บอลโลก 2026 เม็ดเงิน 6.8 หมื่นล้าน จะสะพัดหรือจะวูบ? เมื่อ “ลิขสิทธิ์” คือตัวแปรสำคัญ
มหกรรมฟุตบอลโลก 2026 ที่กำลังจะระเบิดศึกขึ้น ณ สนามเอสตาดีโอ อัซเตกา ประเทศเม็กซิโก ในวันที่ 11 มิถุนายนนี้ แม้จะเป็น “บิ๊กแมตช์” ในฝันของคอบอลทั่วโลก แต่สำหรับประเทศไทย ผลสำรวจล่าสุดจาก รศ.ดร. ธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดี ม.หอการค้าไทย ชี้ให้เห็นว่า ทัวร์นาเมนต์นี้มีเดิมพันที่สูงลิ่วต่อระบบเศรษฐกิจไทย และนี่คือ 5 ประเด็นสำคัญที่คุณไม่ควรพลาด!
[6.8 หมื่นล้านบาท: เดิมพันที่ขึ้นอยู่กับ “ลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสด”]
ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจฯ คาดการณ์ว่า บอลโลก 2026 จะสร้างเงินสะพัดในไทยราว 68,635 ล้านบาท โดยแบ่งเป็น 1.เงินในระบบเศรษฐกิจ 21,061 ล้านบาท เช่น ค่าอาหาร เครื่องดื่ม สินค้าที่ระลึก ฯลฯ และเงินนอกระบบ เช่น พนันบอล 47,574 ล้านบาท
ตัวแปรสำคัญ: หากดีลลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดในไทย “ล่ม” เม็ดเงินรวมจะดิ่งฮวบลงเหลือเพียง 57,660 ล้านบาท (หายไปทันทีเกือบ 1.1 หมื่นล้านบาท หรือหดตัว 34.2% เมื่อเทียบกับยูโร 2024) ลิขสิทธิ์บอลโลกจึงไม่ใช่แค่เรื่องความบันเทิง แต่เป็นเครื่องยนต์กระตุ้นการบริโภคที่สำคัญ
[“เวลาแข่งเป็นพิษ” ดึกชนเช้า ดันยอดดูที่บ้านพุ่ง]
แม้จะได้ลิขสิทธิ์มา แต่เงินสะพัดรวมก็ยังน้อยกว่าช่วงยูโร 2024 ถึง 21.7% เนื่องจากเวลาแข่งขันตรงกับช่วงดึกถึงเช้ามืดในไทย (โซนอเมริกาเหนือ)
วันทำงาน: คนพร้อมดูช่วง 23.00–00.00 น. สูงถึง 60-61% แต่พอเข้าช่วงตี 3-4 ความพร้อมลดวูบเหลือแค่ 24-32%
พฤติกรรมเปลี่ยน: คนเลือก “ดูที่บ้าน” พุ่งสูงขึ้นเป็น 47.2% (เทียบกับบอลโลกกาตาร์ที่อยู่แค่ 34.6%) ทำให้ลานกิจกรรมและสถานบันเทิงเงียบเหงาลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
[จอมือถือแซงหน้าทีวี แฟนไทยเทใจให้ “กระทิงดุ” สเปน]
ศึกสายตาเปลี่ยนจอ: โทรศัพท์มือถือ (37.5%) เบียดชนะทีวีในบ้าน (34.2%) ขึ้นแท่นอุปกรณ์ยอดนิยมในการรับชม ส่วนช่องทาง “ฟรีทีวี” (32.8%) และ “โซเชียลมีเดีย” (32.6%) บี้กันชนิดหายใจรดต้นคอ
ทีมขวัญใจ & เต็งแชมป์: แฟนบอลไทยโหวตให้ “สเปน” เป็นอันดับ 1 ทั้งในแง่ทีมเชียร์ (15.8%) และเต็งหนึ่งที่จะคว้าแชมป์โลก (19.7%) โดยมองว่าแชมป์โลกรายปัจจุบันยังคงแข็งแกร่งที่สุด ยอดทีมอื่นๆ ที่ตามมาคือ ฝรั่งเศส บราซิล เยอรมนี และอังกฤษ
