เปิดเส้นทางหลักนิติธรรม สร้างความเชื่อมั่นสู่เป้าหมายประเทศไทยเข้า OECD TIJ จับมือ UNDP และ WJP เปิดตัว Thailand Rule of Law Leadership Programme รวมผู้นำทุกภาคส่วนทางสังคม
เปิดเส้นทางหลักนิติธรรม สร้างความเชื่อมั่นสู่เป้าหมายประเทศไทยเข้า OECD TIJ จับมือ UNDP และ WJP เปิดตัว Thailand Rule of Law Leadership Programme รวมผู้นำทุกภาคส่วนทางสังคม ร่วมขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็นสมาชิก OECD
“ประเทศไทยมีภาคเอกชนที่เข้มแข็ง มีผู้ประกอบการที่ปรับตัวได้เร็ว มีที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ที่ดี มีต้นทุนทางสังคมและวัฒนธรรมที่เป็นจุดแข็ง แต่หลายปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจไทยกลับเติบโตได้ช้ามากและช้ากว่าเมื่อเทียบกับประเทศอื่นในภูมิภาคเดียวกัน … นั่นเป็นเพราะเรามีปัญหาเชิงโครงสร้างเป็นอุปสรรคสำคัญ นั่นคือ การขาดหลักนิติธรรม”
ศาสตราจารย์ (พิเศษ) ดร.กิตติพงษ์ กิตยารักษ์ กรรมการกำกับการดำเนินงานในการเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organization for Economic Co-operation and Development หรือ OECD) ของประเทศไทย และประธานกรรมการสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) กล่าวในการปาฐถาพิเศษ หัวข้อ “Rule of Law Economic Infrastructure : Thailand’s Path toward Competitiveness and OECD Readiness” ภายในงานเสวนา Thailand Rule of Law Leadership Forum 2026: Competitiveness and OECD Readiness จัดขึ้นเมื่อวันที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2569 ที่อาคารสำนักงาน TIJ ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ
ประธานกรรมการ TIJ ระบุว่า ประเทศไทยมีความจำเป็นต้องมีเป้าหมายในการเข้าเป็นสมาชิก OECD เพราะปัจจุบันเศรษฐกิจไทยเติบโตช้า เนื่องจากนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศขาดความเชื่อมั่น กลายเป็นประเทศที่มีขีดความสามารถทางการแข่งขันทางการค้าต่ำ มีภาพลักษณ์ว่ามีการคอร์รัปชันสูงจากการที่มีกฎหมายและกฎระเบียบต่าง ๆ มากเกินไป กฎระเบียบจำนวนมากล้าสมัยแต่ยังใช้อยู่และเปิดช่องให้เจ้าหน้าที่ของรัฐใช้ดุลพินิจได้มาก ดังนั้น โจทย์สำคัญ คือ ในระหว่างที่ประเทศไทยกำลังอยู่ในกระบวนการรับการประเมินจาก OECD ว่าจะยอมรับไทยเข้าเป็นสมาชิกหรือไม่ ไทยจึงต้องถือเป็นโอกาสสำคัญในการนำข้อแนะนำของ OECD มายกเครื่องประเทศไทย ไปสู่การยกระดับประสิทธิภาพเชิงระบบ หรือที่เรียกว่า “แก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง”
