นักวิชาการวิเคราะห์ปมฮั้ว สว. ชี้พรรคส้มเริ่มถึงจุดตัน ข้อมูลมากแต่ยังมีคำถามเรื่องคุณภาพหลักฐาน
เมื่อวันที่ 19 ส.ค. รศ.ดร.โอฬาร ถิ่นบางเตียว อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา แสดงความคิดเห็นต่อกรณีข้อกล่าวหาฮั้ว สว. ว่า ผู้ที่เป็นฝ่ายกล่าวหาก็ต้องตระหนักว่า ยิ่งข้อกล่าวหามีน้ำหนักและส่งผลกระทบต่อบุคคลมากเท่าใด ภาระในการพิสูจน์และความรับผิดชอบต่อข้อมูลก็ยิ่งสูงขึ้นตามไปด้วย ข้อมูลจำนวนมากไม่ได้หมายความโดยอัตโนมัติว่าจะกลายเป็นหลักฐานที่สามารถพิสูจน์ความผิดได้ สิ่งสำคัญกว่าคือคุณภาพของข้อมูล ที่มา ความน่าเชื่อถือ และความสามารถในการเชื่อมโยงข้อมูลเหล่านั้นไปถึงพฤติการณ์ของผู้ถูกกล่าวหาแต่ละคนอย่างชัดเจน
ในช่วงที่ผ่านมา พรรคประชาชนได้นำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับกรณีเลือก สว. หลายรูปแบบ ทั้งโพยหมายเลขผู้สมัคร ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล การเดินทางร่วมกัน การซื้อตั๋วเครื่องบิน ตลอดจนรายการโอนเงินในช่วงเวลาใกล้เคียงกับกระบวนการเลือก สว. โดยหนึ่งในข้อมูลสำคัญที่ถูกเปิดเผยคือรายการโอนเงินรวม 860,000 บาท จำนวน 13 ครั้ง ไปยังบุคคลที่ดำรงตำแหน่งเจ้าหน้าที่ กกต. ในขณะนั้น ข้อมูลลักษณะดังกล่าวย่อมมีคุณค่าในฐานะ “เหตุอันควรสงสัย” และสามารถเป็นจุดเริ่มต้นให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าไปตรวจสอบต่อได้ แต่การพบว่ามีการโอนเงินเกิดขึ้น ยังพิสูจน์ได้ในชั้นแรกเพียงว่ามีธุรกรรมเกิดขึ้นเท่านั้น
หากจะสรุปต่อว่าเงินดังกล่าวมีความเกี่ยวข้องกับการฮั้วเลือก สว. ก็จำเป็นต้องมีหลักฐานอีกหลายชั้น เช่น เงินนั้นมีวัตถุประสงค์อะไร ใครเป็นผู้สั่งการ ใครเป็นผู้รับประโยชน์ เหตุใดจึงต้องโอนในช่วงเวลาดังกล่าว และท้ายที่สุดมีความเชื่อมโยงกับการลงคะแนนหรือการจัดระบบเลือก สว. อย่างไร
การรู้จักกันพิสูจน์ได้ว่าบุคคลมีความสัมพันธ์กัน แต่ยังไม่ได้พิสูจน์ว่าร่วมกระทำผิด การเดินทางหรือประชุมร่วมกันอาจเป็นพฤติการณ์ประกอบ แต่ยังต้องมีหลักฐานอื่นมารองรับ ส่วนการปรากฏหมายเลขผู้สมัครอยู่ในโพยอาจทำให้เกิดคำถามเรื่องการจัดระบบการลงคะแนน แต่ก็ยังต้องตอบให้ได้ว่าใครเป็นผู้ทำโพย ใครเป็นผู้แจก ผู้รับนำไปใช้จริงหรือไม่ และมีผลต่อการลงคะแนนมากน้อยเพียงใด การมีข้อมูลหลายชิ้นเกิดขึ้นในเวลาใกล้เคียงกัน สามารถทำให้เกิดกรอบการตรวจสอบได้ แต่ความต่อเนื่องของเรื่องเล่าไม่สามารถใช้ทดแทนความต่อเนื่องของพยานหลักฐานได้
