไม่มีอาการปวดข้อชัดเจน แต่เริ่มมีอาการ ปวดสีข้าง ปวดหลัง หรือปัสสาวะแสบขัดเป็นพัก ๆ ซึ่งอาจเกิดจากการที่กรดยูริกสูงไปเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิด นิ่วในไต ได้เช่นกัน บางคนอาจมีอาการปัสสาวะบ่อย ปัสสาวะแสบ หรือรู้สึกจุกแน่นบริเวณเอวด้านหลัง โดยเฉพาะเวลานั่งนานหรือดื่มน้ำน้อย ซึ่งอาจเป็นสัญญาณของการเริ่มก่อตัวของนิ่วได้

วิธีลดกรดยูริกในเลือดง่าย ๆ ที่ช่วยได้จริง

- ดื่มน้ำให้เพียงพอ วันละประมาณ 2–3 ลิตร เพื่อช่วยให้ไตขับกรดยูริกออกทางปัสสาวะได้ดีขึ้น

- ลดอาหารพิวรีนสูง เช่น เครื่องในสัตว์ อาหารทะเลบางชนิด และน้ำซุปเข้มข้น

- ลดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยเฉพาะเบียร์ เพราะกระตุ้นให้ร่างกายสร้างกรดยูริกมากขึ้น

- ควบคุมน้ำหนัก เพราะภาวะน้ำหนักเกินทำให้ระดับยูริกสูงได้ง่าย

- เพิ่มผัก ผลไม้ และอาหารที่มีวิตามิน C ซึ่งอาจช่วยให้ร่างกายขับกรดยูริกได้ดีขึ้น

กรดยูริกสูงหลายครั้ง ไม่ได้แสดงอาการชัดเจนในช่วงแรก บางคนตรวจเลือดแล้วถึงเพิ่งรู้ว่าระดับยูริกสูงมานานแล้ว เพราะฉะนั้นถ้ามีอาการเหล่านี้ร่วมกับปัจจัยเสี่ยง เช่น กินอาหารพิวรีนสูง ดื่มแอลกอฮอล์บ่อย น้ำหนักเกิน หรือมีโรคไต ควรตรวจเลือดเช็กระดับกรดยูริกไว้บ้าง เพราะถ้าควบคุมระดับกรดยูริกได้ตั้งแต่เนิ่น ๆ ก็จะช่วยลดความเสี่ยงเกาต์ นิ่วในไต และไตเสื่อมในระยะยาวได้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...