“โครงสร้างที่เรามองเห็น เช่น ถนน สะพาน หรือเทคโนโลยี ถ้ามันไม่ดี เราก็รู้ว่าจะแก้ตรงไหน … แต่ปัญหาของประเทศไทยที่เป็นโจทย์ยากยิ่งกว่า คือ เรามีปัญหาในโครงสร้างที่มองไม่เห็น นั่นก็คือ การขาดหลักนิติธรรม ยกตัวอย่างเช่น เรามีถนนที่ดี มีเทคโนโลยีที่ก้าวหน้า แต่เรากลับเป็นประเทศที่การบังคับใช้กฎหมายไม่แน่นอน ใช้กฎหมายไม่เสมอภาคกับทุกคน เมื่อประชาชนหรือนักลงทุนไม่สามารถคาดเดาผลทางกฎหมายที่จะเกิดขึ้นได้ นักลงทุนก็จะเกิดความกังวล ไม่กล้าตัดสินใจมาลงทุนระยะยาว นวัตกรรมใหม่ ๆ ก็จะไม่เกิดขึ้น … ดังนั้น แม้หลักนิติธรรมจะเป็นโครงสร้างที่มองไม่เห็น แต่เป็นเงื่อนไขที่สำคัญมากที่สุดต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และสำคัญมากที่เราจะต้องยกเครื่องกันใหม่ในโอกาสที่ประเทศไทยกำลังถูกประเมินโดย OECD” ศาสตราจารย์ (พิเศษ) ดร.กิตติพงษ์ กล่าว
ศาสตราจารย์ (พิเศษ) ดร.กิตติพงษ์ ยังกล่าวถึง ดัชนีชี้วัดหลักนิติธรรม (Rule of Law Index) ที่จัดทำโดย The World Justice Project (WJP) ทำให้เห็นว่า หลักนิติธรรมเป็นสิ่งที่วัดได้ เช่น วัดจากการดูการใช้อำนาจของรัฐ ดูประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมาย ดูปัจจัยที่ทำให้เกิดปัญหาคอร์รัปชัน ซึ่งมันทำให้เราสามารถเห็นความเชื่อมโยงระหว่างหลักนิติธรรมกับประสิทธิภาพของระบบเศรษฐกิจของประเทศต่าง ๆ อย่างชัดเจน ดังนั้นจะเห็นได้ว่า หลักนิติธรรม ไม่ใช่เรื่องที่ถูกผูกขาดเฉพาะนักกฎหมายอีกต่อไป แต่เป็นเรื่องที่ต้องระดมความคิดและองค์ความรู้จากทุกภาคส่วนไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และจากทุกสาขาวิชาชีพมาร่วมกันขบคิดเพื่อแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างที่มองไม่เห็นนี้
“การจัดตั้งโครงการ Thailand Rule of Law Leadership Programme จึงเป็นโครงการที่ระดมผู้นำจากทุกภาคส่วนมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้การยกระดับหลักนิติธรรมให้สอดคล้องกับมาตรฐานของ OECD เป็นเวลา 14 สัปดาห์ และจะเป็นกำลังสำคัญในการประสานให้เกิดผลเป็นรูปธรรมในการสร้างความเชื่อมั่นและผลักดันประเทศไทยเข้าเป็นสมาชิก OECD” ศาสตราจารย์ (พิเศษ) ดร.กิตติพงษ์ กล่าว
ในงานเดียวกัน ยังมีเวทีเสวนา หัวข้อ “Governance, Trust and Thailand’s Competitiveness : What Will it Take?” ที่ประกอบด้วยผู้แทนจากสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์ฯ) ผู้แทนจากคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน และผู้แทนจาก OECD ที่อยู่ระหว่างมาพูดคุยกับหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับระบบยุติธรรมในประเทศไทย มาร่วมแลกเปลี่ยน
