OECD ชำแหละ 4 วิกฤตเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจไทย พร้อมพิมพ์เขียวปฏิรูปก่อนเป็นสมาชิก
"เมื่อประเทศไทยได้เป็นสมาชิก OECD ประชาชนจะได้เห็นประเทศไทยในมิติใหม่ๆ ไม่สามารถมีใครมาชี้นิ้วว่าประเทศไทยเป็นคนขี้โกง เป็นประเทศที่ไร้การตรวจสอบ หรือไม่พัฒนา"
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี กล่าวระหว่างร่วมงานวันครบรอบเนชั่น ทีวี 26 ปี เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2569 พร้อมยืนยันว่าการเข้าเป็นสมาชิก OECD คือหนึ่งในภารกิจเร่งด่วนของรัฐบาล เพื่อไม่ให้ไทยตกขบวนการพัฒนาเศรษฐกิจโลก
นายกฯ ยังระบุด้วยว่า ปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ที่เปลี่ยนไปทำให้นานาประเทศมองไทยในฐานะจุดหมายการลงทุนที่มียุทธศาสตร์ โดยนักลงทุนไม่ได้มองแค่ค่าแรงราคาถูกอีกต่อไป แต่มองถึงความเป็น resilience หรือความสามารถในการฟื้นตัวและเติบโตได้ทันที รัฐบาลจึงเร่งทำงานร่วมกับภาคเอกชนเพื่อเสริมศักยภาพทางการเงิน เปิดเสรีให้มากขึ้น และยกระดับกฎระเบียบสู่มาตรฐานสากล โดยเฉพาะในด้านความโปร่งใสการจัดซื้อจัดจ้าง นโยบายภาษี และการเปิดเผยข้อมูล ซึ่งล้วนเป็นเงื่อนไขสำคัญในกระบวนการภาคยานุวัติ OECD
ถ้อยแถลงของนายกรัฐมนตรีสะท้อนถึงความเร่งด่วนที่ชัดเจน และตรงกับสิ่งที่รายงาน OECD Economic Surveys: Thailand 2025 ซึ่งเผยแพร่เมื่อเดือนธันวาคม 2568 ได้ชี้ไว้อย่างตรงไปตรงมา รายงานฉบับนี้ไม่ใช่แค่บทวิเคราะห์สถานะเศรษฐกิจประจำปี แต่เป็นเสมือน "บทตรวจสอบก่อนสอบ" ที่ OECD จัดทำขึ้นเพื่อสะท้อนให้ไทยเห็นว่า ยังมีช่องว่างอะไรบ้างระหว่างนโยบายปัจจุบันกับมาตรฐานที่คาดหวัง
เปิดรายงานวิเคราะห์ 4 ปัญหาเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจไทย
รายงาน OECD Economic Surveys: Thailand 2025 ซึ่งจัดทำโดยคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและการทบทวน (EDRC) และเผยแพร่เมื่อเดือนธันวาคม 2568 จึงไม่ใช่แค่บทวิเคราะห์สถานะเศรษฐกิจประจำปี แต่เป็นเสมือน "บทตรวจสอบก่อนสอบ" ที่ OECD จัดทำขึ้นเพื่อสะท้อนให้ไทยเห็นว่า ยังมีช่องว่างอะไรบ้างระหว่างนโยบายปัจจุบันกับมาตรฐานที่คาดหวัง
รายงานชุดนี้ระบุชัดว่า แม้ไทยจะก้าวขึ้นสู่สถานะประเทศรายได้ปานกลางระดับสูงตั้งแต่ปี 2554 และมีรายได้ต่อหัวเพิ่มจาก 30% ของค่าเฉลี่ย OECD ในปี 2543 มาสู่กว่า 40% ในปี 2562 แต่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา กลับเกิดการสะดุดในกระบวนการ "ไล่ตาม" (catch-up) ความฝันที่จะก้าวสู่ประเทศรายได้สูงภายในปี 2580 และการเป็นสมาชิก OECD อย่างเต็มภาคภูมิ จึงต้องการการปฏิรูปเชิงนโยบายที่จริงจังและต่อเนื่อง
