โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

‘สธ.’จ่อถก‘กต.’ เคาะมาตรการ สกัดอีโบลาเข้ม

ไทยโพสต์

อัพเดต 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 5 ชั่วโมงที่ผ่านมา

กรมควบคุมโรคเผยมีชาว “ยูกันดา-คองโก” เข้าไทยแล้ว 10 คน แม้ผ่านการคัดกรองแต่สั่งคุมไว้สังเกตอาการอีก 21 วัน เตรียมถก กต.หาแนวทางสกัดเข้ม ชี้สายพันธุ์โควิด-19 ในไทยสายพันธุ์หลักเป็น NB.1.8.1 ทำติดเชื้อพุ่ง แต่ไม่พบหลักฐานว่าทำให้เกิดการกระจายของโรครวดเร็วหรือรุนแรง

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 24 พฤษภาคม 2569 นพ.มณเฑียร คณาสวัสดิ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีองค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ประกาศให้การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสอีโบลา สายพันธุ์ Bundibugyo ebolavirus (BVD) ในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโกและสาธารณรัฐยูกันดา เป็นภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุขระหว่างประเทศ เมื่อวันที่ 17 พ.ค. โดยยังไม่มีวัคซีนหรือยารักษาที่ได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการ และสถานการณ์การระบาดในคองโกมีแนวโน้มรุนแรงขึ้น ส่งผลให้หลายประเทศเพิ่มความเข้มงวดในการเฝ้าระวังผู้เดินทางจากพื้นที่เสี่ยง ว่าการคัดกรองผู้เดินทางของไทยที่มาจากเขตติดโรคอีโบลา ข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ 22 พ.ค. พบผู้เดินทางจากเขตติดโรคอีโบลาเข้าไทย 10 คน โดยเดินทางจากสาธารณรัฐยูกันดา 8 คน และคองโก 2 คน ซึ่งทั้งหมดผ่านการคัดกรองอาการป่วยแล้วไม่มีอาการใดๆ แต่เจ้าหน้าที่ได้ออกคำสั่งคุมไว้สังเกตทั้งหมด โดยต้องรายงานอาการป่วยต่อเนื่องจนครบ 21 วัน

“กรมควบคุมโรคขอเตือนประชาชนชาวไทยที่มีแผนเดินทางไปยังประเทศเขตติดโรคติดต่ออันตราย โดยเฉพาะคองโกและยูกันดา ให้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด หลีกเลี่ยงการเดินทางหากไม่มีความจำเป็น หากจำเป็นต้องเดินทางควรปฏิบัติตามคำแนะนำด้านสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด และหากเดินทางกลับไทยแล้วมีไข้หรืออาการผิดปกติ ให้รีบพบแพทย์ทันที พร้อมแจ้งประวัติการเดินทาง” นพ.มณเฑียรกล่าว

นพ.มณเฑียรกล่าวเพิ่มเติมว่า กรมควบคุมโรคได้นำเสนอแนวทางการแยกกัก กักกัน และคุมไว้สังเกตผู้เดินทางมาจากหรือผ่านประเทศที่ประกาศให้เป็นเขตติดโรคติดต่ออันตราย กรณีโรคติดเชื้อไวรัสอีโบลา ต่อคณะกรรมการด้านวิชาการ ตามพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ.2558 เมื่อวันที่ 22 พ.ค. ซึ่งคณะกรรมการฯ มีมติเห็นควรให้กำหนดแนวทางสำคัญ 4 ประเด็น ได้แก่ 1.ผู้เดินทางจากหรือผ่านยูกันดา ที่ไม่มีอาการป่วย จะถูกคุมไว้สังเกตอาการอย่างใกล้ชิด และต้องรายงานตัวต่อเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่ออย่างน้อย 21 วัน 2.ผู้เดินทางจากหรือผ่านคองโก แม้ไม่มีอาการป่วย ต้องเข้ารับการกักกันในสถานที่ที่กำหนดอย่างน้อย 21 วัน เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่มีการระบาดและมีความเสี่ยงสูง 3.ผู้เดินทางจากหรือผ่านยูกันดาหรือคองโกที่มีอาการเข้าข่ายโรคติดเชื้อไวรัสอีโบลา จะถูกแยกกักในสถานพยาบาลที่กำหนดอย่างน้อย 21 วัน และ 4.กรมควบคุมโรคจะติดตามและประเมินสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสอีโบลาอย่างต่อเนื่อง เพื่อปรับปรุงมาตรการให้เหมาะสมและสอดคล้องกับสถานการณ์ต่อไป

“กรมควบคุมโรคอยู่ระหว่างเตรียมการหารือกับกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อพิจารณาข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะในมิติด้านการต่างประเทศ เพื่อให้มาตรการป้องกันและควบคุมโรคของไทยมีความเหมาะสม สอดคล้องกับสถานการณ์ระหว่างประเทศ และสามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยยืนยันว่าไทยมีความพร้อมในการเฝ้าระวัง ป้องกัน และตอบโต้ภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุข และจะปรับมาตรการให้สอดคล้องกับสถานการณ์ เพื่อสร้างความมั่นใจและความปลอดภัยด้านสุขภาพแก่ประชาชนต่อไป”

