โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

มหาสมุทรโลกกำลังป่วยหนัก! น้ำสูงขึ้น-อุณหภูมิพุ่ง-ขยะล้น

TNN ช่อง16

เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา
มหาสมุทรซึ่งเป็นแหล่งดูดซับความร้อนและก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่สำคัญที่สุดของโลก กำลังเผชิญแรงกดดันจากกิจกรรมของมนุษย์ ทั้งภาวะโลกร้อน มลพิษพลาสติก และการใช้ทรัพยากรทางทะเลอย่างเข้มข้น ล่าสุดองค์การสหประชาชาติออกโรงเตือนว่า สุขภาพของมหาสมุทรโลกกำลังทรุดโทรมลงอย่างรวดเร็ว โดยระดับน้ำทะเลเพิ่มขึ้นเร็วเป็น 2 เท่าในรอบทศวรรษที่ผ่านมา ขณะที่ความร้อนสะสมในมหาสมุทรและปริมาณขยะพลาสติกยังคงพุ่งสูงต่อเนื่อง สะท้อนถึงวิกฤตสิ่งแวดล้อมที่อาจส่งผลกระทบต่อผู้คนหลายพันล้านคนทั่วโลกในอนาคต

องค์การสหประชาชาติ (UN) ออกรายงานประเมินสถานการณ์มหาสมุทรโลกฉบับล่าสุด เตือนว่ามหาสมุทรทั่วโลกกำลังเผชิญแรงกดดันจากกิจกรรมของมนุษย์ในระดับ "รุนแรงและทวีความรุนแรงขึ้นอย่างรวดเร็ว" ทั้งจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศ มลพิษทางทะเล และการทำประมงอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ส่งผลให้ระบบนิเวศทางทะเลเสื่อมโทรมอย่างต่อเนื่อง ขณะที่อัตราการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลทั่วโลกในปัจจุบันสูงเป็น 2 เท่าของเมื่อ 10 ปีก่อน

รายงานประเมินมหาสมุทรโลกฉบับที่ 3 (Third World Ocean Assessment) ซึ่งจัดทำโดยนักวิทยาศาสตร์เกือบ 600 คน จาก 86 ประเทศทั่วโลก ได้ประเมินสถานะของมหาสมุทรในช่วงปี พ.ศ. 2564-2568 โดยพบว่าความกดดันจากกิจกรรมของมนุษย์กำลังส่งผลสะสมต่อระบบนิเวศทางทะเลอย่างหนัก จนนำไปสู่การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพในวงกว้าง และทำให้มหาสมุทรทั่วโลกอยู่ในภาวะตึงเครียดอย่างรุนแรง

ผลการศึกษาพบว่า ระดับน้ำทะเลทั่วโลกยังคงเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องและรวดเร็วกว่าเดิม โดยก่อนปี พ.ศ. 2558 ระดับน้ำทะเลเพิ่มขึ้นเฉลี่ยประมาณ 2 มิลลิเมตรต่อปี แต่ในปี พ.ศ. 2566 เพิ่มขึ้นเป็น 4.3 มิลลิเมตรต่อปี หรือมากกว่า 2 เท่า

ขณะเดียวกัน ร้อยละ 16 ของความร้อนสะสมทั้งหมดในมหาสมุทรโลกนับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2498 เกิดขึ้นในช่วงหลังปี พ.ศ. 2561 เพียงไม่กี่ปีที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นว่ามหาสมุทรกำลังดูดซับพลังงานความร้อนจากภาวะโลกร้อนในอัตราที่สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

นักวิทยาศาสตร์ยังพบว่า มหาสมุทรแอตแลนติก รวมถึงพื้นที่ตอนใต้ของมหาสมุทรอินเดียและมหาสมุทรแปซิฟิก เป็นบริเวณที่มีอัตราการอุ่นตัวของน้ำทะเลสูงที่สุดในปัจจุบัน รายงานยังชี้ให้เห็นถึงความรู้เกี่ยวกับระบบนิเวศใต้ทะเลลึก โดยจนถึงปี พ.ศ. 2568 มนุษย์สามารถสำรวจและทำแผนที่พื้นมหาสมุทรได้เพียงร้อยละ 27 ของพื้นที่ทั้งหมดเท่านั้น ทำให้ระบบนิเวศใต้ทะเลลึกจำนวนมากยังคงเป็นพื้นที่ที่ไม่ถูกศึกษาและเข้าใจอย่างเพียงพอ