ปัญหาที่ 1: เศรษฐกิจชะลอ โตต่ำ ความเสี่ยงพุ่ง
ประเด็นแรกและเร่งด่วนที่สุดในรายงาน คือภาวะการเติบโตทางเศรษฐกิจที่อ่อนแรงลงอย่างต่อเนื่อง โดย GDP ของไทยในปี 2568 คาดว่าจะขยายตัวเพียง 2.0% และจะลดลงเหลือ 1.5% ในปี 2569 ก่อนที่จะฟื้นตัวสู่ระดับ 2.6% ในปี 2570 เมื่อผลกระทบจากสงครามภาษีระหว่างประเทศเริ่มบรรเทาลง
ที่มาของความอ่อนแอนี้มาจากหลายทิศทางพร้อมกัน ประการแรก การฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยวหลังโควิดยังเป็นไปอย่างเชื่องช้า แม้ตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติเพิ่งจะทะลุระดับก่อนโควิดได้เมื่อไม่นานมานี้
ประการที่สอง ภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ ซึ่งเป็นหัวใจของภาคการผลิตไทย กำลังเผชิญกับการเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่จากเครื่องยนต์สันดาปภายในสู่รถยนต์ไฟฟ้า (EV) สร้างแรงกดดันต่อผู้ผลิตชิ้นส่วนและโรงงานประกอบรถยนต์ที่ยังพึ่งพาเทคโนโลยีเดิม
ประการที่สาม และอาจร้ายแรงที่สุด คือ ความเสี่ยงจากสงครามการค้าโลก สินค้าส่งออกของไทยไปยังสหรัฐฯ คิดเป็น 20% ของมูลค่าการส่งออกสินค้าทั้งหมด หรือประมาณ 15% ของ GDP มาตรการภาษีนำเข้าใหม่ของสหรัฐฯ ส่งผลให้มูลค่าส่งออกผันผวนรุนแรงในปี 2568 และยังอาจกระทบห่วงโซ่อุปทานที่ไทยเชื่อมโยงกับจีนอีกทางหนึ่งด้วย
ด้านภาคการเงิน แม้ระบบธนาคารโดยรวมยังคงแข็งแกร่ง แต่ปัญหาหนี้ครัวเรือนและหนี้ธุรกิจขนาดเล็กกลับทวีความน่าวิตกมากขึ้น หนี้ภาคเอกชนของไทยพุ่งแตะ 170% ของ GDP ในไตรมาสแรกของปี 2568 สูงกว่ามาเลเซียที่ 157% และสูงกว่าอินโดนีเซียถึงสี่เท่าที่ 40% ระดับหนี้สูงเช่นนี้กดทับกำลังซื้อของครัวเรือนและทำให้ธนาคารแห่งประเทศไทยต้องระมัดระวังในการผ่อนคลายนโยบายการเงิน
นโยบายการคลังก็เผชิญปัญหาหนักไม่แพ้กัน หนี้สาธารณะคาดว่าจะแตะ 65% ของ GDP ในปี 2568 มุ่งหน้าสู่เพดาน 70% ที่รัฐบาลตั้งไว้ แผนการลดหนี้สาธารณะถูกผลักออกไปในอนาคตซ้ำแล้วซ้ำเล่า ขณะที่แรงกดดันการใช้จ่ายระยะกลาง ทั้งจากสังคมผู้สูงอายุและการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว กำลังรอคิวขยายตัวอยู่ข้างหน้า
ปัญหาที่ 2: ผลิตภาพตก กฎระเบียบรัดแน่น เงินลงทุนต่างชาติหด