[จ่ายจริงเจ็บจริง: อาหารนอกบ้านแชมป์รายจ่าย & พนันออนไลน์เข้าถึงง่าย]
เปิดโผค่าใช้จ่าย: แฟนบอลพร้อมควักกระเป๋าจ่าย “ค่าอาหารและเครื่องดื่มนอกบ้าน” สูงที่สุด เฉลี่ยคนละ 3,819 บาทตลอดทัวร์นาเมนต์ ขณะที่สายบินตรงไปดูในสนามจริง (สัดส่วน 8.6%) เตรียมงบไว้สูงถึง 150,000 บาท
พนันบอลทรงตัวในระดับสูง: แม้สัดส่วนผู้เล่นโดยรวมจะลดลงเหลือ 47.7% (จากเคยสูงสุด 80.4% ในปี 2018) แต่เงินเดิมพันเฉลี่ยต่อคนตลอดทัวร์นาเมนต์ยังสูงถึง 19,933 บาท โดยส่วนใหญ่ (72.1%) สะท้อนว่าการพนันเข้าถึงง่ายขึ้นมากผ่านเว็บและแอปพลิเคชัน
[ความหวังดูฟรี VS ความกังวลด้านสังคม]
อยากดูฟรีแต่ไม่มีใครจ่าย: คนไทย 47.1% ยังหวังว่าจะได้ดูผ่านฟรีทีวี และ 84.7% หนุนให้รัฐบาลช่วยจ่ายค่าลิขสิทธิ์ แต่หากต้องควักกระเป๋าจ่ายเอง มีเพียง 31.4% เท่านั้นที่ยอมจ่าย (ราคาที่รับได้คือ 300–499 บาท) หากไม่มีถ่ายทอดสดจริง คอบอลบางส่วนยอมเสี่ยงหา “ลิงก์เถื่อน” (25.6%)
เหรียญสองด้าน: ในแง่บวก บอลโลกช่วยกระตุ้นเยาวชนรักกีฬาและลดความเครียด (ราว 44-46%) แต่ในแง่ลบ ประชาชนกังวลเรื่อง “หนี้สินเพิ่มขึ้น” มาเป็นอันดับหนึ่ง (71.0%) ตามด้วยอุบัติเหตุจากการดื่มแอลกอฮอล์และประสิทธิภาพการทำงานที่ลดลงจากอาการอดนอน
[เสริมสปอตไลท์: “ไทยช่วยไทยพลัส” ช่วยพยุงแต่ไม่ใช่ไม้ตาย]
สำหรับโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลอย่าง ไทยช่วยไทยพลัส แฟนบอลกว่า 66.7% วางแผนจะนำเงินจากโครงการนี้มาสมทบใช้จ่ายช่วงบอลโลก ซึ่งช่วยลดค่าครองชีพได้จริง แต่อย่างไรก็ตาม ประชาชนกว่า 51.5% เผยว่าถึงไม่มีโครงการนี้ ก็ตั้งใจจะใช้จ่ายเท่าเดิมอยู่ดี แสดงว่าโครงการนี้เป็นเพียงตัวช่วยเสริม แต่ไม่ใช่ปัจจัยหลักในการเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภค
ฟุตบอลโลก 2026 ครั้งประวัติศาสตร์ที่มีการเพิ่มเป็น 48 ทีม และแข่งยาวนานถึง 104 นัดนี้ ท้ายที่สุดแล้ว สำหรับประเทศไทย ตัวชี้วัดความคึกคักทางเศรษฐกิจอาจไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่า “ใครจะเป็นแชมป์โลก” แต่ขึ้นอยู่กับว่า “คนไทยจะได้ดูถ่ายทอดสดอย่างเป็นทางการแบบถูกลิขสิทธิ์หรือไม่”
เรื่องอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง