Am I the Asshole “ฉันผิดไหม ที่…” เรื่องของผู้คนที่ชอบให้ชาวเน็ตช่วยตัดสินปัญหาความสัมพันธ์
หลายครั้งที่ไถฟีด เรามักจะเห็นคนออกมาเล่าเรื่องราวความสัมพันธ์ของตัวเองที่กำลังมีปัญหา กำลังคาราคาซัง หรือจบไปแล้วแต่ยังเจ็บอยู่ และทุกครั้งชาวเน็ตก็มักจะเข้าร่วมวงวิพากษ์วิจารณ์ตามเรื่องราวที่ได้รับฟัง บ้างก็ติอีกฝ่าย บ้างก็หันกลับมาตั้งคำถามกับฝ่ายคนเล่า
หลายครั้งเราก็มักได้เห็นมุมมองจากบุคคลที่สามที่บางครั้งคนในความสัมพันธ์ยังไม่เห็นภาพชัด แต่หลายๆ ครั้ง การออกมาเล่าเรื่องเหล่านี้ไม่ได้นำไปสู่อะไรมากไปกว่าความสาใจที่ได้ระบาย บางครั้งยังทำให้เรื่องยิ่งวุ่นวายไปกันใหญ่และเจ็บกว่าเดิม แต่พอมีปัญหาเข้าจริงๆ หลายคนก็ยังอยาก ‘ออกมาเล่า’ เพื่อให้คนอื่นๆ ‘ช่วยตัดสิน’ ให้เราอยู่ดี ว่าตกลงเราผิดจริงๆ หรืออีกฝ่ายผิดเต็มๆ กันแน่
และในคอมมูนิตี้ใหญ่อย่าง Reddit ก็มีการขอความคิดเห็นในเรื่องเหล่านี้กันอย่างจริงจัง ถึงกับมีฟอรั่มที่เรียกว่า ‘AITAH’ หรือ Am I the Asshole? ที่เป็นเวทีให้คนมาเล่าเรื่องราวของตัวเองว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นตนเองทำผิดไหม พร้อมมีการเปิดให้โหวต ซึ่งคำตอบก็มักมาเป็นตัวย่อเช่น
- YTA (You're The Asshole) หรือ คุณเป็นคนผิด
- NTA (Not The Asshole) หรือ คุณไม่ผิด
- ESH (Everyone Sucks Here) หรือ ผิดกันทุกคน
- ESH (Everyone Sucks Here) หรือ ผิดกันทุกคน
กระทู้เหล่านี้มักได้รับความสนใจ มีคนร่วมโหวตตั้งแต่หลักพันจนถึงหลักหมื่น และช่องคอมเมนต์ก็มีตั้งแต่หลักร้อยจนถึงหลักพัน โดยหัวข้อที่คนเข้ามาถามก็เช่น
“ฉันผิดไหม ที่เลิกกับสามีที่คบกันมา 25 ปี เพราะเขากินเค้กวันครบรอบจนหมด เหลือให้ฉันแค่คำเดียว”
“ผมผิดไหมที่บอกกับภรรยาว่าเราควรหย่ากัน เพราะเธอไม่อยากมีเซ็กซ์กับผม”
“ผมผิดไหมที่หย่ากับภรรยา เพราะไม่อยากให้ลูกๆ ของเราต้องอยู่ร่วมบ้านกับป้าของพวกเขา”
“ฉันผิดไหมที่สร้างเรื่องวุ่นวายให้ลูกชายคนโต และยังคงพยายามสอดส่องชีวิตแต่งงานของเขา”
ฯลฯ
กระทู้เหล่านี้ล้วนมาพร้อมคำอธิบายและรายละเอียดปลีกย่อยที่ทำให้ประโยคจั่วหัวนั้นเป็นที่ ‘เข้าใจได้’ มากขึ้น อย่างเช่นกรณีของผู้หญิงที่หย่ากับสามีเพราะเขากินเค้กวันครบรอบจนเกือบหมด ทิ้งคำเล็กๆ ไว้ให้คำเดียว เธอได้ขยายความว่า “หลังจากที่ได้ดูแลผู้ชายคนนี้มาตลอด เป็นคนรับใช้ เป็นแม่ เป็นวัตถุทางเพศมาให้เขาตลอด 25 ปี เลี้ยงลูกให้เขา ดูแลบ้าน ดูแลการเงิน นัดหมอให้เขา แต่ฉันกลับไม่สามารถมีแม้กระทั่งเค้กวันครบรอบแบบเต็มชิ้นเต็มอันได้เลย มันเหมือนกับว่าที่ฉันทุ่มเทลงไปให้กับชีวิตของเราทั้งคู่ สิ่งที่ฉันได้รับคือเศษเหลือๆ จากเขาอยู่ดี”