ปัญหาเชิงโครงสร้างที่กัดกร่อนศักยภาพเศรษฐกิจไทยในระยะยาวอย่างชัดเจน คือ การชะลอตัวของผลิตภาพแรงงาน ในช่วงปี 2558–2566 ผลิตภาพแรงงานต่อชั่วโมงของไทยเติบโตเฉลี่ยเพียง 2.1% ต่อปี ต่ำกว่าช่วงปี 2553–2558 ที่เคยทำได้ถึง 4.8% ยิ่งไปกว่านั้น ผลิตภาพรวมของปัจจัยการผลิต (Total Factor Productivity) ในช่วงดังกล่าวแทบไม่เติบโตเลย หมายความว่าประเทศไทยแทบไม่ได้รับประโยชน์จากนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่
OECD ยกผลการประเมิน Product Market Regulation (PMR) มาชี้ให้เห็นรากของปัญหา โดยไทยได้คะแนน 2.4 จากคะแนนเต็ม 6 ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีกฎระเบียบตลาดสินค้าที่เป็นอุปสรรคต่อการแข่งขันมากที่สุดในกลุ่ม 47 ประเทศที่ถูกประเมิน สูงกว่าค่าเฉลี่ย OECD ที่ 1.3 อย่างมีนัยสำคัญ
ปัญหาเฉพาะที่ OECD ระบุมีหลายมิติ ประการแรก ข้อจำกัดด้านการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ยังเข้มงวดเกินไปเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ย OECD ส่งผลให้ไทยดึงดูด FDI ได้น้อยกว่าคู่แข่งในภูมิภาค ในช่วงปี 2558–2566 ไทยสะสม FDI คิดเป็น 11% ของ GDP ต่อปี ขณะที่มาเลเซียทำได้ 25% และเวียดนาม 42%
ประการที่สอง รัฐวิสาหกิจ (SOEs) ซึ่งยังครอบงำภาคพลังงาน โทรคมนาคม และการเงิน ได้รับการยกเว้นจากพระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า ทำให้เกิดการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมกับภาคเอกชน และขัดขวางการจัดสรรทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ รัฐบาลกลางมีหุ้นเต็มหรือส่วนใหญ่ในรัฐวิสาหกิจถึง 52 แห่ง ซึ่งมีพนักงานรวมกว่า 300,000 คน
ประการที่สาม ภาระกฎระเบียบและระบบราชการยังหนักหน่วง แม้จะมีความพยายามลดขั้นตอนในช่วงที่ผ่านมา แต่ดัชนีด้านการสื่อสารและการลดความซับซ้อนของระเบียบบังคับของไทยยังต่ำมากเมื่อเทียบกับมาตรฐาน OECD
ประการที่สี่ การทุจริตคอร์รัปชันยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญ ดัชนีภาพลักษณ์การทุจริต (CPI) ปี 2567 จัดให้ไทยอยู่ในอันดับที่ 107 จาก 180 ประเทศ ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อประสิทธิภาพการจัดสรรทรัพยากรและความน่าเชื่อถือของระบบธุรกิจ
ปัญหาที่ 3: วิกฤตภูมิอากาศกระทบรุนแรง ทั้งน้ำท่วมและภัยแล้ง
รายงาน OECD ให้น้ำหนักสำคัญกับความเปราะบางของไทยต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างชัดเจน ข้อมูลจากฐานข้อมูล EM-DAT ชี้ว่าไทยอยู่ในกลุ่มประเทศที่ได้รับความเสียหายจากภัยพิบัติทางภูมิอากาศสูงที่สุดในโลก โดยเฉพาะจากน้ำท่วมและภัยแล้ง ซึ่งสร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจคิดเป็นสัดส่วนสูงถึงระดับแนวหน้าของ ASEAN
ความเสี่ยงที่น่ากังวลที่สุดอยู่ที่กรุงเทพฯ ซึ่งมีระดับพื้นดินเฉลี่ยเพียง 1.5 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล และยังมีการทรุดตัวอย่างต่อเนื่อง ระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นคือภัยคุกคามที่ใกล้เข้ามาทุกขณะ นอกจากนี้ ความแปรปรวนของปริมาณน้ำฝนที่ลดความถี่แต่เพิ่มความรุนแรง จะทำให้ทั้งน้ำท่วมและภัยแล้งรุนแรงและถี่ขึ้น
ภาคเกษตรกรรมซึ่งมีแรงงานกว่า 30% ของประเทศ ยิ่งเปราะบางต่อความแปรปรวนเหล่านี้ ขณะที่ชายหาดซึ่งเป็นทรัพย์สินหลักของอุตสาหกรรมท่องเที่ยว กำลังเผชิญกับปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งที่รุนแรงขึ้น
ด้านการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แม้ไทยจะประกาศยกระดับเป้าหมายการปล่อยก๊าซสุทธิเป็นศูนย์จากปี 2608 มาสู่ปี 2593 ในช่วงปลายปี 2568 แต่เส้นทางสู่เป้าหมายนั้นยังเต็มไปด้วยความท้าทาย ภาคไฟฟ้ายังคงพึ่งพาก๊าซธรรมชาติเป็นหลักและโรงไฟฟ้าถ่านหินบางส่วน สัดส่วนพลังงานหมุนเวียนในการผลิตไฟฟ้าต้องการการขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญ
ปัญหาที่ 4: แรงงานนอกระบบกว่าครึ่งประเทศ รากลึกของความเหลื่อมล้ำ
ปัญหาที่ฝังรากลึกที่สุดและซับซ้อนที่สุดของเศรษฐกิจไทย คือ ความแพร่หลายของแรงงานนอกระบบ จากการสำรวจแรงงานนอกระบบปี 2567 พบว่ามีผู้ทำงานนอกระบบ 21.1 ล้านคน คิดเป็น 52.7% ของแรงงานทั้งหมด สูงกว่าในระบบที่มี 18.9 ล้านคน หรือ 47.3%
แรงงานนอกระบบส่วนใหญ่กระจุกตัวในภาคเกษตรกรรม บริการทักษะต่ำ และพื้นที่ต่างจังหวัด กลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงสุดคือแรงงานสูงวัย โดยกลุ่มอายุ 55 ปีขึ้นไปมีอัตราการทำงานนอกระบบสูงเป็นพิเศษ สาเหตุหลักคือระบบธุรกิจและสัญญาจ้างงานที่ผลักดันให้คนออกจากการจ้างงานในระบบเมื่ออายุมากขึ้น
ปัญหาของแรงงานนอกระบบไม่ใช่แค่เรื่องสวัสดิภาพส่วนบุคคล แต่กระทบถึงประสิทธิภาพเศรษฐกิจโดยรวม เพราะแรงงานนอกระบบมักมีผลิตภาพต่ำกว่า ได้ค่าจ้างน้อยกว่า และไม่ได้มีส่วนร่วมในการจ่ายภาษีและเงินสมทบประกันสังคมอย่างเต็มที่ ส่งผลให้รัฐสูญเสียฐานรายได้สำคัญ และระบบสวัสดิการสังคมถูกบั่นทอนความยั่งยืน
การศึกษาและทักษะของแรงงานนอกระบบก็อยู่ในระดับต่ำกว่ามาก คะแนน PISA ของนักเรียนไทยในปี 2565 ลดลงจากปี 2561 ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าฐานทุนมนุษย์ที่จะเป็นกำลังสำคัญในการเปลี่ยนผ่านสู่ตลาดแรงงานในระบบยังคงเป็นความท้าทายที่ต้องใช้เวลานาน
OECD แนะนำอะไร: 4 ชุดนโยบายปฏิรูปที่ต้องเร่งดำเนินการ
ชุดที่ 1: เสริมความมั่นคงมหภาคและขยายฐานรายได้การคลัง
OECD แนะนำให้ธนาคารแห่งประเทศไทยดำเนินนโยบายการเงินที่ยืดหยุ่นตามข้อมูลจริง และพร้อมลดดอกเบี้ยต่อหากเศรษฐกิจอ่อนแอลงและเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับต่ำ ซึ่งสอดคล้องกับที่ธนาคารฯ ได้ลดอัตราดอกเบี้ยลงแล้ว 100 จุดพื้นฐานนับตั้งแต่ปลายปี 2567 สู่ระดับ 1.50%
แต่จุดสำคัญที่สุดของชุดคำแนะนำนี้ คือ การเพิ่มรายได้ทางภาษีอย่างมีโครงสร้าง ไทยมีช่องว่างการจัดเก็บภาษีขนาดใหญ่เมื่อเทียบกับประเทศรายได้ปานกลางระดับสูงกลุ่มเดียวกัน โดยเฉพาะสามมาตรการเร่งด่วน
มาตรการแรก การยกเลิกอัตรา VAT พิเศษ 7% และคืนสู่อัตราตามกฎหมาย 10% ซึ่งลดลงมาจากระดับนี้แบบ "ชั่วคราว" ตั้งแต่ปี 2542 แต่ถูกต่ออายุมาตลอด
ปัจจุบัน VAT ของไทยอยู่ในระดับต่ำที่สุดในภูมิภาค ต่ำกว่าทั้งอินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และจีน กรอบการคลังระยะกลาง 2570–2573 ของรัฐบาลได้เสนอให้ขึ้น VAT เป็นสองขั้นคือเพิ่ม 1.5% ในปี 2571 และเพิ่มที่เหลือในปี 2573 ซึ่ง OECD เห็นว่าเป็นทิศทางที่ถูกต้อง
มาตรการที่สอง การขยายฐานภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา โดยการลดเกณฑ์รายได้ขั้นต่ำที่ต้องเสียภาษี ปัจจุบันแรงงานไทยถึง 90% ไม่ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเนื่องจากเกณฑ์ยกเว้นที่สูงมาก ทำให้ฐานรายได้ภาษีแคบและรายได้ภาษีรวมต่ำกว่าศักยภาพอย่างมีนัยสำคัญ
มาตรการที่สาม การปฏิรูประบบบำนาญเพื่อความยั่งยืน อัตราเงินสมทบ 10% ของรายได้ที่ใช้อยู่ในปัจจุบันไม่เพียงพอสำหรับอนาคตที่ประชากรสูงวัยมากขึ้นอย่างรวดเร็ว การปฏิรูปจำเป็นต้องรวมถึงการทบทวนอายุเกษียณ อัตราเงินสมทบ และสูตรคำนวณผลประโยชน์
OECD ยังแนะนำให้ทบทวนกฎเกณฑ์ทางการคลัง โดยเสนอให้เพิ่มกฎงบประมาณสมดุล (Budget-Balance Rule) เข้าไปในชุดกฎการคลังที่มีอยู่ เพื่อสร้างสมอยึดเหนี่ยวในการลดหนี้สาธารณะลงสู่ระดับก่อนโควิดที่ 60% ของ GDP
ชุดที่ 2: ปลดล็อกกฎระเบียบ เปิดรับการแข่งขัน เสริมผลิตภาพ
OECD แนะนำให้ทบทวนและลดข้อจำกัด FDI โดยเฉพาะในภาคบริการ ซึ่งปัจจุบันอยู่ในระดับสูงกว่าค่าเฉลี่ย OECD อย่างมีนัยสำคัญ ในเดือนพฤษภาคม 2568 รัฐบาลได้อนุมัติการปฏิรูปพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวซึ่ง OECD มองว่าเป็นก้าวที่ถูกทิศทาง แต่ยังต้องเร่งดำเนินการต่อ
ปัญหาเรื่องการแข่งขันและรัฐวิสาหกิจเป็นอีกเรื่องเร่งด่วนที่ OECD ให้ความสำคัญเป็นพิเศษ ปัจจุบันรัฐบาลกลางถือหุ้นเต็มหรือส่วนใหญ่ในรัฐวิสาหกิจ 52 แห่ง ครอบคลุมภาคพลังงาน โทรคมนาคม การเงิน และการขนส่ง รัฐวิสาหกิจเหล่านี้มีพนักงานรวมกว่า 300,000 คน และยังคงมีบทบาทครอบงำในหลายตลาดสำคัญ
