โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เจาะลึกวิตามินซีกัดกระเพาะจริงไหม วิธีกินอาหารเสริมฉบับคนโรคกระเพาะ

PPTV HD 36

อัพเดต 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา
ไขข้อข้องใจคนเป็นโรคกระเพาะอาหารที่อยากกินวิตามินซี เจาะลึกกลไกกรดกัดกระเพาะจริงไหม พร้อมวิธีเลือกอาหารเสริมสูตรอ่อนโยนไม่ระคายเคืองทางเดินอาหาร

วิตามินซี หรือที่รู้จักกันในนามทางวิทยาศาสตร์ว่า กรดแอสคอร์บิก (Ascorbic Acid) เป็นสารอาหารจำเป็นพื้นฐานที่ได้รับความนิยมในระดับสากล ไม่ว่าจะเป็นการรับประทานเพื่อกระตุ้นการสังเคราะห์คอลลาเจนใต้ชั้นผิวหนังเพื่อความกระจ่างใส หรือการเพิ่มประสิทธิภาพของระบบภูมิคุ้มกันในการป้องกันโรคหวัด อย่างไรก็ตาม ข้อจำกัดสำคัญที่ทำให้ผู้บริโภคจำนวนมาก โดยเฉพาะผู้ที่มีพฤติกรรมเสี่ยงหรือเป็นโรคกระเพาะอาหารอักเสบเรื้อรังต้องเผชิญคือ อาอาการระคายเคืองระบบทางเดินอาหาร แสบร้อนกลางอก และมวนท้องหลังจากรับประทานวิตามินซีเข้าไป จนเกิดคำถามสำคัญในใจว่า แท้จริงแล้ววิตามินซีกัดกระเพาะจริงหรือไม่ และมีแนวทางในการเลือกรับประทานอย่างไรให้ปลอดภัยต่อเยื่อบุผิวภายในกระเพาะอาหาร

กลไกทางเคมีของวิตามินซีกับระบบทางเดินอาหาร

เพื่อทำความเข้าใจปัญหานี้อย่างลึกซึ้ง จำเป็นต้องพิจารณาโครงสร้างทางเคมีของวิตามินซีในรูปแบบมาตรฐาน ซึ่งก็คือกรดแอสคอร์บิก คำว่า "กรด" ในชื่อสะท้อนถึงค่าความเป็นกรด-ด่าง (pH) ที่ค่อนข้างต่ำ โดยสารละลายกรดแอสคอร์บิกความเข้มข้นทั่วไปจะมีค่า pH อยู่ที่ประมาณ 2.1 - 2.6 ซึ่งถือเป็นกรดที่มีความเข้มข้นในระดับที่สามารถส่งผลกระทบต่อเนื้อเยื่ออ่อนได้

ในสภาวะปกติ กระเพาะอาหารของมนุษย์จะมีกลไกการหลั่งกรดไฮโดรคลอริก เพื่อช่วยย่อยอาหาร ทำให้ภายในกระเพาะอาหารมีสภาพเป็นกรดรุนแรงอยู่แล้ว (ค่า pH ประมาณ 1.5 - 3.5) โดยที่ผนังกระเพาะอาหารจะมีชั้นเมือกหนา สารจำพวกไบคาร์บอเนต และกลไกการไหลเวียนโลหิตมาเลี้ยงเยื่อบุผิว เพื่อทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันไม่ให้กรดของกระเพาะอาหารเองทำลายเนื้อเยื่อ แต่เมื่อเราเติมกรดแอสคอร์บิกปริมาณสูงเข้าสู่กระเพาะอาหารในช่วงที่ไม่มีอาหารอยู่เลย ความเข้มข้นของกรดที่เพิ่มขึ้นแบบเฉียบพลันอาจเข้าไปรบกวนเกราะป้องกันนี้ ส่งผลให้เกิดปฏิกิริยาระคายเคืองต่อเยื่อบุผิวได้โดยตรง

บทความที่น่าสนใจของ PPTV HD 36

เจาะลึกข้อเท็จจริง วิตามินซีกัดกระเพาะจริงหรือเป็นแค่ความเชื่อ?

