โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

องคมนตรีทำหน้าที่อะไร? เปิดข้อควรรู้เรื่ององคมนตรีตามรธน. 60

iLaw

อัพเดต 20 พ.ค. เวลา 14.14 น. • เผยแพร่ 20 พ.ค. เวลา 14.04 น. • iLaw

ในการประชุมกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (บกปภ.ช.) เพื่อเตรียมรับมือภัยแล้งปี 2569 เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2569 ผู้เข้าร่วมประชุมนอกจากจะมีฝ่ายการเมืองอย่าง อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และฝ่ายประจำ เช่น ผู้อำนวยการกองป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยท้องถิ่น แล้ว ยังมีผู้เข้าร่วมประชุมพิเศษ คือ คณะองคมนตรี ร่วมสังเกตการณ์ ให้คำแนะนำ และข้อห่วงใย จากเหตุการณ์ดังกล่าว ต่อมาเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม พรรคประชาชนได้ออกแถลงการณ์ว่ารัฐบาลกำลังกระทำการมิบังควร เสี่ยงละเมิดหลักการประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ด้วยว่าองคมนตรีเข้ามาร่วมกับฝ่ายบริหาร

ตามรัฐธรรมนูญ 2560 องคมนตรีมีบทบาทหลักเป็น “ที่ปรึกษาพระมหากษัตริย์” และยังมีหน้าอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับพระมหากษัตริย์ แต่ไม่ได้มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการบริหารราชการแผ่นดินโดยตรง องคมนตรีตามรัฐธรรมนูญ 2560 มีข้อแตกต่างจากองคมนตรีในอดีตตรงที่มีสถานะเป็น “ข้าราชการในพระองค์” สำหรับเงินประจำตำแหน่ง ได้หลักแสนบาทต่อเดือน

หน้าที่หลักตามรธน. 60 ถวายความเห็นต่อพระมหากษัตริย์

บทบาทหน้าที่หลักขององคมนตรี ตามรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 10 วรรคสอง ระบุว่า “คณะองคมนตรีมีหน้าที่ถวายความเห็นต่อพระมหากษัตริย์ในพระราชกรณียกิจทั้งปวงที่พระมหากษัตริย์ทรงปรึกษา และมีหน้าที่อื่นตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ” โดยพระมหากษัตริย์ทรงเลือกและทรงแต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิเป็นประธานองคมนตรีคนหนึ่งและองคมนตรีอื่นอีกไม่เกิน18 คนประกอบเป็นคณะองคมนตรี รวมเป็น 19 คน (มาตรา 10)

การเลือกและแต่งตั้งองคมนตรีหรือการให้องคมนตรีพ้นจากตำแหน่ง ให้เป็นไปตามพระราชอัธยาศัย โดยต้องมีผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้งประธานองคมนตรีและองคมนตรี กรณีของพระบรมราชโองการแต่งตั้งประธานองคมนตรีหรือให้ประธานองคมนตรีพ้นจากตำแหน่ง ประธานรัฐสภาเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ กรณีพระบรมราชโองการแต่งตั้งองคมนตรีอื่นหรือให้องคมนตรีอื่นพ้นจากตำแหน่ง ประธานองคมนตรีเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ (มาตรา 11)

นอกจากบทบาทเป็นที่ปรึกษาพระมหากษัตริย์ คณะองคมนตรีมีหน้าที่อื่นๆ ตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ ดังนี้

  • เสนอชื่อผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ตามที่พระมหากษัตริย์โปรดเกล้าฯ ไว้ก่อนแล้วให้ประธานรัฐสภาประกาศในปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์ ตั้งเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ในกรณีที่พระมหากษัตริย์จะไม่ประทับอยู่ในราชอาณาจักร หรือจะทรงบริหารพระราชภาระไม่ได้ และมิได้แต่งตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์หรือไม่สามารถทรงแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์เพราะยังไม่ทรงบรรลุนิติภาวะหรือเพราะเหตุอื่น แต่คณะองคมนตรีเห็นว่ามีความจำเป็นสมควรแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์และไม่อาจกราบบังคมทูลให้ทรงแต่งตั้งได้ทันการ (มาตรา 17 ประกอบมาตรา 16)

  • จัดทำร่างกฎมณเฑียรบาลแก้ไขเพิ่มเติมกฎมณเฑียรบาลเดิมขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายเพื่อมีพระราชวินิจฉัย กรณีที่พระมหากษัตริย์มีพระราชดำริจะแก้ไขเพิ่มเติมกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ พระพุทธศักราช 2467 เมื่อทรงเห็นชอบและทรงลงพระปรมาภิไธยแล้ว ให้ประธานองคมนตรีดำเนินการแจ้งประธานรัฐสภาเพื่อให้ประธานรัฐสภาแจ้งให้รัฐสภาทราบ และให้ประธานรัฐสภาลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ และเมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ให้ใช้บังคับเป็นกฎหมายได้ (มาตรา 20)

  • เสนอพระนามผู้สืบราชสันตติวงศ์ กรณีที่ราชบัลลังก์ว่างลงและพระมหากษัตริย์มิได้ทรงแต่งตั้งพระรัชทายาทไว้

สำหรับผู้ที่เป็นประธานองคมนตรี มีหน้าที่อื่นด้วย คือ

  • เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ชั่วคราวกรณีที่ยังไม่มีผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ตามมาตรา 16 หรือมาตรา 17 (มาตรา 18)

  • เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์เป็นการชั่วคราว ในระหว่างที่ยังไม่มีประกาศอัญเชิญองค์พระรัชทายาทหรือองค์ผู้สืบราชสันตติวงศ์ขึ้นทรงราชย์เป็นพระมหากษัตริย์ (มาตรา 22)

องคมนตรีตามรธน. 60 สถานะต่างจากอดีต เป็นข้าราชการในพระองค์ด้วย

หนึ่งในความเปลี่ยนแปลงสำคัญทางกฎหมายเกี่ยวกับพระมหากษัตริย์ภายใต้สมัยรัชกาลที่ 10 คือ การจัดระเบียบ “ราชการในพระองค์” ใหม่ผ่านบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 15 วรรคสอง ที่กำหนดเพิ่มขึ้นมาจากรัฐธรรมนูญฉบับถาวรในอดีตว่า “การจัดระเบียบราชการและการบริหารงานบุคคลของราชการในพระองค์ ให้เป็นไปตามพระราชอัธยาศัยตามที่บัญญัติไว้ในพระราชกฤษฎีกา” และการตราพระราชบัญญัติจัดระเบียบบริหารราชการในพระองค์ พ.ศ. 2560 และพระราชกฤษฎีกาจัดระเบียบราชการและการบริหารงานบุคคลของราชการในพระองค์ พ.ศ. 2560 กำหนดโอนย้ายสำนักพระราชวังและสำนักราชเลขาธิการและส่วนราชการอื่นในสังกัด รวมถึงข้าราชการพลเรือนในพระองค์ ข้าราชการทหาร และข้าราชการตำรวจภายใต้สังกัดหน่วยงานดังกล่าว ไปอยู่ภายใต้ “ส่วนราชการในพระองค์” ซึ่งประกอบด้วยส่วนราชการย่อย คือ สำนักงานองคมนตรี สำนักพระราชวัง และหน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์

พระราชกฤษฎีกาจัดระเบียบราชการและการบริหารงานบุคคลของราชการในพระองค์ พ.ศ. 2560 มาตรา 10 (1) กำหนดให้องคมนตรีเป็น 1 ในข้าราชการในพระองค์ 4 ประเภท นอกจากนี้ บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 12 ที่กำหนดเรื่องคุณสมบัติขององคมนตรี ก็เคยถูกแก้ไขมาแล้วหลังทำประชามติเมื่อ 7 สิงหาคม 2559 ตาม “ข้อสังเกตพระราชทาน” เพิ่มข้อความว่า “เว้นแต่การเป็นข้าราชการในพระองค์ในตำแหน่งองคมนตรี”

ร่างรัฐธรรมนูญก่อนแก้ไขตามข้อสังเกตพระราชทาน รัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 12 องคมนตรีต้องไม่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภาหรือดำรงตําแหน่งทางการเมืองอื่น ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ เจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ หรือสมาชิกหรือเจ้าหน้าที่ของพรรคการเมืองและต้องไม่แสดงการฝักใฝ่ในพรรคการเมืองใด ๆ มาตรา 12 องคมนตรีต้องไม่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา หรือดำรงตำแหน่งทางการเมืองอื่น ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ พนักงานรัฐวิสาหกิจ เจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ หรือสมาชิกหรือเจ้าหน้าที่ของพรรคการเมือง หรือข้าราชการเว้นแต่การเป็นข้าราชการในพระองค์ในตำแหน่งองคมนตรี และต้องไม่แสดงการฝักใฝ่ในพรรคการเมืองใด ๆ

