ดีเดย์สมัครไทยช่วยไทยพลัส
ดีเดย์เปิดลงทะเบียน “ไทยช่วยไทยพลัส 60/40” วันนี้ เชื่อลดภาระค่าครองชีพควบคู่กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก แจงยิบขั้นตอนร้านค้าสมัครเข้าโครงการ “เอกชน” มองกระตุ้นให้จีดีพีของเอสเอ็มอีโตขึ้นถึง 35-40% ได้ แนะรัฐใช้กฎกระทรวงหนุน SME และสินค้า Made in Thailand
เมื่อวันที่ 24 พ.ค.2569 น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เตรียมเปิดโครงการไทยช่วยไทยพลัส 60/40 อย่างเป็นทางการในวันที่ 25 พฤษภาคม 2569 เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพประชาชนควบคู่กับการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก เพิ่มรายได้ให้ร้านค้าชุมชน ผู้ประกอบการรายย่อย และธุรกิจท้องถิ่นทั่วประเทศ โครงการดังกล่าวเป็นมาตรการร่วมจ่ายระหว่างภาครัฐและประชาชน โดยรัฐบาลช่วยสนับสนุนค่าใช้จ่าย 60% และประชาชนร่วมจ่าย 40% สำหรับค่าอาหาร เครื่องดื่ม สินค้า และบริการที่เข้าร่วมโครงการ เพื่อช่วยลดค่าใช้จ่ายและรักษากำลังซื้อของประชาชนในช่วงเศรษฐกิจฟื้นตัว
สำหรับประชาชน สามารถลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการได้ตั้งแต่วันที่ 25 พ.ค.-29 พ.ค.2569 หรือจนกว่าจะครบ 30 ล้านคน โดยต้องเป็นบุคคลสัญชาติไทย อายุ 18 ปีขึ้นไป ไม่เป็นผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และไม่เป็นผู้ถูกระงับสิทธิตามเงื่อนไขของโครงการ ทั้งนี้ สามารถใช้สิทธิได้ตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย.-30 ก.ย.2569 เวลา 06.00-23.00 น. และในส่วนของฟู้ดเดลิเวอรี จะเริ่มใช้สิทธิได้ตั้งแต่วันที่ 15 มิ.ย.-30 ก.ย.2569 เวลา 06.00-21.00 น.
น.ส.ลลิดายังกล่าวถึงแนวทางและขั้นตอนการสมัครเข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทยพลัส 60/40 สำหรับร้านค้า ผู้ประกอบการรายย่อย และผู้ให้บริการขนส่งสาธารณะว่า ร้านค้าสามารถสมัครเข้าร่วมโครงการได้ตั้งแต่วันที่ 25 พ.ค.-31 ก.ค.2569 ผ่านจุดตั้งบูธของกระทรวงมหาดไทยร่วมกับธนาคารกรุงไทย หรือธนาคารกรุงไทยทุกสาขาทั่วประเทศ โดยแบ่งแนวทางการสมัครออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ 1.ร้านค้าที่เคยเข้าร่วมโครงการคนละครึ่งพลัส สามารถยืนยันสิทธิเข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทยพลัส 60/40 ผ่านแอปพลิเคชันถุงเงินได้ทันที 2.ร้านค้าและผู้ประกอบการที่ไม่เคยเข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง พลัส ต้องลงทะเบียนผ่านธนาคารกรุงไทย โดยต้องมีบัญชีกรุงไทยประเภทบุคคลธรรมดา สมัครเป็นร้านค้าถุงเงินผ่านเว็บไซต์ พร้อมดาวน์โหลดแบบฟอร์มเพื่อขอรับรองจากหน่วยงานที่กำหนด ที่ไทยช่วยไทยพลัส.th/howto/merchant และอัปเดตแอปพลิเคชันถุงเงินให้เป็นเวอร์ชันล่าสุด ก่อนยื่นเอกสารสมัคร และ 3.ผู้ประกอบการขนส่งมวลชนสาธารณะ เช่น รถไฟฟ้า รถโดยสารประจำทาง เรือโดยสารสาธารณะ และรถร่วมบริการ สามารถสมัครผ่านการเปิดใช้งานแอปพลิเคชันถุงเงินโดยตรงกับธนาคารกรุงไทย
สำหรับขั้นตอนการสมัครของร้านค้าใหม่ ร้านค้าจะต้องตรวจสอบประเภทกิจการ ดาวน์โหลดแบบฟอร์มใบสมัคร และนำเอกสารไปให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับรอง ก่อนนำมายื่นสมัคร ณ จุดให้บริการของธนาคารกรุงไทย เมื่อผ่านการพิจารณาแล้ว ระบบจะส่ง SMS แจ้งผล และแบนเนอร์ไทยช่วยไทยพลัสจะปรากฏบนแอปถุงเงิน เพื่อให้ร้านค้ากดยอมรับเงื่อนไขโครงการและเริ่มรับชำระเงินจากประชาชนได้ตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย.- 30 ก.ย.2569 เวลา 06.00-23.00 น.
