เข้าสู่ฤดูรับลมหนาวมาเยือนแล้วชัยภูมิเตรียมรับมือภัยแล้งต่อหลังถูกน้ำท่วมหนักสูญกว่า7.4หมื่นไร่!
ชัยภูมิ – เกิดความเสียหายหนักรวม 10 อำเภอ จากทั้งหมด 16 อำเภอ หลังช่วงฤดูฝนตั้งแต่ช่วงเดือน ก.ค.-ต.ค.ที่ผ่านมา ในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ และในส่วนจังหวัดชัยภูมิ เจออิทธิพลพายุถึง 2 ลูก จากพายุรากาซา-บัวลอย ทำให้เกิดฝนตกหนักในพื้นที่มาติดต่อกัน ก่อนที่จะเข้าถึงฤดูหนาวในช่วงกลางเดือน ต.ค.นี้แล้ว ล่าสุด ปภ.สรุปผลกระทบจากน้ำท่วมที่ผ่านมามีพื้นที่นาข้าวการเกษตรได้รับความเสียหายแล้วไม่น้อยกว่า 74,991 ไร่ ในปีนี้ จากพื้นที่ถูกน้ำท่วมทั้งหมดรวมกว่า 113,592 ไร่ ชาวบ้านเดือดร้อนกว่า 47 ตำบล 409 หมู่บ้าน เบื้องต้นความเสียหายไม่น้อยกว่า 1 พันล้านบาท!
( 22 ตุลาคม 2568 ) ขณะที่ จ.ชัยภูมิ เริ่มเข้าสู่ฤดูหนาว รับลมหนาวเริ่มมาเยือนแล้วปีนี้ หลังเกิดสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่หลังเจออิทธิพลจากทั้งพายุรากาซา และบัวลอย มีรายงานจาก กองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดชัยภูมิ ล่าสุดได้สรุปผลกระทบจากการติดตามสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ จ.ชัยภูมิ มาตั้งแต่เดือน ก.ค.-ต.ค.2568 ปีนี้ หลังเป็นช่วงฤดูฝนที่ผ่านมาและไดรับผลกระทบจากอิทธิพลพายุถึง 2 ลูก ติดต่อกันทั้งพายุรากาซาและพายุบัวลอย ได้อ่อนกำลังลงหมดแล้ว จนปัจจุบันทำให้ในพื้นที่ จ.ชัยภูมิ มีฝนตกน้อยลงและเข้าสู่ช่วงฤดูหนาวเต็มตัวแล้วในขณะนี้
โดยภาพรวม จ.ชัยภูมิ มีพื้นที่ประสบภัยถูกน้ำท่วมหนักมาตลอดช่วงที่ผ่านมา รวมกว่า 10 อำเภอ จากทั้งหมด 16 อำเภอ ประกอบด้วย อ.บำเหน็จณรงค์,จัตุรัส(ยังมีน้ำท่วมขังมีเส้นทางผ่านหมู่บ้านโนนจาน-หนองบัวบาน ยังไม่สามารถสัญจรผ่านเส้นทางดังกล่าวได้ ),บ้านเขว้า,เมืองชัยภูมิ,เนินสง่า,คอนสวรรค์,ภูเขียว,คอนสาร,เทพสถิต และ อ.ซับใหญ่ มีประชาชนได้รับความเดือดร้อนถูกน้ำท่วมใน 47 ตำบล(จากทั้งหมด 124 ตำบล/เทศบาล) 409 หมู่บ้าน(จากทั้งหมด 1,620 หมู่บ้าน) รวมมีพื้นที่การเกษตรได้รับความเสียหายรวมกว่า 74,991 ไร่ จากที่มีพื้นที่ถูกน้ำท่วมทั้งหมดรวมกว่า 113,592 ไร่ มูลค่าความเสียหายในเบื้องต้นไม่น้อยกว่า 1,000 ล้านบาท ในปีนี้
