โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ปชต.แบบปิยบุตร! อัษฎางค์ ซัดตื้นเขิน ปมยกเลิกองคมนตรี

แนวหน้า

เผยแพร่ 1 วันที่แล้ว

24 พฤษภาคม 2569 อัษฎางค์ ยมนาค หรือ เอ็ดดี้ นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ประธิปไตยแบบปิยะบุตร

#อัษฎางค์ยมนาค | #อ่านเกมอำนาจ

ข้อเสนอ “ยกเลิกองคมนตรี” ไม่ได้แค่แตะงบประมาณหรือบุคคล แต่เปลี่ยนสถาปัตยกรรมของสถาบันประมุขแห่งรัฐโดยตรง เพราะเอากลไกที่ออกแบบไว้ให้เป็น “ที่ปรึกษาที่ไม่ใช่รัฐบาล” ออกไป แล้วบังคับให้รัฐบาลการเมืองเป็นช่องทางปรึกษาเกือบทั้งหมด

แนวคิดนี้ “ผิด” หรืออย่างน้อย “อ่อนมาก” ในเชิงหลักการ เพราะมันเอาหลักประชาธิปไตยแบบเลือกตั้งอย่างเดียว ไปตัดสินสถาบันที่มีหน้าที่คนละแบบกับรัฐบาล

องคมนตรีไม่ได้มีไว้เพื่อแข่งกับคณะรัฐมนตรี

แต่มีไว้เพื่อคั่นไม่ให้พระมหากษัตริย์ต้องพึ่งรัฐบาลการเมืองฝ่ายเดียวในทุกเรื่อง

ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข อำนาจบริหารเป็นของคณะรัฐมนตรีจริง

***แต่พระมหากษัตริย์ยังทรงเป็น “ประมุขของรัฐ” ไม่ใช่แค่สัญลักษณ์ว่างเปล่า***

รัฐธรรมนูญไทยจึงกำหนดให้องคมนตรีมีหน้าที่ถวายความเห็นต่อพระมหากษัตริย์ “ในพระราชกรณียกิจทั้งปวงที่ทรงปรึกษา” และมีหน้าที่อื่นตามรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่มีหน้าที่บริหารราชการแผ่นดินแทนรัฐบาล

จุดที่ปิยะบุตรพยายามวางกรอบคือ “ถ้าพระมหากษัตริย์จะทรงปรึกษาเรื่องบ้านเมือง ก็ให้ปรึกษาคณะรัฐมนตรีก็พอ” ฟังเผิน ๆ เหมือนประชาธิปไตย

แต่ปัญหาคือ คณะรัฐมนตรีคือองค์กรการเมือง มีพรรค มีฐานเสียง มีผลประโยชน์เชิงนโยบาย มีวาระทางอำนาจ และเปลี่ยนตามรัฐบาล ถ้าตัดองคมนตรีออกทั้งหมด พระมหากษัตริย์จะถูกบังคับให้รับข้อมูลและคำปรึกษาผ่านรัฐบาลการเมืองฝ่ายเดียวมากขึ้น ซึ่งอาจยิ่งทำให้สถาบันฯ ถูกดึงเข้าไปอยู่ใต้วงจรการเมืองรายวันมากกว่าเดิม

ข้อโต้แย้งที่ว่า “องคมนตรีไม่ได้มาจากประชาชน จึงไม่เป็นประชาธิปไตย” เป็นการใช้ประชาธิปไตยแบบตื้นเกินไป เพราะในระบอบประชาธิปไตยสมัยใหม่ ไม่ใช่ทุกตำแหน่งต้องมาจากการเลือกตั้งโดยตรง

ศาล องค์กรอิสระ ข้าราชการประจำ ผู้ว่าการธนาคารกลาง หรือสถาบันที่ทำหน้าที่ประคองความต่อเนื่องของรัฐ หลายส่วนไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง แต่ความชอบธรรมของเขาอยู่ที่ “หน้าที่จำกัดตามรัฐธรรมนูญ” ไม่ใช่การไปแข่งขันใช้อำนาจกับรัฐบาล

ที่สำคัญ รัฐธรรมนูญก็ไม่ได้ปล่อยให้องคมนตรีเป็นนักการเมืองแฝงเสียทีเดียว เพราะกำหนดข้อห้ามไว้ชัดว่าองคมนตรีต้องไม่เป็น สส. สว. รัฐมนตรี ข้าราชการการเมือง ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ สมาชิกหรือเจ้าหน้าที่พรรคการเมือง และต้องไม่แสดงการฝักใฝ่ในพรรคการเมืองใด ๆ

ดังนั้นถ้ามีปัญหาเรื่องพฤติกรรมหรือความคลางแคลงใจ วิธีที่ตรงจุดกว่าคือ “เพิ่มมาตรฐานความเป็นกลาง เพิ่มกติกาเรื่องการแสดงความเห็น เพิ่ม cooling-off period หรือเพิ่มความโปร่งใสในบางมิติ” ไม่ใช่สรุปกระโดดไปถึง “ยกเลิกทั้งสถาบัน”
ข้ออ้างเรื่อง “ซ้ำซ้อนกับคณะรัฐมนตรี” ก็ผิดโครงสร้าง เพราะคณะรัฐมนตรีมีหน้าที่บริหารราชการแผ่นดิน ส่วนองคมนตรีมีหน้าที่ถวายคำปรึกษาในพระราชกรณียกิจและทำหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญบางกรณี ไม่ใช่หน่วยงานบริหารประเทศ และพระบรมราชโองการเกี่ยวกับราชการแผ่นดินโดยหลักต้องมีรัฐมนตรีลงนามรับสนองอยู่แล้วตามมาตรา 182 นั่นแปลว่า กลไกรับผิดชอบทางการเมืองยังอยู่ที่รัฐบาล ไม่ได้ย้ายไปอยู่ที่องคมนตรี