คำตอบทางการแพทย์สำหรับประเด็นนี้คือ "วิตามินซีไม่ได้กัดกระเพาะจนทะลุ แต่ก่อให้เกิดการระคายเคืองเฉียบพลันในกลุ่มผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยง"

สำหรับบุคคลที่มีสุขภาพร่างกายแข็งแรงและระบบทางเดินอาหารทำงานเป็นปกติ การรับประทานกรดแอสคอร์บิกในปริมาณที่เหมาะสมพร้อมอาหารมักไม่ก่อให้เกิดปัญหาใดๆ เนื่องจากอาหารจะทำหน้าที่เป็นตัวเจือจางความเป็นกรดและชะลอการสัมผัสโดยตรงระหว่างวิตามินซีกับผนังกระเพาะอาหาร แต่ในทางกลับกัน อาการ "กัดกระเพาะ" หรือการระคายเคืองอย่างรุนแรงจะปรากฏชัดเจนในกลุ่มบุคคลต่อไปนี้

  • ผู้ป่วยโรคแผลในกระเพาะอาหาร บุคคลกลุ่มนี้มีรอยแผลหรือมีการอักเสบของเยื่อบุผิวกระเพาะอาหารอยู่เดิมแล้ว เมื่อกรดแอสคอร์บิกเข้าไปสัมผัสบริเวณรอยแผลโดยตรง จะกระตุ้นให้เกิดอาการแสบร้อน ปวดบิด และมวนท้องอย่างรุนแรง

  • ผู้ที่มีภาวะกรดไหลย้อน ความเป็นกรดของวิตามินซีรูปแบบมาตรฐานสามารถกระตุ้นให้หูรูดส่วนปลายของหลอดอาหารคลายตัว หรือเพิ่มปริมาณกรดรวมในกระเพาะ ส่งผลให้อาการแสบร้อนกลางอกกำเริบขึ้นได้

  • ผู้ที่นิยมรับประทานวิตามินซีตอนท้องว่าง การกินวิตามินซีเม็ดขนาด 1,000 มิลลิกรัมในช่วงเช้าก่อนรับประทานอาหาร หรือก่อนนอนในขณะที่ท้องว่าง ถือเป็นปัจจัยเร่งที่ทำให้เยื่อบุผิวทางเดินอาหารสัมผัสกับกรดความเข้มข้นสูงโดยไม่มีตัวช่วยซับ

อาการแบบไหนที่บ่งบอกว่ากระเพาะของคุณกำลังประท้วงวิตามินซี

ร่างกายของมนุษย์มีระบบส่งสัญญาณเตือนที่ค่อนข้างไวเมื่อระบบทางเดินอาหารเผชิญกับสารที่ไม่สัมพันธ์กับสภาวะภายใน หากคุณรับประทานวิตามินซีเข้าไปแล้วเกิดอาการเหล่านี้บ่อยครั้ง สันนิษฐานได้ว่าระบบทางเดินอาหารของคุณเริ่มรับสภาพความเป็นกรดไม่ไหว:

  • อาการเฉียบพลันหลังทานทันที (ภายใน 15-30 นาที) เกิดอาการแสบร้อนบริเวณใต้ลิ้นปี่ จุกเสียด แน่นท้อง มีลมในกระเพาะอาหารมากเกินไป หรือรู้สึกคลื่นไส้อยากอาเจียน อาการเหล่านี้เกิดจากความเป็นกรดเข้าไประคายเคืองปลายประสาทที่อยู่บริเวณเยื่อบุกระเพาะอาหาร

  • อาการเนื่องมาจากจุดอิ่มตัวของการดูดซึม วิตามินซีเป็นวิตามินที่ละลายในน้ำ ร่างกายมีขีดจำกัดในการดูดซึมต่อครั้ง หากเรากินวิตามินซีขนาด 1,000 มิลลิกรัมรวดเดียว ร่างกายอาจดูดซึมได้เพียงครึ่งเดียว ส่วนอีกครึ่งหนึ่งที่ไม่ถูกดูดซึมจะผ่านไปยังลำไส้ใหญ่ สารตกค้างนี้จะดึงน้ำเข้ามาในลำไส้ด้วยกระบวนการออสโมซิส และถูกแบคทีเรียย่อยสลาย ทำให้เกิดแก๊ส ท้องอืด มวนท้อง และเกิดอาการท้องเสีย ในที่สุด