ด้าน “อันโตนิโอ กูเตอร์เรส” เลขาธิการสหประชาชาติ กล่าวว่า โลกไม่สามารถมองมหาสมุทรเป็นทรัพยากรที่ไร้ขีดจำกัดได้อีกต่อไป พร้อมเรียกร้องให้ทุกประเทศร่วมมือกันอย่างเร่งด่วนในการปกป้องระบบนิเวศทางทะเล และสร้างความสัมพันธ์รูปแบบใหม่กับมหาสมุทรที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของวิทยาศาสตร์ กฎหมายระหว่างประเทศ และความรับผิดชอบร่วมกันของทุกภาคส่วน

แม้รายงานจะสะท้อนสถานการณ์ที่น่ากังวล แต่ก็ระบุว่าช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา มีความก้าวหน้าด้านการอนุรักษ์มหาสมุทรหลายประการ โดยเฉพาะสนธิสัญญาทะเลหลวง (High Seas Treaty) ที่มีผลบังคับใช้ในปีนี้ ซึ่งถือเป็นกฎหมายระหว่างประเทศสำคัญที่ช่วยคุ้มครองพื้นที่มหาสมุทรกว่า 2 ใน 3 ของโลกที่อยู่นอกเขตอำนาจของประเทศใดประเทศหนึ่ง

นอกจากนี้ ยังมีข้อตกลงและสนธิสัญญาด้านการอนุรักษ์มหาสมุทรอีก 56 ฉบับ ที่ช่วยเพิ่มศักยภาพในการคุ้มครองความหลากหลายทางชีวภาพ ลดการอุดหนุนกิจกรรมที่สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และส่งเสริมการใช้ทรัพยากรทางทะเลอย่างยั่งยืน อย่างไรก็ตาม รายงานระบุว่าการบริหารจัดการมหาสมุทรโลกยังคงกระจัดกระจายและขาดการประสานงานที่มีประสิทธิภาพระหว่างภูมิภาคและภาคส่วนต่าง ๆ

มหาสมุทรซึ่งครอบคลุมพื้นที่มากกว่าร้อยละ 70 ของพื้นผิวโลก มีบทบาทสำคัญในการควบคุมสภาพภูมิอากาศ รักษาความหลากหลายทางชีวภาพ และเป็นแหล่งอาหาร พลังงาน และทรัพยากรแร่ธาตุของมนุษยชาติ โดยตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา มหาสมุทรได้ดูดซับความร้อนส่วนเกินจากภาวะโลกร้อนมากถึงร้อยละ 90 และดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่มนุษย์ปล่อยสู่ชั้นบรรยากาศประมาณร้อยละ 30

รายงานยังเตือนว่า กระแสน้ำในมหาสมุทรซึ่งมีบทบาทสำคัญในการกระจายความร้อนทั่วโลก กำลังเกิดการเปลี่ยนแปลง และนักวิทยาศาสตร์ยังไม่เข้าใจผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อสภาพภูมิอากาศในอนาคตอย่างเพียงพอ

นอกจากนี้ ปัญหาขยะพลาสติกยังคงเป็นวิกฤตสำคัญ โดยมีพลาสติกไหลลงสู่มหาสมุทรทั่วโลกประมาณ 52.1 ล้านตันต่อปี ส่งผลให้ปัจจุบันมีอนุภาคไมโครพลาสติกสะสมอยู่ในทะเลทั่วโลกมากถึง 24.4 ล้านล้านล้านชิ้น ซึ่งส่งผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตทางทะเลมากกว่า 4,000 ชนิด

รายงานยังระบุว่า จำนวนประชากรโลกเพิ่มขึ้นจาก 7,700 ล้านคนในปี พ.ศ. 2560 เป็น 8,200 ล้านคนในช่วงปลายปี พ.ศ. 2567 โดยมากกว่า 1 ใน 3 ของประชากรโลกอาศัยอยู่ห่างจากชายฝั่งไม่เกิน 100 กิโลเมตร และร้อยละ 11 อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่มีความสูงจากระดับน้ำทะเลไม่เกิน 10 เมตร ทำให้มีความเสี่ยงสูงต่อผลกระทบจากระดับน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้น

ด้านกรีนพีซระบุว่า รายงานฉบับนี้ควรเป็นสัญญาณเตือนเร่งด่วนให้รัฐบาลทั่วโลกเร่งปกป้องมหาสมุทรจากกิจกรรมที่คุกคามระบบนิเวศ ไม่ว่าจะเป็นการทำเหมืองใต้ทะเลลึกหรือการประมงอุตสาหกรรม พร้อมผลักดันการจัดตั้งเขตอนุรักษ์ทางทะเลเพิ่มเติม เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการคุ้มครองพื้นที่มหาสมุทรอย่างน้อยร้อยละ 30 ภายในปี พ.ศ. 2573 ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ระบุว่าเป็นระดับขั้นต่ำที่จำเป็นต่อการฟื้นฟูสุขภาพของมหาสมุทรโลกในระยะยาว

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...