Dr. Tatyana Teplova หัวหน้าที่ปรึกษาอาวุโสด้านความยุติธรรม ในสำนักบริหารกิจการสาธารณะ (Public Governance Directorate) จาก OECD กล่าวถึงความท้าทายที่ไทยต้องเผชิญในการเข้าสู่การเป็นสมาชิก OECD ว่าหลักนิติธรรมคือรากฐานของความเชื่อมั่นในสถาบัน ความมั่นใจทางเศรษฐกิจ ความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจ และประสิทธิภาพโดยรวมของสถาบันสาธารณะ และเป็นหนึ่งในมิติสำคัญสำหรับการเข้าเป็นสมาชิกของ OECD
ผู้แทน OECD กล่าวด้วยว่า หลักนิติธรรมกับเศรษฐกิจมีความเชื่อมโยงกันที่หากหลักนิติธรรมมีประสิทธิภาพและน่าเชื่อถือ จะเอื้อให้ประชาชนและภาคธุรกิจทุกระดับสามารถเข้าถึงความเป็นธรรมได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว (Access to Justice) เนื่องจากกฎกติกาชัดเจนและบังคับใช้อย่างสม่ำเสมอ ทุกคนสามารถคาดเดาผลลัพธ์และวางแผนได้อย่างมั่นใจ (Predictability & Certainty) ขณะเดียวกัน การใช้อำนาจและการตัดสินใจของภาครัฐก็มีความโปร่งใสและเป็นไปเพื่อประโยชน์ส่วนรวมอย่างแท้จริง (Integrity) โดยกระบวนการปฏิรูปทั้งหมดนี้ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลและหลักฐานเชิงประจักษ์ (Evidence-Based) เพื่อชี้ให้เห็นจุดที่ต้องแก้ไขอย่างแม่นยำ และนำไปสู่สังคมที่เป็นธรรม โดยมีประชาชนเป็นศูนย์กลางอย่างแท้จริง
“การสร้างความเข้มแข็งให้กับหลักนิติธรรมที่เชื่อมโยงกับการพัฒนาเศรษฐกิจขึ้นอยู่กับความรับผิดชอบ ความสามารถในการคาดเดาได้ การเข้าถึงได้ ความเป็นธรรม การมีประชาชนเป็นศูนย์กลาง และการมีหลักฐาน” Dr. Tatyana กล่าว
ผู้แทน OECD กล่าวด้วยว่า ไม่มียาวิเศษใดที่จะรับประกันความสำเร็จในการเปลี่ยนแปลงประเทศเพื่อเข้าสู่การเป็นสมาชิก OECD แต่ประเทศไทยสามารถเรียนรู้ได้จากตัวอย่างที่เป็นแนวปฏิบัติที่ดีของประเทศต่าง ๆ และที่สำคัญที่สุด คือ การที่สังคมต้องขับเคลื่อนเรื่องนี้ไปพร้อม ๆ กัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน
“เราต้องให้ความสำคัญกับประสบการณ์ที่แท้จริงของประชาชนและภาคธุรกิจ โดยตอบคำถามง่าย ๆ อย่างทำอย่างไรเราจึงจะสามารถร่วมมือกันเพื่อสนองตอบความต้องการของประชาชนและภาคธุรกิจได้”
นอกจากนี้ ยังย้ำด้วยว่า ความเป็นผู้นำ มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งให้ความเปลี่ยนแปลงนั้นยั่งยืน ทั้งผู้นำทางการเมือง ผู้นำสถาบันต่าง ๆ และผู้นำทางสังคม และการมี Platform for Change อย่างโครงการ Thailand Rule of Law Leadership Programme จะช่วยให้ผู้นำจากหลากหลายหน่วยงานมองเห็นเป้าหมายและร่วมกันขับเคลื่อนการนำมาตรฐานสากลมาสู่การเปลี่ยนแปลงประเทศได้
