“ราคาน้ำมันดิบ” ผันผวน เบรนท์ดีดกลับแตะ 106 ดอลลาร์ หลังเจรจาสหรัฐ-อิหร่านยังไร้ข้อยุติ
"ราคาน้ำมันดิบ" ผันผวน เบรนท์ดีดกลับแตะ 106 ดอลลาร์ หลังเจรจาสหรัฐ-อิหร่านยังไร้ข้อยุติ IEA เตือนตลาดพลังงานโลกอาจเข้าสู่โซนอันตราย หากช่องแคบฮอร์มุซยังไม่เปิด
วันที่ 22 พฤษภาคม 2569 เวลา 15.53 น. สำนักข่าว CNBC รายงานว่าราคาน้ำมันกลับมาปรับตัวขึ้นอีกครั้งในวันศุกร์ หลังจากปรับตัวลงติดต่อกัน 3 วัน ท่ามกลางการประเมินของนักลงทุนต่อสัญญาณที่ยังสับสนเกี่ยวกับการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน
*ราคาน้ำมันดิบ Brent ซึ่งเป็นมาตรฐานโลก ปรับตัวขึ้น 3.4% แตะระดับ 106.06 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ในการซื้อขายช่วงเช้าที่ลอนดอน ขณะที่ น้ำมันดิบ West Texas Intermediate (WTI) ของสหรัฐ เพิ่มขึ้น 2.9% สู่ระดับ 99.08 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล*
ก่อนหน้านี้ ทั้ง Brent และ WTI ปิดตลาดลดลงราว 2% ในวันก่อนหน้า และมีแนวโน้มปิดลบรายสัปดาห์เป็นสัปดาห์ที่ 2 ในรอบ 3 สัปดาห์ อย่างไรก็ตามราคาน้ำมันทั้งสองสัญญายังคงพุ่งขึ้นมากกว่า 40% นับตั้งแต่สหรัฐ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา
ความเคลื่อนไหวล่าสุดเกิดขึ้นหลังมีรายงานว่า อยาตอลเลาะห์ โมจตาบา คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน ได้ออกคำสั่งว่ายูเรเนียมเสริมสมรรถนะระดับใกล้อาวุธนิวเคลียร์ของอิหร่านจะต้องไม่ถูกส่งออกไปต่างประเทศ
ขณะเดียวกัน โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ กล่าวว่า การเจรจากับอิหร่านกำลังเข้าสู่ช่วงสุดท้าย แม้ทั้งสองฝ่ายยังมีความเห็นขัดแย้งกันในหลายประเด็นสำคัญ ทั้งเรื่องคลังยูเรเนียมของอิหร่าน และประเด็นการเก็บค่าผ่านทางในช่องแคบฮอร์มุซ
นักวิเคราะห์ของ ING ระบุว่า ตลาดยังคงพยายามมองหาสัญญาณความคืบหน้าในการเจรจาระหว่างสหรัฐและอิหร่าน แม้จะมีปัจจัยเชิงบวกบางส่วน แต่ความไม่แน่นอนยังคงอยู่ในระดับสูง
ING ระบุเพิ่มเติมว่า นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่การเจรจาดูเหมือนใกล้บรรลุข้อตกลง ก่อนจะล้มเหลวในภายหลัง ทำให้นักลงทุนจำนวนมากยังคงระมัดระวังต่อสัญญาณเชิงบวกที่เกิดขึ้นในขณะนี้
ขณะเดียวกันความกังวลด้านอุปทานน้ำมันยังคงกดดันตลาด หลังสำนักงานพลังงานสากล (IEA) เตือนว่าตลาดน้ำมันโลกอาจเข้าสู่โซนอันตรายในไม่ช้า หากความต้องการเดินทางในช่วงฤดูร้อนเพิ่มขึ้น ขณะที่ปริมาณน้ำมันสำรองทั่วโลกกำลังลดลงต่อเนื่อง
ฟาติห์ บิรอล ผู้อำนวยการ IEA กล่าวว่า ทางออกที่สำคัญที่สุดของวิกฤตพลังงานจากสงครามอิหร่าน คือการเปิดช่องแคบฮอร์มุซอย่างเต็มรูปแบบและไม่มีเงื่อนไข พร้อมเตือนว่า ประเทศกำลังพัฒนาในเอเชียและแอฟริกาจะเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดจากวิกฤตครั้งนี้
โดยปกติแล้ว น้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ราว 20% ของโลก จะต้องขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ แต่ปัจจุบันการเดินเรือแทบหยุดชะงัก หลังสงครามในตะวันออกกลางปะทุขึ้น
ด้าน MUFG ระบุในรายงานล่าสุดว่า ผู้บริหารในอุตสาหกรรมพลังงานหลายรายมองว่า การฟื้นตัวของอุปทานน้ำมันจากตะวันออกกลางอาจไม่กลับสู่ภาวะปกติเต็มที่จนถึงปี 2570 เนื่องจากผลกระทบจากสงครามครั้งนี้มีวงกว้างและรุนแรงกว่าที่คาดการณ์ไว้
อ้างอิง : www.cnbc.com