“ญี่ปุ่น” จ่อยกระดับคริปโทฯ เป็นตราสารทางการเงินเทียบหุ้น ลดภาษีบิตคอยน์เหลือ 20%
"ญี่ปุ่น" เตรียมผ่านกฎหมายยกระดับคริปโทฯ เป็นตราสารทางการเงินเช่นเดียวกับหุ้น เปิดทางออกกองทุน ETF พร้อมลดภาษีกำไรจากการลงทุนในบิตคอยน์และอีเธอเรียมจากสูงสุด 55%
วันที่ 11 มิถุนายน 2569 เวลา 13.14 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า รัฐสภาญี่ปุ่นเตรียมผ่านกฎหมายฉบับใหม่ที่ยกระดับการกำกับดูแลสินทรัพย์ดิจิทัลให้เข้ามาอยู่ภายใต้กรอบเดียวกับตลาดหุ้น ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญที่อาจช่วยขยายการเข้าถึงการลงทุนในคริปโตเคอร์เรนซีของทั้งนักลงทุนรายย่อยและสถาบัน
ร่างกฎหมายดังกล่าวผ่านความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎรแล้วเมื่อวันพฤหัสบดี และอยู่ระหว่างรอการอนุมัติจากวุฒิสภา โดยคาดว่าจะมีผลบังคับใช้ในปี 2570
ภายใต้กฎหมายใหม่ สินทรัพย์ดิจิทัลอย่างบิตคอยน์และอีเธอเรียมจะถูกจัดประเภทเป็นตราสารทางการเงิน (Financial Instruments) เช่นเดียวกับหุ้นและพันธบัตร ส่งผลให้ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีมากขึ้น ขณะเดียวกันก็ต้องปฏิบัติตามกฎเกณฑ์การซื้อขายที่เข้มงวดขึ้น รวมถึงเปิดทางให้มีการออกผลิตภัณฑ์การลงทุนใหม่ เช่น กองทุน ETF ที่อ้างอิงคริปโทฯ
การปรับปรุงกฎหมายครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความสนใจในสินทรัพย์ดิจิทัลที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในญี่ปุ่น ทั้งจากนักลงทุนสถาบันและนักลงทุนรายย่อย โดยได้รับแรงหนุนเพิ่มเติมจากจุดยืนสนับสนุนคริปโทฯ ของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ในสหรัฐ
สำนักงานบริการทางการเงินญี่ปุ่น (FSA) ระบุว่าเป้าหมายของกฎหมายใหม่คือการสร้างสภาพแวดล้อมการซื้อขายที่มีความน่าเชื่อถือและเอื้อต่อการพัฒนานวัตกรรม โดยไม่ได้หมายความว่ารัฐบาลสนับสนุนคริปโทฯ โดยตรง แต่ต้องการให้ตลาดเติบโตอย่างมีเสถียรภาพ
หนึ่งในสาระสำคัญของกฎหมายคือการลดอัตราภาษีกำไรจากการลงทุนในคริปโทฯ จากอัตราสูงสุดในปัจจุบันที่ 55% เหลือเพียง 20% เทียบเท่าการลงทุนในหุ้นและพันธบัตร ซึ่งคาดว่าจะเริ่มมีผลในปี 2571
ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมคริปโตมองว่ากฎหมายดังกล่าวช่วยสร้างความชัดเจนที่รอคอยมานาน และเป็นก้าวสำคัญสู่การยอมรับสินทรัพย์ดิจิทัลในวงกว้างมากขึ้น
เพิ่มโทษ Insider Trading เปิดทาง ETF คริปโต
ร่างกฎหมายยังเพิ่มมาตรการควบคุมการซื้อขายโดยใช้ข้อมูลภายใน (Insider Trading) ในตลาดคริปโทฯ โดยกำหนดบทลงโทษทั้งจำคุกและปรับในระดับเดียวกับตลาดหลักทรัพย์ นอกจากนี้ยังเพิ่มโทษสำหรับผู้ให้บริการซื้อขายคริปโทฯ ที่ไม่ได้รับอนุญาต จากโทษจำคุกสูงสุด 3 ปี เป็น 10 ปี เพื่อยกระดับความน่าเชื่อถือของตลาด
สำหรับสินทรัพย์ประเภท Stablecoin กฎหมายใหม่จะไม่ครอบคลุม เนื่องจากยังคงอยู่ภายใต้กฎหมายบริการชำระเงินเช่นเดิม แต่สำหรับสินทรัพย์อย่างบิตคอยน์ กฎหมายดังกล่าวจะเปิดโอกาสให้มีการจัดตั้งกองทุน ETF ที่อ้างอิงคริปโตได้ในอนาคต
ผู้ดำเนินการตลาดหลักทรัพย์ญี่ปุ่นคาดว่า ETF คริปโตอาจเริ่มเข้าจดทะเบียนซื้อขายได้เร็วที่สุดในปีหน้า
เมกะแบงก์ญี่ปุ่นรุก Stablecoin
ความสนใจในสินทรัพย์ดิจิทัลของสถาบันการเงินญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา หลังเศรษฐกิจญี่ปุ่นเริ่มหลุดพ้นจากภาวะเงินฝืดและดอกเบี้ยต่ำที่ยาวนานหลายทศวรรษ
เมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ธนาคารยักษ์ใหญ่ 3 แห่งของญี่ปุ่นได้ร่วมกันเปิดโครงการพัฒนา Stablecoin ภายใต้การสนับสนุนของ FSA ขณะที่ญี่ปุ่นอนุมัติการออก Stablecoin ที่มีเงินเยนหนุนหลังตัวแรกในปี 2568 และมีมูลค่าการออกสะสมแล้วกว่า 3.8 พันล้านเยน
คาดตลาดคริปโทฯ ญี่ปุ่นเข้าสู่ยุคคัดกรอง
อย่างไรก็ตาม กฎเกณฑ์ที่เข้มงวดขึ้นอาจส่งผลให้เกิดการคัดกรองผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมคริปโทฯ ของญี่ปุ่น
ผู้เชี่ยวชาญมองว่าบริษัทขนาดใหญ่จะสามารถรองรับภาระด้านการเปิดเผยข้อมูลและการตรวจสอบที่เข้มงวดขึ้นได้ ขณะที่ผู้ประกอบการรายเล็กอาจเผชิญต้นทุนที่สูงเกินรับไหว
ปัจจุบันญี่ปุ่นมีผู้ให้บริการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลที่ได้รับอนุญาต 27 ราย รวมถึง Binance Japan, Coincheck และ BitFlyer
นักวิเคราะห์บางรายประเมินว่า หากกฎใหม่มีผลบังคับใช้อย่างเต็มรูปแบบ อาจมีผู้ให้บริการคริปโทฯ ในญี่ปุ่นหายไปถึงครึ่งหนึ่งของตลาด จากภาระด้านกฎระเบียบที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก
อ้างอิง : www.bloomberg.com