ตัวแทนจากภาคเอกชน ผยง ศรีวนิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย และประธานสมาคมธนาคารไทย กล่าวว่า การที่นักลงทุนไทยหรือนักลงทุนต่างประเทศจะตัดสินใจลงทุนในประเทศไทย ต่างก็ต้องมีความมั่นใจว่า เมื่อลงทุนไปแล้วจะสามารถแข่งขันกับผู้ประกอบการรายอื่นได้ ไม่ใช่ถูกฉุดรั้งการเติบโตของธุรกิจ แต่ประเทศไทยในปัจจุบันมีปัญหาใหญ่ 3 ประการ คือ ปัญหาเชิงโครงสร้าง ปัญหาขีดความสามารถทางการแข่งขันต่ำ และปัญหาประสิทธิผลจากการบริหารจัดการของรัฐ พร้อมยกตัวอย่างที่เป็นรูปธรรม เช่น ประเทศไทยกำลังขับเคลื่อนด้วยเศรษฐกิจนอกระบบถึง 48% แรงงานส่วนใหญ่เป็นแรงงานนอกระบบที่ 53% มีประชาชนที่เสียภาษีจริงเพียงประมาณ 4 ล้านคน จากประชากรเกือบ 70 ล้านคน มีกลุ่มธุรกิจรายใหญ่เพียง 1% ของธุรกิจทั้งหมดที่ส่งผลต่อ GDP ของประเทศถึง 65% ขณะที่ธุรกิจกลุ่มนี้จ้างแรงงานเพียง 15% เท่านั้น … ทั้งหมดนี้ ส่งผลให้ประเทศไทยเต็มไปด้วยปัญหาใหญ่ อย่างหนี้นอกระบบสูง ปัญหาความยากจน มีความเหลื่อมล้ำสูง ผลิตภาพต่ำ ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนเกี่ยวพันกับการขาดหลักนิติธรรม
“กฎหมายที่มีมากเกินไปและล้าสมัยนำไปสู่ปัญหาประสิทธิภาพในการบริหารงานของรัฐ เพราะกฎหมายเปิดช่องให้เจ้าหน้าที่รัฐใช้ดุลพินิจได้เกินขอบเขต เป็นช่องทางไปสู่การคอร์รัปชันและการเติบโตของระบบอุปถัมภ์ ในขณะที่กลไกการตรวจสอบถ่วงดุลยังอ่อนแอ ภาคเอกชนจึงเห็นตรงกันว่า ต้นเหตุของปัญหาในประเทศไทยคือการขาดหลักนิติธรรม เพราะเราต้องการเรียกความเชื่อมั่นของนักลงทุนให้กลับมา เราจึงต้องการความโปร่งใส เราต้องมองการแก้ปัญหาระยะยาว ไม่ใช่แค่แก้ปัญหาเฉพาะหน้า”
ประธานสมาคมธนาคารไทย ย้ำว่า ที่ผ่านมาคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน หรือ กกร. คือ สภาหอการค้าไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย พยายามไปพูดคุยกับหลายหน่วยงานไม่ว่าจะเป็นสภาพัฒน์ฯ ธนาคารแห่งประเทศไทย หรือสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง จนกลายมาเป็นโครงการ Reinvent Thailand และได้ข้อสรุปว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องรีบลงมือแก้ปัญหาเหล่านี้โดยทันทีและจำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากรัฐบาลด้วย โดยต้องเริ่มจากการจัดลำดับความสำคัญของประเด็นที่ต้องทำก่อนเพราะธุรกิจแต่ละประเภทมีลักษณะของปัญหาต่างกัน จากนั้นต้องสร้างระบบฐานข้อมูลที่สามารถข้อมูลเชื่อมโยงทุกภาคส่วนเข้าด้วยกัน โดยเริ่มจากการเปิดเผยข้อมูลภาครัฐ (Open Government Data) และต้องมีวิธีการที่วัดผลได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งหากสามารถร่วมมือกันได้อย่างเป็นระบบ เราจะเห็นข้อมูลที่เป็นจริง และมีแนวทางการสื่อสารที่ชัดเจน สื่อมวลชนก็จะให้ความสำคัญและสามารถนำข้อมูลไปสื่อสารกับประชาชนต่อได้