ทั้งนี้ รัฐบาลกำหนดคุณสมบัติร้านค้าที่สามารถเข้าร่วมโครงการ ได้แก่ ร้านอาหาร เครื่องดื่ม สินค้าทั่วไป ร้านธงฟ้า วิสาหกิจชุมชน กองทุนหมู่บ้าน ร้านค้าชุมชน ผู้ประกอบการขนส่งสาธารณะ รวมถึงนิติบุคคลขนาดเล็กที่มีรายได้ไม่เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี โดยกิจการต้องสามารถตรวจสอบได้ และต้องไม่เป็นร้านสะดวกซื้อประเภทแฟรนไชส์ หรือธุรกิจรับสินค้าผู้อื่นมาจำหน่ายในลักษณะตัวแทน นอกจากนี้ ร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการจะต้องไม่เคยถูกระงับสิทธิหรือถูกเรียกเงินคืนจากโครงการของรัฐที่ผ่านมา เช่น โครงการคนละครึ่ง ระยะต่างๆ และโครงการคนละครึ่งพลัส
สำหรับประเภทสินค้าและบริการที่สามารถเข้าร่วมโครงการได้ ได้แก่ อาหาร เครื่องดื่ม สินค้าทั่วไป และบริการขนส่งสาธารณะ ยกเว้น สลากกินแบ่งรัฐบาล เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ผลิตภัณฑ์ยาสูบ บัตรกำนัล บัตรเงินสด และบริการที่เป็นการชำระเงินล่วงหน้า หากร้านค้าไม่มีข้อมูลการประกอบกิจการอยู่ในฐานข้อมูลภาครัฐ จะต้องได้รับการรับรองว่ามีการประกอบกิจการจริงจากเจ้าหน้าที่ที่กระทรวงมหาดไทยหรือกรุงเทพมหานครมอบหมาย เพื่อให้การเข้าร่วมโครงการเป็นไปอย่างถูกต้อง และป้องกันการสวมสิทธิ ในส่วนของการรับชำระเงิน ภาครัฐจะโอนเงินในส่วนที่รัฐร่วมจ่ายเข้าบัญชีร้านค้าผ่านระบบแอป
“โครงการไทยช่วยไทยพลัส 60/40 ครอบคลุมร้านค้าทั่วไป ร้านธงฟ้า ร้านอาหาร รถเข็น ฟู้ดเดลิเวอรี ร้านโอท็อป และบริการขนส่งสาธารณะ ส่วนร้านนวด สปา ร้านทำเล็บ และร้านทำผม ยังไม่สามารถเข้าร่วมโครงการในรอบนี้ได้ โดยรัฐบาลคาดว่าจะช่วยเพิ่มเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ กระตุ้นการจับจ่ายในระดับชุมชน และช่วยให้ผู้ประกอบการรายย่อยสามารถฟื้นตัวและเดินหน้าธุรกิจได้ต่อเนื่อง ประชาชนและผู้ประกอบการสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์โครงการ และสอบถามข้อมูลผ่านศูนย์ช่วยเหลือ โดยประชาชน โทร. 0-2111-1122 กด 2 ร้านค้า โทร. 0-2111-1122 กด 3 หรือสอบถามผ่านสาขาธนาคารกรุงไทยทั่วประเทศ ในวันและเวลาทำการ” น.ส.ลลิดากล่าว และว่า รัฐบาลเชื่อมั่นว่าการกระตุ้นเศรษฐกิจจากฐานรากคือกลไกสำคัญในการสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจไทย โครงการไทยช่วยไทยพลัส 60/40 จะช่วยทั้งประชาชนและผู้ประกอบการไปพร้อมกัน ทำให้เม็ดเงินหมุนเวียนลงสู่ชุมชนอย่างทั่วถึง และช่วยประคับประคองค่าครองชีพของประชาชนในช่วงเวลานี้
