โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

Stablecoins ภัยคุกคามธนาคารกลาง หรือนวัตกรรมที่โลกต้องการ?

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 29 ก.ค. 2568 เวลา 03.18 น. • เผยแพร่ 29 ก.ค. 2568 เวลา 10.20 น.

บทวิเคราะห์“The world should follow Trump’s lead on stable coins ” ของดิอีโคโนมิสต์ ระบุว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ได้ลงนามกฎหมายสเตเบิลคอยส์ ฉบับใหม่ชื่อ GENIUS Act ในวันที่ 18 ก.ค. โดยทรัมป์ได้พูดติดตลกว่า "ชื่อกฎหมายนี้ตั้งตามผม" (เพราะ GENIUS แปลว่า อัจฉริยะ)

ในขณะที่ฝ่ายบริหารและบรรดาผู้คนในอุตสาหกรรมคริปโทฉลองการมาถึงของ “ยุคทอง” นี้บรรยากาศอีกฟากกลับมืดมน เพราะพวกเขามองว่า สเตเบิลคอยส์ เป็นการหลอกลวง อันตรายต่อเสถียรภาพทางการเงิน หรือทั้งสองอย่าง

แอนดรูว์ เบลีย์ ผู้ว่าการธนาคารแห่งอังกฤษ (BOE) เตือนธนาคารพาณิชย์ไม่ให้ออกสเตเบิลคอยส์ของตัวเอง คริสติน ลาการ์ด ผู้ว่าการธนาคารกลางยุโรป (ECB) เตือนว่า คนจะหันไปใช้เงินดิจิทัลของเอกชนจนธนาคารกลางหมดความสำคัญและควบคุมนโยบายการเงินได้ยาก

บทวิเคราะห์ของดิอีโคโนมิสต์ ระบุว่า แต่ความจริงแล้ว ประเทศอื่นๆ ควรเลิกสงสัยและทำตามนโยบายของทรัมป์เพราะสเตเบิลคอยส์มีศักยภาพในการสร้างนวัตกรรมที่จำเป็นมากสำหรับระบบการชำระเงินของโลกหากมีการกำกับดูแลที่ดีตามเจตนารมณ์ของ GENIUS Act.

ความแตกต่างของ 'สเตเบิลคอยส์'

อย่าเพิ่งเข้าใจผิด วงการคริปโทเต็มไปด้วยการหลอกลวง หลายเหรียญเป็นแค่ “แผนรวยทันใจ” ซึ่งประธานาธิบดีทรัมป์ ครอบครัว และเพื่อนๆ ของเขาต่างก็มีส่วนเกี่ยวข้องอย่างโจ่งแจ้ง การถือครองมีมคอยน์ $TRUMP ที่ถูกสร้างขึ้นมาจาก “อากาศ” กลับมีมูลค่าพุ่งสูงถึง 1.9 พันล้านดอลลาร์โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากเขาเข้าสู่ตำแหน่ง แม้ทรัมป์เปิดตัวมีมคอยน์ของตัวเองเพียงไม่กี่วันก่อนสาบานตน

แต่ "สเตเบิลคอยส์" ต่างออกไป เพราะมักมีสินทรัพย์ในสกุลเงินดอลลาร์ที่มีสภาพคล่องค้ำประกัน รวมถึงพันธบัตรระยะสั้นและเงินฝากธนาคาร ดังนั้นสเตเบิลคอยส์ อาจเป็นสิ่งที่มีประโยชน์จริงๆ ซึ่งต่างออกไปจากเหรียญคริปโททั่วไป

บทวิเคราะห์ของดิอีโคโนมิสต์ ระบุว่า สเตเบิลคอยส์ ที่อิงกับดอลลาร์ได้รับความสนใจในประเทศอย่างตุรกีและไนจีเรีย ซึ่งความเชื่อมั่นต่อรัฐบาลต่ำและมีความกังวลเรื่องเงินเฟ้อสูงรวมถึงการยึดทรัพย์จากรัฐบาล แต่ในโลกตะวันตกยังไม่มีกฎหมายกำกับดูแล

การที่ GENIUS Act กำหนดให้ผู้ออกเหรียญดิจิทัลต้องจดทะเบียนและวางกฎที่ชัดเจนเรื่องเงินสำรองและการเปิดเผยข้อมูล ควรจะเป็นเงื่อนไขสำคัญให้มีการปูทางทดลองใช้เหรียญดังกล่าวมากขึ้นในอเมริกา

ผู้ใช้งานอาจได้รับประโยชน์จากกฎหมายนี้เพราะธุรกรรมสเตเบิลคอยนส์ถูกบันทึกทันทีบนบัญชีดิจิทัล เทคโนโลยีนี้ทำให้การชำระเงินของรายย่อยและข้ามพรมแดนสามารถเสร็จสิ้นภายในไม่กี่นาทีแทนที่จะเป็นหลายวัน