วันเดียวกัน นพ.มณเฑียรยังกล่าวถึงข้อมูลจาก Communicable Diseases Agency Singapore ณ วันที่ 21 พ.ค.2569 ระบุถึงสถานการณ์โรคติดเชื้อโควิด-19 ว่า ระหว่างวันที่ 10-16 พ.ค.2569 พบผู้ติดเชื้อ 12,700 ราย เพิ่มจากสัปดาห์ก่อนที่พบประมาณ 8,000 ราย ผู้ป่วยนอนโรงพยาบาลเฉลี่ยต่อวันเพิ่มจาก 56 ราย เป็น 73 ราย ผู้ป่วย ICU เฉลี่ยประมาณ 1 รายต่อวัน โดยสายพันธุ์ที่ระบาดสายพันธุ์หลักคือ NB.1.8.1 พบมากกว่าครึ่งของผู้ป่วยที่ตรวจพบในประเทศ

สำหรับสถานการณ์ในไทย ปี 2569 ข้อมูลจากระบบเฝ้าระวังโรค ณ วันที่ 23 พ.ค.2569 พบผู้ป่วยโควิด-19 สะสม 3,642 ราย เสียชีวิต 1 ราย ผู้ป่วยส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มอายุ 30-35 ปี รองลงมาเป็น 60 ปีขึ้นไป และอายุ 20-29 ปี ตามลำดับ โดยช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา พบการรายงานผู้ป่วยเพิ่มขึ้น แต่ยังคงต่ำกว่ามัธยฐาน 5 ปีย้อนหลัง ส่วนสายพันธุ์เชื้อไวรัส SARS-CoV-2 ในไทย ข้อมูลจากสถาบันวิจัยสาธารณสุข กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ระหว่างวันที่ 1 ม.ค.2568-23 เม.ย.2569 พบสายพันธุ์ NB.1.8.1 เป็นสายพันธุ์หลักที่ระบาดในไทย คิดเป็น 50.95% จากตัวอย่างที่ตรวจพบ JN.1 (24.97%) และ XEC (9.14%)

“ปี 2568 พบผู้ป่วยและการระบาดเป็นกลุ่มก้อนเพิ่มสูงในช่วงเดือน เม.ย.-มิ.ย. และจากการเฝ้าระวังสายพันธุ์เชื้อไวรัส SARS-CoV-2 ในไทย พบสายพันธุ์ NB.1.8.1 เป็นสายพันธุ์หลักในการแพร่ระบาดในช่วงเวลาเดียวกัน สายพันธุ์ NB.1.8.1 พบการกลายพันธุ์ในตำแหน่งโปรตีนหนามหลายจุดที่เพิ่มเติมจากสายพันธุ์ JN.1 ทำให้มีความสามารถในการแพร่กระจายได้ง่ายขึ้น และหลบภูมิคุ้มกันได้ดีขึ้น แต่ยังไม่มีหลักฐานว่าทำให้เกิดโรครุนแรงมากขึ้น” นพ.มณเฑียรกล่าว

นพ.ดิเรก ขำแป้น รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า สถานการณ์โควิด-19 ในไทยเป็นโรคประจำถิ่นหรือโรคติดต่อตามฤดูกาล แม้ว่าความรุนแรงของโรคและแนวโน้มการแพร่ระบาดลดลง แต่ยังต้องรักษามาตรการที่สำคัญ เน้นมาตรการทางสังคมที่สมดุลกับชีวิตวิถีใหม่ เน้นย้ำการปฏิบัติตามมาตรการป้องกันโรคโควิด-19 อย่างเคร่งครัด โดยเน้นรักษาสุขอนามัยส่วนบุคคล ดังนี้ 1.ล้างมือบ่อยๆ ด้วยสบู่และน้ำ หรือใช้เจลแอลกอฮอล์ ก่อนรับประทานอาหารและเครื่องดื่ม หลังเข้าห้องน้ำ หรือหลังสัมผัสบริเวณที่มีการสัมผัสร่วมกันจำนวนมาก 2.เมื่อไอ/จามต้องปิดปากปิดจมูกด้วยผ้าหรือทิชชูทุกครั้ง 3.หลีกเลี่ยงการเข้าไปในพื้นที่ที่มีคนหมู่มากหรือแออัด หากหลีกเลี่ยงไม่ได้ควรสวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลา 4.หลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดผู้มีอาการป่วยระบบทางเดินหายใจ เพื่อลดความเสี่ยงในการสัมผัสเชื้อ โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง 608 และ 5.หากมีอาการสงสัยป่วย เช่น มีไข้ ไอ น้ำมูก ควรตรวจหาเชื้อเบื้องต้นด้วย ATK และหลีกเลี่ยงการอยู่ใกล้ชิดกับผู้อื่น โดยเฉพาะกลุ่มเด็กเล็ก กลุ่มผู้สูงอายุ และผู้มีโรคประจำตัว เพื่อไม่เป็นการนำเชื้อกลับไปติดกลุ่มเสี่ยงที่บ้าน หากผลเป็นบวกให้รีบไปพบแพทย์ ประชาชนสามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร.1422.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...