ด้านนายวีรชัย มั่นสินธร รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ประธานสถาบันวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมอุตสาหกรรมการผลิต ประธานสถาบันเศรษฐกิจ และการลงทุนไทย-จีน กล่าวถึงโครงการไทยช่วยไทยพลัสกับเศรษฐกิจและผู้ประกอบการเอสเอ็มอี (SMEs) ว่า โครงการมีแนวคิดที่ครอบคลุมทั้งการกระตุ้นกำลังซื้อ การเพิ่มการลงทุน การเข้าถึงแหล่งทุน การพัฒนาทักษะ และการยกระดับขีดความสามารถของ SMEs ซึ่งหากดำเนินการได้จริงและเชื่อมโยงกันจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ทั้งระยะสั้นและระยะยาว โดยอาจจะกระตุ้นให้จีดีพีของ SMEs โตขึ้นได้ถึง 35-40% ได้ หากมีแนวปฏิบัติแต่ละมาตรการเป็นอย่างดี
สำหรับเอสเอ็มอีภาคการผลิต มองว่าโครงการดังกล่าวนี้มีศักยภาพช่วยกระตุ้นได้ค่อนข้างมาก โดยเฉพาะในช่วงที่ผู้ประกอบการกำลังเผชิญกับปัญหาต้นทุนการผลิตสูง ขาดสภาพคล่อง ขาดแรงงานทักษะ และการแข่งขันจากสินค้านำเข้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งมาตรการ Made in Thailand Plus (MiT Plus) สำหรับเอสเอ็มอีภาคการผลิต จะช่วยเพิ่มโอกาสทางการตลาดให้ผู้ผลิตไทยสู่การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ซึ่งมีงบประมาณในแต่ละปีจำนวนมาก โดยที่ผ่านมาการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐต่อเอสเอ็มอีอยู่ที่ประมาณ 720,000 ล้านบาท หรือคิดเป็น 43% ของมูลค่าการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐทั้งหมด หากมาตรการสนับสนุน MiT Plus ประสบความสำเร็จ ตัวเลขการจัดซื้อจัดจ้างของ SMEs อาจสูงขึ้นอย่างน้อย 45-50% รวมถึงจะช่วยสนับสนุนการจัดซื้อวัตถุดิบ ชิ้นส่วน และบริการจากผู้ประกอบการไทยมากขึ้น
“สำหรับเอสเอ็มอีภาคการผลิต มาตรการไทยช่วยไทยพลัส ถือเป็นทิศทางที่ดี เพราะครอบคลุมทั้งเรื่องทุน การลงทุน AI การขยายตลาด และเศรษฐกิจสีเขียว ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทย สิ่งสำคัญคือการทำให้ผู้ประกอบการเข้าถึงมาตรการได้ง่าย ลดขั้นตอน และมีการสนับสนุนด้านเทคโนโลยี การลดต้นทุนพลังงาน และการขยายตลาดควบคู่กัน เพื่อให้เกิดผลลัพธ์เชิงเศรษฐกิจและการเติบโตของเอสเอ็มอีภาคการผลิตอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน” นายวีรชัยกล่าว
นายวีรชัยยังกล่าวถึงข้อเสนอแนะถึงรัฐบาลในการช่วยเหลือเอสเอ็มอีว่า ประกอบด้วย 1.บังคับใช้กฎกระทรวงกำหนดพัสดุและวิธีการจัดซื้อจัดจ้างพัสดุที่รัฐต้องการส่งเสริมหรือสนับสนุนทั้งเอสเอ็มอี และสินค้า Made in Thailand ให้เป็นไปอย่างเข้มข้นมากขึ้น 2.สนับสนุนการลงทุน Automation และ AI อย่างเป็นรูปธรรม 3.ส่งเสริมการลดต้นทุนพลังงาน อาทิ ขยายมาตรการโซลาร์รูฟท็อปภาคอุตสาหกรรม 4.สร้างตลาดควบคู่กับการให้ทุน อาทิ เชื่อมโยงเอสเอ็มอีเข้าสู่ ห่วงโซ่อุปทานของภาครัฐและเอกชนรายใหญ่ และ 5.จัดตั้งศูนย์วินิจฉัยสุขภาพเอสเอ็มอีตรวจวิเคราะห์ด้านการเงิน การผลิต พลังงาน ดิจิทัล และการตลาด พร้อมเชื่อมต่อมาตรการสนับสนุนที่เหมาะสม.