โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ดื่มกาแฟตอนง่วง ทำไมบางคนยิ่งง่วงกว่าเดิม? คำตอบอาจไม่ใช่อย่างที่คิด

sanook.com

เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • Sanook
หลายคนดื่มกาแฟเพื่อแก้ง่วง แต่บางครั้งกลับรู้สึกง่วงกว่าเดิม สาเหตุอาจไม่ได้อยู่ที่กาแฟเพียงอย่างเดียว มาดูกันว่าทำไมคาเฟอีนจึงไม่ได้ผลกับทุกคนเหมือนกัน

สำหรับหลายคน กาแฟคืออาวุธคู่ใจเวลาง่วง ไม่ว่าจะเป็นช่วงเช้าหลังตื่นนอน ช่วงบ่ายหลังมื้ออาหาร หรือวันที่พักผ่อนไม่เพียงพอ หลายคนเลือกหยิบกาแฟขึ้นมาดื่มทันที เพราะเชื่อว่าคาเฟอีนจะช่วยให้สมองตื่นตัวและหายง่วงได้

แต่เคยสังเกตไหมว่า บางครั้งยิ่งดื่มกาแฟ กลับยิ่งรู้สึกเพลีย ไม่มีแรง หรืออยากนอนมากกว่าเดิม เพราะมีหลายปัจจัยที่ทำให้กาแฟไม่สามารถช่วยแก้ง่วงได้อย่างที่คิด และบางกรณีอาจทำให้รู้สึกง่วงมากขึ้นด้วยซ้ำ

กาแฟช่วยแก้ง่วงได้อย่างไร?

สารสำคัญในกาแฟคือ "คาเฟอีน" ซึ่งออกฤทธิ์กระตุ้นระบบประสาทส่วนกลาง โดยคาเฟอีนจะเข้าไปขัดขวางการทำงานของสารอะดีโนซีน (Adenosine) ที่เกี่ยวข้องกับความรู้สึกง่วงนอน

เมื่อคาเฟอีนจับกับตัวรับแทนอะดีโนซีน สมองจึงรับรู้ความง่วงลดลงชั่วคราว ทำให้รู้สึกตื่นตัวมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม กลไกนี้ไม่ได้ให้ผลเหมือนกันในทุกคน

ทำไมดื่มกาแฟแล้วบางคนกลับยิ่งง่วง?

1. ร่างกายอ่อนล้าจนคาเฟอีนช่วยไม่ไหว

หากอดนอนต่อเนื่องหลายวัน หรือพักผ่อนไม่เพียงพอสะสม ร่างกายจะมี "หนี้การนอน" (Sleep Debt) เพิ่มขึ้น แม้คาเฟอีนจะช่วยกดความง่วงได้ชั่วคราว แต่ไม่สามารถทดแทนการนอนจริงได้

เมื่อฤทธิ์คาเฟอีนเริ่มลดลง ความเหนื่อยล้าที่สะสมไว้อาจกลับมาพร้อมกัน จนรู้สึกง่วงกว่าเดิม

2. กาแฟหวานจัด อาจทำให้ง่วงได้

หลายคนไม่ได้ดื่มกาแฟดำ แต่เลือกกาแฟเย็น กาแฟปั่น หรือกาแฟสำเร็จรูปแบบ 3-in-1 ซึ่งมักมีน้ำตาลในปริมาณค่อนข้างสูง หลังดื่ม น้ำตาลในเลือดจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้รู้สึกสดชื่นในช่วงแรก

แต่เมื่อระดับน้ำตาลลดลงอย่างรวดเร็วในเวลาต่อมา ร่างกายอาจเกิดอาการอ่อนเพลีย ง่วง หรือหมดแรงได้

นี่จึงเป็นสาเหตุที่บางคนรู้สึกว่า "ยิ่งดื่มยิ่งง่วง"

3. ร่างกายเริ่มชินกับคาเฟอีน

หากดื่มกาแฟเป็นประจำทุกวัน ร่างกายจะค่อยๆ ปรับตัวและเกิดภาวะที่เรียกว่า "ความทนต่อคาเฟอีน" (Caffeine Tolerance)