คู่มือการเลือกอาหารเสริมวิตามินซีสำหรับคนกระเพาะบาง

ปัจจุบันนวัตกรรมทางเภสัชกรรมและผลิตภัณฑ์เสริมอาหารได้พัฒนาไปไกลมาก เพื่อแก้ปัญหาเรื่องความเป็นกรดและอาการกัดกระเพาะ ทำให้ผู้ป่วยโรคกระเพาะอาหารหรือผู้ที่มีระบบย่อยอาหารบอบบาง มีทางเลือกในการรับประทานวิตามินซีได้อย่างปลอดภัย โดยสามารถเลือกตามรูปแบบโครงสร้างเคมีและเทคโนโลยีการผลิตดังต่อไปนี้:

1. วิตามินซีรูปแบบเกลือแร่ หรือ บัฟเฟอร์

จากการศึกษาที่เผยแพร่โดย ทีมแพทย์และผู้เชี่ยวชาญ โรงพยาบาลกรุงเทพ ในบทความ รู้จักชนิดวิตามินซีและการทานที่ถูกต้อง ได้ให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ว่า การนำกรดแอสคอร์บิกไปทำปฏิกิริยากับเกลือแร่ธรรมชาติ จะช่วยเปลี่ยนสภาพสารให้มีความเป็นกรดลดลงจนเกือบเป็นกลาง ผลิตภัณฑ์ในกลุ่มนี้มักใช้ชื่อสารประกอบดังนี้

  • แคลเซียม แอสคอร์เบต เป็นรูปแบบที่นิยมสูงสุด มีฤทธิ์เป็นกลาง ไม่ระคายเคืองกระเพาะอาหาร และยังให้แคลเซียมเสริมแก่ร่างกายด้วย

  • โซเดียม แอสคอร์เบต มีความอ่อนโยนต่อทางเดินอาหารเช่นกัน แต่ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงหรือผู้ที่ต้องจำกัดปริมาณโซเดียมควรเพิ่มความระมัดระวังในการเลือกใช้

2. วิตามินซีรูปแบบลิโปโซม

นี่คือนวัตกรรมขั้นสูงในระดับนาโนเทคโนโลยี โดยผู้ผลิตจะนำโมเลกุลของวิตามินซีไปห่อหุ้มไว้ด้วยชั้นไขมันฟอสโฟลิปิด ที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับผนังเซลล์ของมนุษย์ เทคโนโลยีลิโปโซมนี้มีข้อดีที่โดดเด่น 2 ประการคือ ช่วยปกป้องวิตามินซีไม่ให้สัมผัสกับเนื้อเยื่อกระเพาะอาหารโดยตรง จึงตัดปัญหาเรื่องการระคายเคืองกระเพาะออกไปได้ 100% และยังช่วยเพิ่มอัตราการดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดได้สูงเกือบเทียบเท่าการฉีดวิตามินผ่านทางเส้นเลือด

3. วิตามินซีสกัดจากธรรมชาติ

สารสกัดจากผลไม้ธรรมชาติที่มีวิตามินซีสูงปรี๊ด เช่น อะเซโรลา เชอร์รี่ (Acerola Cherry) หรือ มะขามป้อม จะมีโครงสร้างที่สารอาหารจับตัวอยู่ร่วมกับสารพฤกษเคมีอื่นๆ โดยเฉพาะสารกลุ่มไบโอฟลาโวนอยด์ สารสกัดกลุ่มนี้จะค่อยๆ ถูกย่อยและปลดปล่อยวิตามินซีออกมาอย่างช้าๆ (Time-Release บรรเทาอาการกรดหลั่งเฉียบพลัน) ทำให้มีความเป็นมิตรต่อกระเพาะอาหารมากกว่าการทานกรดแอสคอร์บิกสังเคราะห์บริสุทธิ์