ที่สำคัญการทำธุรกรรมด้วยเทคโนโลยีนี้มีค่าธรรมเนียมเพียงเศษเสี้ยวของที่ธนาคารและผ่านบัตรเครดิตอย่าง Visa, Mastercard, American Express คืออยู่ที่เพียงน้อยกว่า 10 เซนต์

ส่วนการทำธุรกรรมแบบดังนั้นมีค่าธรรมเนียมสูงถึง 15 ดอลลาร์สำหรับธุรกรรมระหว่างประเทศและสูงถึง 2% สำหรับมูลค่าการทำธุรกรรมสำหรับบัตรเครดิต

สแตนดาร์ด ชาร์เตอร์ (Standard Chartered) เปิดเผยว่า การออกสเตเบิลคอยส์อาจเพิ่มขึ้นจากประมาณ 2.6 แสนล้านดอลลาร์เป็น 2 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปี 2028 และสไตร์ป (Stripe) บริษัทฟินเทค กำลังพิจารณาออกโทเค็นของตัวเอง

คำถามคือ คำสัญญาเหล่านี้คุ้มกับความเสี่ยงหรือไม่? หน่วยงานกำกับดูแลหลายแห่ง โดยเฉพาะในยุโรป กังวลว่าคำตอบคือไม่ พวกเขากลัวว่า สเตเบิลคอยส์อาจเข้ามาแทนที่เงินของธนาคารกลาง ทำลายระบบธนาคาร และเพิ่มอันตรายจากการแห่ถอนเงินออกจากธนาคาร (Bank Run)

อย่างไรก็ตาม บทวิเคราะห์ของดิอีโคโนมิสต์ ระบุว่า ความเสี่ยงบางอย่างเกินจริง และความเสี่ยงอื่นๆ อาจน่ากังวลน้อยลงจากกฎหมายของทรัมป์

  • ภัยคุกคามต่อธนาคารกลาง

ธนาคารกลางอังกฤษกังวลว่า สเตเบิลคอยส์ที่ออกโดยเอกชนจะมาแย่งบทบาทสกุลเงินของรัฐ โดยเฉพาะตอนนี้ที่ ECB กำลังพัฒนายูโรดิจิทัลของตัวเองเพื่อแข่งกับ Visa และ Mastercard

แต่ดิอีโคโนมิสต์ มองว่า สเตเบิลคอยส์ก็มีเงินจริงค้ำประกันเต็มมูลค่า ธนาคารกลางไม่ควรผูกขาด ถ้าสเตเบิลคอยส์ทำได้ดีกว่า ก็ควรให้คนเลือกใช้ได้

2. ความเสี่ยงต่อธนาคารพาณิชย์

ธนาคารกังวลว่าถ้าคนหันไปใช้สเตเบิลคอยส์ เงินฝากจะหายไปจากธนาคาร ทำให้ธนาคารมีเงินให้กู้น้อยลง แต่บทวิเคราะห์ของดิอีโคโนมิสต์ ระบุว่า เงินไม่ได้หายไปไหน แค่วนเวียนในระบบ โดยคนถอนเงินไปซื้อสเตเบิลคอยส์ เงินนั้นไปอยู่ในบัญชีของบริษัทที่ออกเหรียญซึ่งบริษัทเหล่านั้นก็เอาเงินไปฝากธนาคารหรือซื้อพันธบัตรรัฐบาล รัฐบาลใช้เงินจ่ายเงินเดือนและค่าจ้าง สุดท้ายเงินก็กลับมาเป็นเงินฝากธนาคารอีกครั้งอยู่ดี

ยิ่งไปกว่านั้น ธนาคารยังอาจได้ประโยชน์ด้วย เช่น รับจ้างเก็บเงินให้บริษัทสเตเบิลคอยส์ หรือออกเหรียญนั้นเสียเอง

3. ความเสี่ยง Bank Run

ความเสี่ยงคือ ถ้าคนแห่ถอนสเตเบิลคอยส์พร้อมกัน บริษัทอาจต้องขายสินทรัพย์ราคาถูกเพื่อคืนเงิน ทำให้ตลาดปั่นป่วนเหมือนวิกฤติปี 2008

แต่ GENIUS Act ป้องกันปัญหานี้ได้ โดยบังคับให้ต้องมีเงินสดหรือพันธบัตรที่ขายง่ายค้ำประกัน 100% และต้องรายงานว่ามีสินทรัพย์อะไรค้ำประกันบ้าง ทั้งหมดจะทำให้มั่นใจว่าถึงคนจะแห่ถอน บริษัทก็มีเงินคืนได้ทันทีโดยไม่ต้องขายทิ้ง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...