พรรคประชาชนมีสิทธิเต็มที่ในการตั้งคำถาม เปิดเผยข้อพิรุธ ส่งข้อมูลให้หน่วยงานตรวจสอบ ตลอดจนวิพากษ์วิจารณ์หากเห็นว่าหน่วยงานของรัฐทำงานล่าช้า แต่ในอีกด้านหนึ่ง การสื่อสารต่อสาธารณะต้องรักษาเส้นแบ่งให้ชัดเจนระหว่างคำว่า “อาจเกี่ยวข้อง” กับคำว่า “กระทำผิดแล้ว" หากต้องการยกระดับข้อมูลจาก “ข้อพิรุธ” ไปสู่ข้อกล่าวหาเรื่อง “ขบวนการฮั้ว” อย่างเต็มรูปแบบ อย่างน้อยต้องผ่านการพิสูจน์ 3 ชั้น
ชั้นแรก คือการพิสูจน์ความแท้จริงของหลักฐาน ไม่ว่าจะเป็นเอกสาร โพย รายการโอนเงิน คลิปเสียง หรือข้อความ ว่ามาจากแหล่งใด เป็นข้อมูลต้นฉบับหรือสำเนา มีการตัดต่อหรือดัดแปลงหรือไม่ และเส้นทางของข้อมูลก่อนถูกนำมาเผยแพร่เป็นอย่างไร
ชั้นที่สอง คือการพิสูจน์ความหมายของหลักฐาน เพราะธุรกรรมทางการเงิน ภาพถ่าย การเดินทาง หรือความสัมพันธ์ทางสังคม สามารถมีคำอธิบายได้หลายลักษณะ ผู้กล่าวหาจึงต้องตอบให้ได้ว่าเหตุใดข้อมูลนั้นจึงสะท้อนเจตนากระทำผิด และมีพยานแวดล้อมใดสนับสนุนข้อสรุปดังกล่าว
ชั้นที่สาม คือการพิสูจน์ความเกี่ยวข้องของผู้ถูกกล่าวหาเป็นรายบุคคล ซึ่งต้องพิจารณาถึงพฤติการณ์เฉพาะ เช่น การสั่งการ การรับรู้ การยินยอม การสนับสนุน หรือการเข้าร่วมกระทำ ไม่ใช่อาศัยเพียงการอยู่พรรคเดียวกัน รู้จักคนกลุ่มเดียวกัน หรือปรากฏอยู่ในแผนภาพเครือข่ายเดียวกัน การใช้แผนภาพเครือข่ายสื่อสาร เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ประชาชนเห็นภาพความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลได้ง่ายขึ้น แต่เส้นเชื่อมบนแผนภาพไม่ได้มีสถานะเท่ากับหลักฐานการร่วมกระทำผิด
หากใช้มาตรฐานว่า “รู้จักผู้ถูกกล่าวหา จึงต้องมีส่วนร่วม” ก็จะเป็นมาตรฐานที่อันตราย เพราะในสังคมการเมือง บุคคลจำนวนมากมีความสัมพันธ์ไขว้กัน และมาตรฐานลักษณะนี้สามารถถูกใช้ย้อนกลับไปกล่าวหาใครก็ได้ จากเครือข่ายทางสังคมเพียงอย่างเดียว และหากพรรคประชาชนเดินหน้าเปิดเผยข้อมูลโดยยังไม่สามารถแยกให้ชัดว่าจุดใดคือข้อเท็จจริง จุดใดคือข้อสงสัย และจุดใดเป็นการตีความ ก็ย่อมมีความเสี่ยงที่จะถูกผู้ที่ถูกพาดพิงใช้สิทธิทางกฎหมายตอบโต้กลับได้