บทความที่น่าสนใจของ PPTV HD 36

วิธีรับประทานวิตามินซีอย่างปลอดภัยสำหรับคนเสี่ยงโรคกระเพาะ

นอกเหนือจากการเลือกรูปแบบผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมแล้ว พฤติกรรมและวิธีกินก็เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยปกป้องกระเพาะอาหารของคุณได้อย่างยั่งยืน ตามแนวทางปฏิบัติทางการแพทย์ที่ถูกต้อง

  • เปลี่ยนเวลากินเป็น "พร้อมอาหาร" หรือ "หลังอาหารทันที" ห้ามกินวิตามินซีตอนท้องว่างเด็ดขาด มื้ออาหารที่ดีที่สุดคือมื้อเช้า เนื่องจากระบบย่อยอาหารและกระบวนการดูดซึมสารอาหารของร่างกายจะทำงานได้ดีที่สุดในช่วงเวลานี้ และอาหารจะช่วยทำหน้าที่เป็นแผ่นกรองลดการสัมผัสของกรดกับกระเพาะ

  • ใช้หลักการแบ่งโดส แทนที่จะกินวิตามินซีเม็ดใหญ่ขนาด 1,000 มิลลิกรัมเพียงครั้งเดียวต่อวัน ให้เปลี่ยนมาเลือกขนาด 500 มิลลิกรัม แล้วแบ่งกินเป็น 2 ครั้ง คือ หลังอาหารเช้า 1 เม็ด และหลังอาหารเย็น 1 เม็ด วิธีนี้ไม่เพียงแต่ช่วยลดระดับความเป็นกรดที่จะเข้าไปสะสมในกระเพาะอาหารพร้อมกัน แต่ยังช่วยรักษาระดับความเข้มข้นของวิตามินซีในกระแสเลือดให้คงที่ยาวนานตลอดทั้งวัน ส่งผลดีต่อการบำรุงผิวและการต้านอนุมูลอิสระ

  • ดื่มน้ำตามในปริมาณที่มากพอ ทุกครั้งที่กินวิตามินซี ควรดื่มน้ำสะอาดตามอย่างน้อย 1 แก้วเต็ม (ประมาณ 250 มิลลิลิตร) น้ำจะเป็นตัวช่วยตามธรรมชาติที่ดีที่สุดในการเจือจางความเป็นกรดและช่วยเร่งการละลายของสารอาหารให้เคลื่อนผ่านกระเพาะอาหารลงสู่ลำไส้เล็กได้อย่างรวดเร็ว

ตารางเปรียบเทียบรูปแบบวิตามินซี ความเป็นกรด และระดับการระคายเคือง

เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถนำข้อมูลไปใช้ประกอบการตัดสินใจเลือกซื้ออาหารเสริมได้อย่างเป็นรูปธรรม นี่คือตารางเปรียบเทียบคุณสมบัติเชิงลึกของวิตามินซีแต่ละประเภทที่มีจำหน่ายในท้องตลาดปัจจุบัน

รูปแบบของวิตามินซี สภาพความเป็นกรด-ด่าง (pH) ระดับการระคายเคืองกระเพาะ ประสิทธิภาพการดูดซึม เหมาะสำหรับกลุ่มผู้ใช้ กรดแอสคอร์บิก (เกรดมาตรฐาน) กรดสูง (2.1 - 2.6) สูงมาก (หากท้องว่าง) ปานกลาง (ตามจุดอิ่มตัว) ผู้ที่มีระบบทางเดินอาหารปกติ ไม่มีประวัติโรคกระเพาะ วิตามินซีแบบเกลือแร่ (Buffered) เป็นกลาง (6.5 - 7.5) ต่ำมาก ดี (ดูดซึมง่าย สบายท้อง) ผู้ที่เป็นโรคกระเพาะอักเสบ หรือมีภาวะกรดไหลย้อน ลิโปโซม (Liposomal เทคโนโลยี) ปลอดกรด (หุ้มด้วยไขมัน) ไม่มีการระคายเคือง สูงสุด (เกือบ 100%) ผู้ที่มีแผลในกระเพาะอาหารรุนแรง หรือต้องการผลลัพธ์เร่งด่วน สารสกัดจากธรรมชาติ (Acerola) กรดต่ำอ่อนๆ (ธรรมชาติ) ต่ำ ดีมาก (อยู่ร่วมกับฟลาโวนอยด์) ผู้ที่ชื่นชอบวิถีธรรมชาติออร์แกนิก และต้องการถนอมกระเพาะ