“ช่วงเวลาที่ไทยกำลังเข้ารับการประเมินเพื่อเข้าเป็นสมาชิก OECD ถือเป็นโอกาสที่ดีที่สุดแล้ว เป็น Platinum Window ที่เปิดโอกาสให้ทั้งโลกมองเห็นเราอย่างที่เราเห็นตัวเอง และเป็นโอกาสให้เราใช้คำแนะนำต่าง ๆ มายกระดับประเทศ ดังนั้น การเข้าเป็นสมาชิก OECD ถือเป็นหมุดหมายที่สำคัญมากของประเทศไทย”
ส่วนผู้แทนจากภาครัฐ ดร.ธัชไท กีรติพงศ์ไพบูลย์ ผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์และประสานความร่วมมือระหว่างประเทศ สภาพัฒน์ฯ ระบุว่า ทางสภาพัฒน์ฯ มีข้อสรุปถึงสาเหตุที่ทำให้เศรษฐกิจไทยเกิดการสะดุดมาระยะหนึ่งแล้ว ว่ามีสาเหตุมาจาก “ปัญหาเชิงโครงสร้าง” และ “กลไกเชิงสถาบัน” เพราะมีหลักฐานเชิงประจักษ์ทั้งหมด ทั้งการมีกฎหมายที่มากเกินไปและล้าสมัย มีปัญหาคอร์รัปชัน ปัญหาการเป็นประชาธิปไตย ปัญหาขาดการบริหารจัดการที่ดี และขาดหลักนิติธรรม ซึ่งทั้งหมดนี้ส่งผลอย่างรุนแรงต่อ “ความไว้วางใจ” ในการที่จะลงทุนในประเทศไทย
“ปัญหาเหล่านี้ทำให้ระบบปฏิบัติการของไทยติดกับดัก ทำให้ประเทศไทยมีความน่าเชื่อถืออยู่ในระดับต่ำ และออกจากกับดักนี้ได้อย่างยากลำบาก เราจึงมีโครงการ Growth with Trust ขึ้นมา เพื่อเรียกความเชื่อมั่นกลับมาในทุกมิติ”
“โครงการ Growth with Trust จะเริ่มจากการปฏิรูปกลไกของรัฐที่ทำให้เกิดปัญหา เช่น กฎหมายล้าสมัย เปิดช่องให้ใช้ดุลพินิจ เมื่อปรับปรุงกลไกของรัฐได้ ก็จะเกิดความเชื่อมั่นต่อสถาบันต่าง ๆ ของไทย กลายเป็นความเชื่อมั่นต่อประเทศไทย และทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโต ซึ่งทั้งหมดนี้ถูกบรรจุอยู่ในแผนพัฒนาฯฉบับที่ 14 ซึ่งกำลังจะนำมาใช้ตั้งแต่ปี 2571 – 2575”
ส่วนโอกาสในช่วงเวลาที่ประเทศไทยกำลังสมัครเข้าเป็นสมาชิก OECD ผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์และประสานความร่วมมือระหว่างประเทศ สภาพัฒน์ฯ ระบุว่า ประเทศที่เป็นสมาชิก OECD คือ ประเทศที่เป็นผู้กำหนดมาตรฐานที่ดีของประชาคมโลก ดังนั้นการที่ประเทศไทยจะเข้าเป็นสมาชิก OECD ได้ ก็จะต้องมีคุณสมบัติเพียงพอที่จะกลายไปเป็นผู้กำหนดมาตรฐานให้ประเทศอื่นได้ นี่จึงเป็นโอกาสสำคัญที่ทุกหน่วยงานจะได้ปรับปรุงสิ่งที่ต้องการปรับปรุงมานานแล้ว โดยมี OECD เป็นผู้ให้คำแนะนำที่เราต้องพยายามทำให้เกิดขึ้นให้ได้
“การเข้า OECD มี 10 ขั้นตอน ซึ่งในขณะนี้ประเทศไทยอยู่ในขั้นตอนที่ยากที่สุด คือ ขั้นตอนที่ 6 ซึ่งเรียกว่า Technical Review โดย OECD จะทำการประเมินประเทศไทยในทุก ๆ ด้าน ว่าอยู่ในมาตรฐานที่ดีพอหรือไม่ และมีความท้าทายว่า เราต้องทำให้ได้ตามเกณฑ์การประเมินจริง ๆ ดังนั้น นี่เป็นช่วงที่เราจะเห็นว่า OECD เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาให้หน่วยงานต่าง ๆ ของรัฐตื่นตัว และมีความต้องการปฏิรูปตัวเองตามคำแนะนำของ OECD จริง ๆ ซึ่งการที่ TIJ มีโครงการ Leadership Programme ให้ผู้นำทุกภาคส่วนมารวมตัวกันคุยเรื่อง OECD เช่นนี้ จะมีผลบวกอย่างมากต่อกระบวนการนี้”