ปัญหาเชิงโครงสร้างที่ OECD ระบุชัดคือ รัฐวิสาหกิจได้รับการยกเว้นจากพระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560 ตราบเท่าที่การกระทำของตนมีความจำเป็นเพื่อความมั่นคงของชาติ ประโยชน์สาธารณะ หรือการให้บริการสาธารณูปโภค ข้อยกเว้นที่กว้างขวางเช่นนี้ทำให้รัฐวิสาหกิจสามารถดำรงสถานะผู้ครองตลาดได้โดยปราศจากการตรวจสอบ และปิดกั้นผู้ประกอบการเอกชนที่อาจมีประสิทธิภาพสูงกว่าไม่ให้เข้ามาแข่งขันได้อย่างเป็นธรรม
ยิ่งไปกว่านั้น ธรรมาภิบาลของรัฐวิสาหกิจยังซับซ้อนเนื่องจากมีรูปแบบทางกฎหมายที่หลากหลาย ทั้งองค์กรอิสระที่ตั้งขึ้นโดยกฎหมายเฉพาะ รัฐวิสาหกิจภายใต้พระราชกฤษฎีกา และบริษัทมหาชนจำกัด ความหลากหลายนี้ทำให้การกำกับดูแลแบบรวมศูนย์ทำได้ยาก และช่องว่างในการตรวจสอบก็กว้างตามไปด้วย นอกจากนี้ กรรมการในรัฐวิสาหกิจเชิงพาณิชย์หลายรายยังมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับฝ่ายรัฐ ซึ่งอาจเป็นอุปสรรคต่อการตัดสินใจเชิงพาณิชย์ที่เป็นอิสระ
OECD แนะนำให้ดำเนินการใน 3 แนวทางควบคู่กัน แนวทางแรกคือการแก้ไขพระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้าให้ครอบคลุมรัฐวิสาหกิจอย่างมีประสิทธิภาพ โดยให้คณะกรรมการการแข่งขันทางการค้ามีอำนาจสอบสวนและห้ามพฤติกรรมต่อต้านการแข่งขันของรัฐวิสาหกิจได้จริง แนวทางที่สองคือการยกระดับธรรมาภิบาลของรัฐวิสาหกิจให้สอดคล้องกับแนวปฏิบัติที่ดีของ OECD ด้านการกำกับดูแลกิจการ ซึ่งเป็นหนึ่งในเกณฑ์ที่จะถูกประเมินในกระบวนการสมัครสมาชิก และแนวทางที่สามคือการสำรวจโอกาสแปรรูปหรือลดสัดส่วนการถือหุ้นในรัฐวิสาหกิจที่ดำเนินธุรกิจในตลาดแข่งขัน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดภาระทางการคลังในระยะยาว
ด้านการค้า OECD เน้นว่าการเร่งเจรจา FTA กับตลาดส่งออกสำคัญ โดยเฉพาะกับสหภาพยุโรปที่ยังอยู่ระหว่างการเจรจา จะช่วยเพิ่มโอกาสส่งออกและลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งเกินไป
สำหรับการต่อสู้กับการทุจริต รายงานแนะนำให้เร่งดำเนินการตามข้อตกลงต่อต้านการให้สินบนของ OECD และสร้างระบบที่ส่งเสริมจริยธรรมในความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกรัฐสภาและกลุ่มผลประโยชน์
ชุดที่ 3: รับมือภูมิอากาศอย่างครบวงจรทั้งการปรับตัวและลดการปล่อยก๊าซ
ในด้านการปรับตัวต่อภูมิอากาศ OECD แนะนำให้พัฒนาระบบเตือนภัยล่วงหน้าและการบริหารจัดการภัยพิบัติอย่างครอบคลุมมากขึ้น รวมถึงการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่ทนทานต่อสภาพอากาศ และการทำแผนที่ความเสี่ยงอย่างละเอียดเพื่อการวางผังเมืองและการโซนพื้นที่