อีกจุดที่สำคัญมากคือ องคมนตรีไม่ได้มีแค่บทบาท “ที่ปรึกษา” แต่ยังเป็นกลไกความต่อเนื่องของรัฐในกรณีผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ และกรณีเกี่ยวกับการสืบราชสันตติวงศ์ด้วย เช่น รัฐธรรมนูญกำหนดให้ประธานองคมนตรีเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์เป็นการชั่วคราวในบางกรณี และกำหนดบทบาทขององคมนตรีในช่วงรอยต่อของราชบัลลังก์ ถ้าจะยกเลิก ต้องตอบให้ได้ว่า จะเอากลไกใดมาทำหน้าที่นี้ และจะไม่ทำให้เรื่องสำคัญระดับประมุขของรัฐตกไปอยู่ในมือการเมืองพรรคได้อย่างไร

ส่วนการอ้าง Walter Bagehot ก็อ้างได้ไม่ครบบริบท Bagehot บอกว่าพระมหากษัตริย์ในระบอบ constitutional monarchy มีสิทธิ 3 ประการ คือ “ได้รับการปรึกษา ส่งเสริม และเตือน” แต่เขาไม่ได้บอกว่าพระมหากษัตริย์ต้องมีรัฐบาลการเมืองเป็นแหล่งข้อมูลเดียว ยิ่งถ้ามองอังกฤษจริง ๆ สถาบัน Privy Council ก็ยังมีอยู่ เพียงแต่ปรับบทบาทตามพัฒนาการของรัฐสภาและรัฐบาล โดยงานประจำวันจำนวนมากดำเนินผ่านรัฐมนตรีที่เป็น Privy Counsellors ดังนั้นการอ้างอังกฤษเพื่อสรุปว่าไทยควรยกเลิกองคมนตรีทั้งหมด จึงเป็นการเลือกหยิบเฉพาะส่วนที่สนับสนุนข้อสรุปของตนเอง

ส่วนข้ออ้างเรื่อง “ประหยัดงบประมาณ” เป็นเหตุผลที่เบาที่สุด เพราะสถาบันตามรัฐธรรมนูญไม่ได้มีไว้เพื่อประหยัดค่ารถหรือค่าตอบแทนเป็นหลัก แต่มีไว้เพื่อรักษาโครงสร้าง ความต่อเนื่อง และความเป็นกลางของรัฐ ถ้ามีงบประมาณไม่เหมาะสมก็ตรวจสอบและปรับลดได้ แต่การเอางบประมาณมาเป็นเหตุผลนำในการยกเลิกกลไกระดับประมุขของรัฐ เป็นตรรกะที่ลดทอนเรื่องใหญ่ให้เหลือแค่บัญชีค่าใช้จ่าย

สรุป

ปัญหาของแนวคิดนี้คือ มันอ้างว่าต้องการปกป้องสถาบันกษัตริย์จากข้อครหา แต่กลับเสนอให้ตัดกลไกกันชนระหว่างสถาบันกษัตริย์กับการเมืองออก แล้วผลักให้พระมหากษัตริย์ต้องอาศัยรัฐบาลการเมืองเป็นช่องทางปรึกษาหลักแทบทั้งหมด

ถ้ากังวลว่าองคมนตรีบางคนอาจทำให้สังคมคลางแคลงใจ คำตอบในระบอบรัฐธรรมนูญคือการวางกติกาให้เข้มขึ้น ไม่ใช่รื้อสถาบันทั้งระบบ เพราะการยกเลิกองคมนตรีไม่ได้ทำให้สถาบันกษัตริย์ปลอดการเมืองขึ้น แต่อาจทำให้สถาบันกษัตริย์ต้องเข้าใกล้รัฐบาลการเมืองมากขึ้นเสียด้วยซ้ำ

องคมนตรีไม่ใช่ซากสมบูรณาญาสิทธิราชย์

แต่เป็นกลไกที่รัฐธรรมนูญสมัยใหม่ใช้จัดระยะห่างระหว่าง “ประมุขของรัฐ” กับ “รัฐบาลการเมือง”

ถ้าจะวิจารณ์องคมนตรี ต้องวิจารณ์เรื่องมาตรฐาน ความเป็นกลาง ความเหมาะสมของบุคคล หรือขอบเขตการแสดงบทบาทได้ แต่การสรุปว่า “เพราะไม่ได้มาจากเลือกตั้ง จึงต้องยกเลิก” คือการเข้าใจประชาธิปไตยแบบเหลือแค่กล่องเลือกตั้ง และมองไม่เห็นหน้าที่ของสถาบันที่ออกแบบมาเพื่อประคองรัฐให้อยู่เหนือการเมืองรายวัน

- 006

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...