ด้าน Irina Goryunova Deputy Resident Representative โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (United Nations Development Programme - UNDP) ร่วมกล่าวถึงโครงการความร่วมมือครั้งนี้ว่า การแข่งขันในปัจจุบันคือการแข่งขันเรื่องของความเชื่อมั่น ประสิทธิภาพของสถาบัน ความเท่าเทียม ความมั่นใจในบริการสาธารณะ ซึ่งจะช่วยให้ภาคธุรกิจสามารถวางแผนและดำเนินธุรกิจ ในขณะที่ประชาชนก็สามารถมีส่วนร่วมได้ และนี่คือเหตุผลว่าทำไม OECD จึงมีบทบาทสำคัญและเป็นโอกาสในการสร้างเสริมความแข็งแกร่งให้กลไกเชิงสถาบันของประเทศอย่างยั่งยืน สอดคล้องกับเป้าหมายที่ 16 การสร้างสังคมที่สงบสุข การสร้างกระบวนการยุติธรรม และการมีสถาบันที่มีประสิทธิภาพ ของเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ (Sustainable Development Goals -SDGs)
Irina กล่าวว่า UNDP โดย Thailand Policy Lab สนับสนุน TIJ, WJP และ OECD ในการดำเนินงานโครงการ Thailand Rule of Law Leadership Programme ครั้งนี้เพื่อนำมาตรฐานระหว่างประเทศมาสู่การปฏิบัติและแก้ไขปัญหาในประเทศไทยได้อย่างเป็นรูปธรรมต่อไป
ดร.พิเศษ สอาดเย็น ผู้อำนวยการ TIJ กล่าวว่า TIJ ได้เชิญชวนผู้นำจากทุกภาคส่วนของสังคมมารวมตัวกันเพื่อสำรวจหาแนวทางยกระดับความสามารถทางการแข่งขันของประเทศ โดยจะมุ่งไปที่ “กลไกเชิงสถาบัน” ซึ่งถือเป็นยุทธศาสตร์สำคัญ เพราะเปรียบเสมือนระบบปฏิบัติการของประเทศ ที่จะวัดว่า กฎหมาย กฎระเบียบ หรือกติกาต่าง ๆ สามารถนำไปใช้ได้จริงหรือไม่
ที่ผ่านมา TIJ ได้จัดทำรายงานร่วมกับ OECD มีชื่อว่า Access to Justice and the Economic Implications of Crime and Violence in Thailand ที่ชี้ให้เห็นว่า การเข้าถึงความยุติธรรมและความเชื่อมั่นในสถาบันทางกฎหมาย ส่งผลโดยตรงต่อการประเมินความเสี่ยงของนักลงทุน ต้นทุนทางเศรษฐกิจ ความสามารถในการแข่งขัน และประสิทธิภาพในการจัดสรรทรัพยากรของประเทศ หมายความว่า คุณภาพของกลไกเชิงสถาบันที่ทำหน้าที่อำนวยความยุติธรรมอย่างทั่วถึง เข้าถึงได้ คาดการณ์ได้ และสามารถคุ้มครองผู้ที่เปราะบางกว่าในสังคม ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของความเป็นธรรมทางสังคมเท่านั้น แต่ยังส่งผลโดยตรงต่อภาระและต้นทุนที่ระบบเศรษฐกิจต้องแบกรับ หากเรามีกลไกที่เข้มแข็ง เราก็จะมีรากฐานสำคัญในการเสริมสร้างความมั่นคง ลดความเสี่ยง และสร้างเงื่อนไขที่เอื้อต่อการสร้างความมั่งคั่งของประเทศได้