การพัฒนาตลาดประกันภัยสำหรับความเสียหายจากภัยธรรมชาติเป็นอีกประเด็นสำคัญ ปัจจุบันอัตราการเจาะตลาดประกันภัยชีวิตและทรัพย์สินที่ครอบคลุมความเสี่ยงจากภูมิอากาศของไทยอยู่ที่เพียง 5.3% ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยโลกที่ 7.4%
ด้านการลดการปล่อยก๊าซ OECD แนะนำให้เร่งเลิกใช้ถ่านหินในการผลิตไฟฟ้าและขยายพลังงานหมุนเวียน โดยคาดการณ์ว่าต้องการกำลังผลิตพลังงานหมุนเวียนเพิ่มอีก 32 GW เพื่อบรรลุเป้าหมายในปี 2573 การขยายคาร์บอนแท็กซ์ที่เพิ่งเริ่มจัดเก็บกับผลิตภัณฑ์น้ำมัน และการลดเงินอุดหนุนเชื้อเพลิงฟอสซิลก็เป็นสิ่งจำเป็น
ในส่วนของภาคขนส่ง รัฐบาลได้เสนอมาตรการลดภาษีสรรพสามิตสำหรับรถยนต์ไฮบริดและรถยนต์ไฮบริดน ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ในช่วงปี 2559 - 2575 เพื่อกระตุ้นการเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์สะอาด ซึ่งเป็นทิศทางที่สอดคล้องกับคำแนะนำของ OECD อย่างไรก็ตาม รายงานยังแนะนำให้เดินหน้าคู่ขนานด้วยการพิจารณาขึ้นภาษีรถยนต์เก่าที่ไม่ประหยัดพลังงาน และขยายโครงสร้างพื้นฐานสถานีชาร์จให้ครอบคลุมทั่วประเทศ เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านสู่ EV เกิดขึ้นได้จริงในวงกว้าง ไม่จำกัดอยู่แค่กลุ่มผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อสูง รวมถึงต้องออกแบบมาตรการจูงใจทางภาษีเหล่านี้ให้รอบคอบ เพื่อให้คุ้มค่าต่องบประมาณและไม่บิดเบือนการแข่งขันในตลาดโดยรวม
สำหรับภาคเกษตร รายงานแนะนำให้ขยายการเผยแพร่วิธีการเพาะปลูกที่มีความยืดหยุ่นต่อสภาพอากาศ ได้แก่ การหมุนเวียนพืชผล การอนุรักษ์ดิน การบริหารจัดการน้ำที่ดีขึ้น และการเลือกสายพันธุ์พืชที่ทนทานต่ออากาศร้อนและภัยแล้ง
ชุดที่ 4: แก้ปัญหาแรงงานนอกระบบอย่างครบวงจร
OECD แนะนำให้สร้างยุทธศาสตร์แห่งชาติที่ครอบคลุมเพื่อส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบ ซึ่งต้องทำในหลายมิติพร้อมกัน
มิติแรก ด้านการศึกษาและทักษะ แนะนำให้ยกระดับคุณภาพการศึกษาอาชีวศึกษาทั่วประเทศ สร้างทางเชื่อมต่อระหว่างอาชีวศึกษาและอุดมศึกษา และออกแบบหลักสูตรให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานจริง โดยเฉพาะการมีส่วนร่วมของภาคเอกชนในการออกแบบหลักสูตร นอกจากนี้ควรปรับปรุงระบบแนะแนวอาชีพในโรงเรียนเพื่อให้ทั้งนักเรียนชายและหญิงเข้าถึงทางเลือกอาชีพที่หลากหลาย