เมื่อถามว่า มองว่าเรื่องฮั้ว สว. ดูเหมือนจะไม่ได้รับความสนใจจากประชาชนในระดับเดียวกับที่ฝ่ายการเมืองบางส่วนคาดหวังหรือไม่ รศ.ดร.โอฬาร กล่าวว่า ไม่ควรรีบสรุปว่าประชาชนเฉยชา ประชาชนไม่มีหน้าที่ต้องตอบสนองต่อทุกการแถลงข่าว พรรคการเมืองต่างหากที่ต้องแสดงให้เห็นว่า ข้อมูลที่นำเสนอมีความใหม่ มีน้ำหนัก และเติมเต็มช่องว่างจากหลักฐานเดิมได้อย่างไร พรรคประชาชนควรย้อนกลับมาถามตัวเองก่อนว่า ข้อมูลที่เปิดเผยใหม่นั้นใหม่จริงหรือไม่ หลักฐานที่เพิ่มเข้ามาช่วยทำให้ข้อกล่าวหาแข็งแรงขึ้นจากเดิมตรงไหน สามารถพิสูจน์เจตนาในการฮั้วได้เพียงใด ผู้ถูกพาดพิงได้มีโอกาสชี้แจงหรือยัง
รศ.ดร.โอฬาร กล่าวด้วยว่า พรรคประชาชนอาจกำลังเผชิญกับ “จุดตันของข้อมูล” คือมีข้อมูลจำนวนมาก แต่ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ปริมาณอีกต่อไป หากอยู่ที่ “คุณภาพและน้ำหนักในการพิสูจน์” ยิ่งมีการใช้ถ้อยคำว่า “หลักฐานใหม่” หลายครั้ง แต่เนื้อหาหลักยังวนอยู่กับข้อสงสัยเดิม สังคมก็ยิ่งมีโอกาสเกิดความเหนื่อยล้าต่อข้อมูล ประชาชนส่วนหนึ่งอาจเลือกที่จะรอผลจากหน่วยงานที่มีอำนาจไต่สวนและวินิจฉัยโดยตรง
หากพรรคประชาชนต้องการเดินหน้าต่อในเรื่องตีแผ่ฮั้ว สว. สิ่งสำคัญอาจไม่ใช่การเพิ่มจำนวนเวทีหรือเพิ่มปริมาณข้อมูล แต่คือการยกระดับคุณภาพของหลักฐานให้สามารถยืนได้ทั้งในพื้นที่สาธารณะและในกระบวนการทางกฎหมาย หากมีหลักฐานหนักแน่น ก็ควรรวบรวมให้ครบ จัดระบบให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ และส่งเข้าสู่หน่วยงานที่มีอำนาจ หากเห็นว่าหน่วยงานรัฐละเลย ก็ควรชี้ให้ชัดว่าหน่วยงานได้รับหลักฐานอะไร เมื่อใด และกระบวนการติดขัดอยู่ตรงไหน
แต่หากข้อมูลยังอยู่ในระดับ “ข้อพิรุธ” ก็ควรเรียกว่าข้อพิรุธ หากเป็น “ข้อสงสัย” ก็ควรเรียกว่าข้อสงสัย และหากเป็นเพียง “การตีความ” ก็ควรบอกสังคมตรง ๆ ว่าเป็นการตีความ จำนวนครั้งของการแถลงข่าวไม่สามารถทดแทนน้ำหนักของพยานหลักฐาน และความดังของข้อกล่าวหาไม่ใช่เครื่องวัดความจริง สิ่งที่พรรคต้องเพิ่มจึงอาจไม่ใช่ “ปริมาณข้อมูล” แต่คือ “คุณภาพของหลักฐาน” ที่สามารถพิสูจน์ข้อกล่าวหาได้จริง และไม่เปิดช่องให้ข้อกล่าวหาทางการเมืองย้อนกลับมากลายเป็นความเสี่ยงทางกฎหมายของผู้กล่าวหาเสียเอง