ซึ่ง จ.ชัยภูมิ ยังต้องเตรียมรับมือสถานการณ์ภัยแล้ง ในภาวะโลกร้อน(เดือด)ในปัจจุบันที่ทวีความรุนแรงด้านสภาวะอากาศแปรปรวนอย่างรวดเร็วมากขึ้นในปัจจุบันตามมาอีกจำนวนมาก และในปีนี้อีกต่อเนื่อง ที่ในภาพรวมมีปริมาณน้ำในแหล่งเก็บน้ำของจังหวัดชัยภูมิ มีจำนวน 14 อ่าง รวม 97.55% ของความจุเก็บกักในปัจจุบันทั้งหมด แยกเป็น 1. แหล่งเก็บน้ำในปัจจุบันที่มีตั้งแต่ 80% ขึ้นไป มีจำนวน 11 อ่าง ประกอบด้วย 1.1 ลำคันฉู 115.25% อ.บำเหน็จฯ ,1.2 น้ำพรม 102.21% อ.เกษตรสมบูรณ์,1.3 ห้วยทราย 101.70% อ.ซับใหญ่,1.4 ห้วยส้มป่อย 96.39% อ.ซับใหญ่,1.5 ช่อระกา 98.25% อ.เมืองชัยภูมิ,1.6 บ้านเพชร 101.48% อ.ภูเขียว,1.7 โปร่งขุนเพชร 87.23% อ.หนองบัวระเหว,1.8 เขื่อนจุฬาภรณ์ 97.98% อ.คอนสาร,1.9 เขื่อนห้วยกุ่ม 84.78% อ.เกษตรสมบูรณ์,1.10 ลำปะทาวบน 91.97% อ.แก้งคร้อ และ 1.11 ลำประทาวล่าง 102.12% อ.เมืองชัยภูมิ
และ 2. อ่างที่ยังมีน้ำไม่ถึง 50% จำนวน 3 อ่าง ประกอบด้วย 2.1 ห้วยทองหลาง 47.07% อ.จัตุรัส,2.2 บาซ่าน 43.50% อ.บ้านเขว้า,2.3 หินลับมีด 46.36% อ.เมืองชัยภูมิ
ซึ่งมีรายงานว่า หากประเมินสถานการณ์ในการแก้ปัญหาน้ำท่วม-ภัยแล้ง ในพื้นที่ยังเกิดปัญหาน้ำท่วม-ภัยแล้ง ซ้ำซากมาต่อเนื่องตลอดนานหลายสิบปีที่ผ่านมา ที่ภาพรวมแหล่งเก็บน้ำที่มีทั้งหมดในพื้นที่ 14 แห่ง มีปริมาณน้ำที่มีทั้งหมดรวมเพียงไม่เกิน 400 ล้าน ลบ.ม. หากแทบกับพื้นที่การเกษตรนาข้าวที่มีทั้งหมดในพื้นที่ยังมีความจำเป็นที่ต้องใช้น้ำในเพื่อทำการเกษตรในทุกปีมากกว่า 900 ล้านบาท ลบ.ม.ขึ้นไป ซึ่งเมื่อเทียบแล้วในช่วงหน้าแล้งในทุกปีในพื้นที่ จ.ชัยภูมิ ซึ่งเป็นจังหวัดที่เป็นแหล่งต้นกำเนิดแม่น้ำชี(ซี) ที่ยังขาดแนวทางเป็นนโยบายหลักที่ชัดเจนได้ ในการจัดการบริหารน้ำในการแก้ปัญหาน้ำท่วม-ภัยแล้ง ในช่วงน้ำหลากท่วมที่พอมีปริมาณน้ำหลากมาจำนวนมากที่มีฝนตกต่อปีสูงกว่า 1,600 – 2,200 ล้าน ลบ.ม.ขึ้นไป แต่ปัญหาก็มีแต่การใช้การจัดการแก้ปัญหาน้ำท่วมด้วยการเร่งระบายผลักดันน้ำลงลำแม่น้ำชีที่ จ.ชัยภูมิ เป็นจังหวัดของจุดต้นกำเนิดแม่น้ำชี(ซี)เป็นสายน้ำที่ยาวที่สุดของประเทศไทยกว่า 800 กิโลเมตร ที่ไหลผ่านไปเกือบทั่วภาคอีสาน ที่ช่วยหล่อเลี้ยงชาวอีสานหรือภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มาช้านาน แต่เมื่อพอหมดช่วงหน้าฝนน้ำหลาก ในพื้นที่ก็ถูกน้ำท่วม และสามารถเก็บกักน้ำบางส่วนไว้ใช้ใน 14 แหล่งเก็บน้ำหลักไว้ได้ต่อปีก็เหลือไม่เกิน 400 ล้าน ลบ.ม.ในปัจจุบัน และพอเข้าสู่หน้าหนาวหรือหน้าแล้ง ปริมาณน้ำด้านการเกษตรในพื้นที่ยังมีไม่เพียงพอเกิดปัญหาซ้ำซากตามมาอีกทุกปีเป็นจำนวนมาก