ข้อควรระวังขั้นวิกฤตและภาวะแทรกซ้อนจากการกินเกินขนาด

แม้ว่าวิตามินซีจะมีประโยชน์มหาศาลและขับออกทางปัสสาวะได้ง่าย แต่สถาบันทางการแพทย์ระดับสากลรวมถึงสภาวิจัยแห่งชาติ ได้กำหนดปริมาณสูงสุดที่ร่างกายสามารถรับได้โดยไม่เกิดอันตรายไว้ที่ 2,000 มิลลิกรัมต่อวันสำหรับผู้ใหญ่

การบริโภควิตามินซีเกินกว่า 2,000 มิลลิกรัมติดต่อกันเป็นเวลานาน ไม่เพียงแต่จะทำให้ระบบทางเดินอาหารปั่นป่วน ท้องเสีย และปวดท้องอย่างรุนแรงจากสารตกค้างที่ไม่ดูดซึมเท่านั้น แต่ยังมีผลข้างเคียงที่ร้ายแรงกว่านั้นคือ วิตามินซีส่วนเกินจะถูกขบวนการเมตาบอลิซึมภายในร่างกายเปลี่ยนสภาพไปเป็นสารที่เรียกว่า ออกซาเลต (Oxalate) ซึ่งสารตัวนี้จะไปจับตัวกับแคลเซียมในระบบทางเดินปัสสาวะ กลายเป็นผลึกแคลเซียมออกซาเลตที่ไม่ละลายน้ำ และเข้าไปตกตะกอนอยู่ภายในไต นำไปสู่การเกิด โรคนิ่วในไต และอาจส่งผลให้เกิดภาวะไตเสื่อมเรื้อรังในระยะยาว ซึ่งเป็นอันตรายร้ายแรงที่คาดไม่ถึง

สรุปได้ว่า ความเชื่อที่ว่าวิตามินซีกัดกระเพาะนั้น มีข้อเท็จจริงในแง่ของความเสี่ยงจากความเป็นกรดของกรดแอสคอร์บิกที่ส่งผลระคายเคืองต่อเยื่อบุผิวทางเดินอาหาร แต่ไม่ได้รุนแรงถึงขั้นทำลายกระเพาะอาหารให้ทะลุในคนปกติ สำหรับผู้ที่เป็นโรคกระเพาะอาหารอักเสบหรือกรดไหลย้อน การปรับเปลี่ยนมาเลือกใช้ผลิตภัณฑ์กลุ่มที่มีความเป็นกรดต่ำ เช่น วิตามินซีรูปแบบเกลือแร่ (Buffered) หรือรูปแบบลิโปโซม (Liposomal) ควบคู่ไปกับการปรับพฤติกรรมการรับประทานให้ตรงเวลาพร้อมมื้ออาหารและดื่มน้ำตามมากๆ จะช่วยให้คุณสามารถเก็บเกี่ยวคุณประโยชน์ในการบำรุงผิวพรรณให้กระจ่างใสและเสริมสร้างเกราะภูมิคุ้มกันให้ร่างกายได้อย่างเต็มที่ โดยไม่ต้องกังวลกับอาการปวดท้องหรือผลข้างเคียงที่เป็นอันตรายอีกต่อไป

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เจาะลึกวิตามินซีกัดกระเพาะจริงไหม วิธีกินอาหารเสริมฉบับคนโรคกระเพาะ

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่

- Website : https://www.pptvhd36.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...