หรือชายคนที่เล่าว่าอยากหย่ากับภรรยาเพราะเธอปฏิเสธที่จะมีเซ็กซ์ด้วย เขาก็เขียนขยายความว่า “ผมเป็นคนมีความต้องการทางเพศสูง ส่วนเธอเป็นคนมีความต้องการทางเพศต่ำ… แน่นอนว่าผมไม่ต้องการมีเซ็กซ์ที่ปราศจากความยินยอมพร้อมใจ แต่การที่ผมพยายามพูดคุยเรื่องนี้อยู่เสมอ ขอให้เธอพยายามเรื่องบนเตียงมากขึ้น พยายามเป็นฝ่ายเริ่มและใช้อารมณ์ขันเข้าช่วย ผมกลับทำให้เธอรู้สึกว่าเธอต้องแบกรับความต้องการทางเพศของผม…เธอไม่ได้ผิดเลยที่เธอเป็นแบบนี้ แต่มันก็แปลว่าความสัมพันธ์นี้ไม่ได้เหมาะกับผมแล้วเช่นกัน”
เราจะเห็นได้ว่าผู้คนมักใช้ AITAH เป็นพื้นที่ในการนำความสัมพันธ์หรือปัญหาความขัดแย้งส่วนตัวออกมาสู่สาธารณะ เพื่อขอให้คนแปลกหน้าช่วยตัดสิน ซึ่งอย่างที่กล่าวไปข้างต้น โดยพื้นฐานแล้วมันคือการหา ‘มุมมองจากบุคคลที่สาม’ และ ‘เป็นกลาง’ เพื่อยืนยันหรือท้าทายความรู้สึกของตนเอง การตัดสินจากคนนอกที่ไม่มีอคติกับคู่กรณีจึงถือเป็นความคิดเห็นที่ ‘เชื่อถือได้’ โดยเฉพาะเมื่อผู้โพสต์รู้สึกสับสนหรือขาดความมั่นใจในการประเมินสถานการณ์ของตัวเอง
ไม่เพียงเท่านั้น AITAH ยังเป็นเหมือนพื้นที่จำลองสังคมขนาดใหญ่ที่ผู้คนซึ่งมีความคิดความเชื่อที่หลากหลาย มาร่วมกันโหวตว่า ‘อะไรคือสิ่งที่ยอมรับได้’ และ ‘อะไรคือสิ่งที่ไม่ควรถูกยอมรับง ในสถานการณ์ต่างๆ ตั้งแต่เรื่องเล็กน้อยในชีวิตประจำวัน ไปจนถึงประเด็นทางศีลธรรมที่ซับซ้อน ในเวลาเดียวกัน นอกจากให้คำตอบกับเจ้าของเรื่องที่ออกมาถาม คอมมูนิตี้นี้ยังมีส่วนกำหนดและตอกย้ำบรรทัดฐานทางสังคม เกี่ยวกับมารยาท ความรับผิดชอบ และความเห็นอกเห็นใจในความสัมพันธ์ ฯลฯ ที่สำคัญ หากลองอ่านคอมเมนต์ให้ครบจบ มันยังเสนอให้เห็นมุมมองที่แตกต่างในสังคมจนไม่อาจหาความเห็นที่เป็นเอกฉันท์ได้
ผู้โพสต์จำนวนมากต้องการการยืนยัน (Validation) ว่าความโกรธหรือความรู้สึกเจ็บปวดของพวกเขานั้นมีเหตุผล การได้รับคำตัดสินว่า NTA หรือ “คุณไม่ผิด” ก็มักจะช่วยลดความรู้สึกผิด และความสงสัยในตนเองที่เกิดขึ้นในความขัดแย้ง ซึ่งเป็นกลไกทางจิตวิทยาที่ทำให้พวกเขารู้สึกว่าตนเองมีสิทธิ์ที่จะปกป้องตัวเองและขีดเส้นแบ่งในความสัมพันธ์ได้
แต่นั่นเอง ก็นำไปสู่หนึ่งในความท้าทายที่น่าสนใจที่สุดของ AITAH คือความเป็นไปได้ที่เรื่องราวจะถูกบิดเบือนไปจากสิ่งที่เกิดขึ้นจริงๆ เพราะคนโพสต์ก็มักจะนำเสนอเรื่องราวจากมุมมองของตัวเองเท่านั้น โดยอาจละเว้นหรือลดทอนรายละเอียดที่ทำให้ตนเองดูไม่ดี ผู้อ่านจึงต้องคอยไตร่ตรองและคิดวิเคราะห์หากจะร่วมตัดสิน หรือกระทั่งตัดสินใจอีกทีว่าเราจะร่วมตัดสินไปด้วยหรือไม่
เพราะที่สุดแล้ว การร่วมโหวตตัดสินหรือการแสดงความคิดเห็นบนพื้นฐานของหลักประชาธิปไตยเป็นสิ่งที่พึงมี แต่การตัดสินจากการฟังเรื่องราวเพียงฝั่งเดียวก็อาจส่งผลกระทบกับคนในเรื่องราวหรือใครหลายคนที่กำลังอยู่ในสถานการณ์คล้ายๆ กัน และเราอาจต้องไม่ลืม ว่าความคิดเห็นบนอินเทอร์เน็ตไม่ใช่เพียงคำพูดลอยลม มันจะยังคงอยู่ตรงนั้น และส่งผลกับใครสักคนเสมอ
บทความต้นฉบับได้ที่ : Am I the Asshole “ฉันผิดไหม ที่…” เรื่องของผู้คนที่ชอบให้ชาวเน็ตช่วยตัดสินปัญหาความสัมพันธ์
ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : Mirror Thailand.com