ซึ่งประชาชนเกษตรกรในพื้นที่ จ.ชัยภูมิ ได้ขอฝากเรียกร้องผ่านไปถึงรัฐบาล และหน่วยงานภาครัฐ ผู้นำตัวแทนองค์ปกครองส่วนท้องถิ่น ในการที่อยากให้มีนโยบายและแนวทางบริหารจัดการน้ำเมืองชัยภูมิ ที่เป็นจังหวัดที่เป็นต้นกำเนิดแม่น้ำชียังเกิดปัญหาน้ำท่วม-ภัยแล้ง ซ้ำซาก ไม่หยุดและทางรัฐบาลควรจริงจังที่จะมีนโยบายเร่งด่วนในการมาช่วยเกษตรกร ชาวนา ที่มีอาชีพทำการเกษตรเป็นส่วนใหญ่จากประชากรทั้งหมดเกือบ 1.2 ล้านคน ของจังหวัดชัยภูมิ
ที่ต่อปีมีการเพาะปลูกทำการเกษตรต่างๆและนาข้าวไม่น้อยกว่า 1.7 ล้านไร่ แต่มีพื้นที่ในตามแนวเขตโครงการชลประทานตามแห่งเก็บน้ำ เขื่อน อ่างเก็บน้ำฝายต่างๆที่มีในพื้นที่จังหวัดทั้งหมด เพียงกว่า 14 แห่งเป็นหลัก ซึ่งในทั่วทั้งจังหวัด มีพื้นที่การเกษตรอยู่ในเขตชลประทานเพียง 20 % แต่อีกกว่า 80 % เกษตรกร ชาวนาส่วนใหญ่ มีพื้นที่เพาะปลูกอยู่นอกเขตชลประทานทั้งหมด ทำให้ประสบปัญหาเกิดภัยแล้ง และน้ำท่วม ควบคู่กัน ยังเกิดปัญหานี้ซ้ำซากมาตลอดทุกปี
ซึ่ง จ.ชัยภูมิ ที่ยังต้องประสบปัญหาภัยแล้ง-น้ำท่วม อยู่ทุกปีในการยังไม่มีแผนนโยบายในการมาช่วยบริหารจัดหาแหล่งน้ำ ในพื้นที่ จ.ชัยภูมิ ให้มีแหล่งเก็บกักน้ำในแต่ละตำบล หมู่บ้าน เพิ่มมากขึ้นให้ได้ใช้ประโยชน์ร่วมกันให้มีการขยายเขตระบบชลประทานมาช่วยพื้นที่การเกษตรนาข้าวนอกเขตชลประทานในปัจจุบันที่มีอีกกว่า 80 % ของทุกพื้นที่ เพื่อให้มีแหล่งน้ำ และมีการขุดลอกแก้มลิง เพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหาภัยแล้ง-น้ำท่วม ในการบริหารจัดการให้มีประสิทธิภาพและทั่วถึงในทุกพื้นที่การเกษตร และนาข้าว ให้มากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่จากทุกปีที่ผ่านมาโดยเร็วจากนี้ต่อไปได้ เสียงสะท้อนชาวบ้านเกษตรกรในพื้นที่ จ.ชัยภูมิ ที่ก็ยังได้แต่รอความหวังว่าจากนี้ไป เกษตรกร ชาวนาไทย ในพื้นที่จะพอได้ลืมตาอ้าปากมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้บ้าง