มิติที่สอง ด้านระบบคุ้มครองทางสังคม แนะนำให้ลดเงินสมทบประกันสังคมสำหรับผู้มีรายได้ต่ำโดยยกเว้นจากการมีส่วนร่วมภาคบังคับในโครงการสมทบ ซึ่งจะลดอุปสรรคทางการเงินในการเข้าสู่ระบบ พร้อมกันนี้ควรยกระดับสิทธิประโยชน์ของระบบเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ (Old Age Allowance) ที่ปัจจุบันยังต่ำกว่าเส้นความยากจน เพื่อลดความยากจนในวัยชรา
มิติที่สาม ด้านสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ แนะนำให้ทำการทบทวนกฎระเบียบอย่างครอบคลุมโดยมีเป้าหมายลดปริมาณและความซับซ้อนของระเบียบ ปรับปรุงกระบวนการขออนุญาตประกอบธุรกิจให้รวดเร็วและง่ายขึ้น
มิติที่สี่ ด้านระบบภาษีสำหรับธุรกิจขนาดเล็ก แนะนำให้นำระบบ Presumptive Tax มาใช้ โดยคิดภาษีจากยอดขายแทนการคำนวณกำไรที่ซับซ้อน พร้อมเชื่อมโยงกับสิทธิประโยชน์ประกันสังคม เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ธุรกิจขนาดเล็กและผู้ประกอบอาชีพอิสระเข้าสู่ระบบอย่างสมัครใจ
มิติที่ห้า ด้านการบังคับใช้กฎหมาย แนะนำให้เสริมสร้างความเข้มแข็งในการบังคับใช้กฎหมายแรงงาน กฎหมายภาษี และกฎระเบียบค่าแรงขั้นต่ำ แต่ต้องทำอย่างระมัดระวัง เพื่อให้การบังคับใช้นำแรงงานนอกระบบเข้าสู่ระบบ ไม่ใช่สู่การว่างงาน
สรุป: โอกาสสำคัญอยู่ตรงหน้า แต่ต้องการเจตจำนงทางการเมือง
รายงาน OECD ประมาณการว่า หากไทยดำเนินการปฏิรูปโครงสร้างตามคำแนะนำทั้งหมด โดยเฉพาะการปรับปรุงกฎระเบียบตลาดสินค้าและการลดแรงงานนอกระบบ จะสามารถยกระดับ GDP ให้สูงกว่ากรณีฐานได้ถึง 5% ใน 10 ปี และสูงกว่าเกือบ 15% ในระยะยาว
ด้านการคลัง หากดำเนินมาตรการทั้งหมด รายได้รัฐจะเพิ่มขึ้นสุทธิประมาณ 1.4% ของ GDP ต่อปีใน 5 ปี แม้จะมีการเพิ่มรายจ่ายด้านสวัสดิการ การศึกษา โครงสร้างพื้นฐาน และระบบบำนาญ
สิ่งที่ขาดไม่ได้คือเจตจำนงทางการเมือง (Political Will) ในการสร้างฉันทามติเพื่อผลักดันการปฏิรูปเหล่านี้ เพราะหลายมาตรการจะกระทบกลุ่มผลประโยชน์ที่ฝังตัวอยู่ในระบบมานาน ไม่ว่าจะเป็นการขึ้น VAT ที่อาจกระทบผู้บริโภค การปฏิรูปรัฐวิสาหกิจที่กระทบผู้มีส่วนได้เสีย หรือการแก้ไขกฎหมายแรงงานที่กระทบนายจ้างและลูกจ้างพร้อมกัน
สำหรับไทยในฐานะประเทศที่มีเป้าหมายชัดเจนที่จะก้าวสู่ประเทศรายได้สูงภายในปี 2580 และเป็นสมาชิก OECD ในอนาคต รายงานฉบับนี้ไม่ใช่แค่บทวิเคราะห์ แต่คือ "แผนที่เดินทาง" ที่ระบุทั้งปัญหาที่ต้องแก้และวิธีการแก้ไข ว่าจะเดินหน้าตามแผนนี้ได้เร็วและครบถ้วนแค่ไหน คือคำถามที่สังคมไทยต้องหาคำตอบร่วมกัน
ที่มา: OECD Economic Surveys: Thailand 2025, OECD Publishing, Paris, December 2025 DOI