ผลคือคาเฟอีนปริมาณเดิมอาจไม่สามารถกระตุ้นร่างกายได้ดีเหมือนช่วงแรก บางคนจึงรู้สึกว่ากาแฟแก้วเดิมที่เคยช่วยให้ตื่น กลับแทบไม่เห็นผลอีกต่อไป

4. ดื่มกาแฟตอนที่ร่างกายขาดน้ำ

คาเฟอีนอาจมีฤทธิ์ขับปัสสาวะเล็กน้อย โดยเฉพาะในคนที่ไม่คุ้นเคยกับการดื่มกาแฟ หากตลอดวันดื่มแต่น้ำกาแฟและดื่มน้ำเปล่าน้อยเกินไป อาจทำให้เกิดภาวะขาดน้ำเล็กน้อย ซึ่งส่งผลให้รู้สึกอ่อนเพลีย ปวดศีรษะ หรือไม่มีแรงได้

หลายคนจึงเข้าใจผิดว่ากาแฟทำให้ง่วง ทั้งที่จริงแล้วต้นเหตุอาจเป็นการดื่มน้ำน้อยเกินไป

5. พันธุกรรมของแต่ละคนไม่เหมือนกัน

หลายคนอาจไม่รู้ว่า ร่างกายแต่ละคนเผาผลาญคาเฟอีนได้ไม่เท่ากัน บางคนสามารถดื่มกาแฟตอนเย็นแล้วนอนหลับได้ตามปกติ ขณะที่บางคนดื่มเพียงแก้วเดียวก็ใจสั่นหรือรู้สึกไม่สบายตัว

ความแตกต่างนี้เกี่ยวข้องกับพันธุกรรมและการทำงานของเอนไซม์ในตับ ทำให้ผลของคาเฟอีนแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล

6. กาแฟไม่ได้แก้ "สาเหตุ" ของความง่วง

ในหลายกรณี ความง่วงไม่ได้เกิดจากการขาดคาเฟอีน แต่เกิดจาก

  • นอนดึก
  • พักผ่อนไม่เพียงพอ
  • ความเครียดสะสม
  • อาหารมื้อใหญ่
  • การนั่งทำงานต่อเนื่องนานเกินไป

ดังนั้นแม้จะดื่มกาแฟ ร่างกายก็ยังส่งสัญญาณว่าต้องการพักผ่อนอยู่ดี

แล้วควรดื่มกาแฟตอนไหนถึงจะได้ผลดีที่สุด?

ผู้เชี่ยวชาญหลายคนแนะนำว่า การดื่มกาแฟทันทีหลังตื่นนอนไม่จำเป็นเสมอไป เพราะช่วงเช้าร่างกายมีการหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอลที่ช่วยให้ตื่นตัวอยู่แล้ว

หลายคนจึงอาจได้รับประโยชน์มากกว่าหากดื่มกาแฟในช่วงสายหรือช่วงที่เริ่มรู้สึกง่วงจริงๆ นอกจากนี้ ควรดื่มน้ำเปล่าควบคู่กัน และหลีกเลี่ยงการดื่มกาแฟหวานจัดเป็นประจำ

จากข้อมูลสรุปได้ว่า

แม้กาแฟจะเป็นเครื่องดื่มยอดนิยมสำหรับแก้ง่วง แต่ก็ไม่ได้ช่วยให้ทุกคนตื่นตัวเสมอไป หากคุณดื่มกาแฟแล้วกลับรู้สึกง่วงกว่าเดิม สาเหตุอาจมาจากการอดนอนสะสม ร่างกายชินกับคาเฟอีน น้ำตาลในเครื่องดื่ม หรือแม้แต่ภาวะขาดน้ำ

ท้ายที่สุดแล้ว ไม่มีอะไรทดแทนการนอนหลับที่เพียงพอได้ และนั่นอาจเป็นคำตอบที่ดีที่สุดสำหรับอาการง่วงที่กาแฟแก้ไม่หาย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...