“เราไม่สามารถมองหลักนิติธรรมเป็นเรื่องโดดเดี่ยวได้ แต่ต้องคำนึงถึงความเชื่อมโยงระหว่าง “หลักนิติธรรม ประชาธิปไตย และธรรมาภิบาล” ซึ่งเป็นสามเสาหลักที่เกื้อกูลและค้ำจุนกันอย่างลึกซึ้ง หลักนิติธรรมช่วยประกันการใช้อำนาจอย่างเสมอภาค ประชาธิปไตยเป็นกลไกสร้างความชอบธรรมและการมีส่วนร่วม ขณะที่ธรรมาภิบาลเป็นแนวปฏิบัติที่ส่งเสริมความโปร่งใสและตรวจสอบได้ หากส่วนใดส่วนหนึ่งอ่อนแอ ประเทศก็ไม่อาจรวมพลังทุกฝ่ายให้ขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคง มั่นใจ”
ผู้อำนวยการ TIJ ย้ำว่า ที่ผ่านมา TIJ จึงประสานความร่วมมือกับทุกภาคส่วน ทั้งในและต่างประเทศ เพื่อส่งเสริมหลักนิติธรรม พัฒนากระบวนการยุติธรรม ยกระดับสิทธิ และเสริมสร้างความเข้มแข็งของสถาบันหลัก ไม่ว่าจะด้วยการนำองค์ความรู้และแนวปฏิบัติที่ดีในระดับสากลมาประยุกต์ใช้กับบริบทของประเทศไทย การขับเคลื่อนแนวคิด People-Centered Justice เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของประชาชน การผลักดัน Open Government Data เพื่อส่งเสริมความโปร่งใสและการเข้าถึงข้อมูลภาครัฐ การยกระดับมาตรฐานสิทธิมนุษยชนผ่านการผลักดัน “ข้อกำหนดกรุงเทพ” สู่การปฏิบัติจริงอย่างกว้างขวาง ตลอดจนการเปิดพื้นที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการปฏิรูปกฎหมายและนโยบายสาธารณะ
“แนวทางที่ TIJ ยึดมั่นคือ Whole-of-Society Approach ซึ่งจำเป็นต้องตั้งอยู่บนฐานของความไว้วางใจ ความเคารพซึ่งกันและกัน และความเชื่อร่วมกันในคุณค่าพื้นฐานของสังคมของทุกฝ่าย ซึ่งเคยทำสำเร็จมาแล้วผ่านหลักสูตร RoLD Programme ซึ่งได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง และทำให้เกิดเครือข่ายผู้นำจากแต่ละภาคส่วน ร่วมกันผลักดันโครงการและนวัตกรรมเพื่อส่งเสริมความยุติธรรมในสังคมในหลากหลายมิติ และเครือข่ายนี้ยังได้ก่อตัวเป็นพื้นที่แห่งความไว้วางใจ เป็นพื้นที่ปลอดภัยที่เปิดโอกาสให้ทุกคนร่วมกันแสวงหาทางออกต่อประเด็นที่ซับซ้อนและท้าทายของประเทศ แม้จะเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างอำนาจ หรือเป็นประเด็นที่กระทบต่อผลประโยชน์ของหลายหน่วยฝ่าย ซึ่งอาจนำไปสู่ความขัดแย้ง แต่กลับสามารถพูดคุยกันได้อย่างเปิดกว้าง ตรงไปตรงมา และสร้างสรรค์ บนพื้นฐานของความไว้วางใจและเป้าหมายร่วมกัน
โครงการ Thailand Rule of Law Leadership Programme วันนี้จึงถือเป็นการต่อยอดภารกิจดังกล่าว เมื่อโจทย์สำคัญของประเทศไทยคือการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยเราจะร่วมกันสำรวจมาตรฐานสากล และแลกเปลี่ยนเรียนรู้แนวโน้มระดับโลกที่มีความสำคัญต่อการเสริมความพร้อมของประเทศไทยในการเข้าเป็นสมาชิก OECD
website : mgronline.com
facebook : MGRonlineLive
twitter : @MGROnlineLive
instagram : mgronline
line : MGROnline
youtube : MGR Online VDO