ต่อความเปลี่ยนแปลงเรื่องนี้ วิษณุ เครืองาม เคยเขียนถึงไว้ในหนังสือชื่อ “เลขที่ 1 ถนนพิษณุโลก” ว่า คณะองคมนตรีไม่ได้เป็นเพียงที่ปรึกษาในพระองค์แบบนั่งโต๊ะประชุมถวายความเห็นเท่านั้น แต่เป็นข้าราชการในพระองค์ต้องออกปฏิบัติงานในพื้นที่ตามที่มีพระบรมราชวินิจฉัยในเรื่องที่ทรงสนพระราชหฤทัย เช่น ด้านการศึกษา ด้านการช่วยเหลือผู้พ้นโทษ[1]

ได้รับเงินประจำตำแหน่งหลักแสนต่อเดือน

สำหรับเงินประจำตำแหน่งขององคมนตรี รัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 183 กำหนดว่า เงินประจำตำแหน่งและประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นขององคมนตรี ประธานและรองประธานสภาผู้แทนราษฎร ประธานและรองประธานวุฒิสภา ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภา ให้กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา

เมื่อย้อนสืบค้นพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวในราชกิจจานุเบกษา พบฉบับล่าสุด คือ พระราชกฤษฎีกาเงินประจำตำแหน่งขององคมนตรีและรัฐบุรุษ พ.ศ. 2551 กำหนดอัตราเงินประจำตำแหน่งประธานองคมนตรี ได้รับเป็นรายเดือน เดือนละ 121,990 บาท และเงินประจำตำแหน่งองคมนตรี ได้รับเป็นรายเดือน เดือนละ 112,250 บาท

ต้นตอองค์กรที่ปรึกษาพระมหากษัตริย์ เริ่มในสมัยรัชกาลที่ 5

ความเป็นมาเป็นไปของการก่อตั้งองค์กรที่ปรึกษาพระมหากษัตริย์ เริ่มตั้งแต่สมัยของของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ที่เริ่มมีแนวคิดการตั้งที่ปรึกษาราชการในพระองค์ หรือ ปรีวีเคาน์ซิล (Privy Council) ซึ่งได้รับแนวคิดจากคณะองคมนตรีของอังกฤษ อันเป็นประเทศต้นแบบที่ใช้ระบอบพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ (Constitutional Monarchy / Parliamentary Monarchy) การก่อตั้งองค์กรที่ปรึกษาพระมหากษัตริย์ในอังกฤษ เริ่มมีพัฒนาการมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 1215 ที่ขุนนางชั้นผู้ใหญ่ ผู้นำทางศาสนา และชนชั้นกระฎุมพีบังคับให้พระเจ้าจอห์นลงนามในมหากฎบัตร (Magna Carta) กำหนดกรอบการใช้อำนาจของพระมหากษัตริย์และมีสภาที่ปรึกษาของพระมหากษัตริย์ (Curia Regis) ซึ่งต่อมาสภาที่ปรึกษาของพระมหากษัตริย์ก็พัฒนาเป็นคณะองคมนตรี[2]

สำหรับองคมนตรีของประเทศไทย หลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่ระบุรายละเอียดเรื่องที่ปรึกษาราชการในพระองค์ไว้โดยตรง คือพระราชบัญญัติปรีวีเคาน์ซิลคือที่ปฤกษาในพระองค์ จุลศักราช 1236 (พ.ศ. 2417) กำหนดให้พระมหากษัตริย์สามารถตั้งที่ปรึกษาในพระองค์ได้จากพระบรมวงศานุวงศ์ตามแต่ที่เห็นสมควร จำนวนมากน้อยเพียงใดไม่ได้กำหนดไว้ กรอบระยะเวลาการทำงาน คือ ต้องอยู่จนถึงหกเดือนนับแต่สิ้นรัชสมัยของพระมหากษัตริย์พระองค์ที่แต่งตั้งมา ถ้าพระมหากษัตริย์พระองค์ใหม่ขึ้นครองราชย์ ก็ต้องตั้งที่ปรึกษาใหม่ ต่อให้พระมหากษัตริย์เห็นสมควรให้ที่ปรึกษาคนก่อนเป็นที่ปรึกษาคนต่อไป ก็ต้องตั้งใหม่เช่นกัน

เมื่อมาถึงรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ทรงตั้งองค์กรที่ทำหน้าที่ปรึกษาราชการในพระองค์เป็นสององค์กรหลัก คือ อภิรัฐมนตรีสภา และองคมนตรี

อภิรัฐมนตรีสภา ถูกตั้งขึ้นโดยพระราชดำรัสทรงตั้งอภิรัฐมนตรีสภา ไม่ได้กำหนดจำนวนอภิรัฐมนตรีไว้ตายตัว เพียงแต่ระบุว่า “ให้มีจำนวนสมาชิกแต่น้อย” ในปี 2468 ชุดแรกประกอบด้วยสมาชิกห้าราย ได้แก่ 1) สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช 2) สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงนครสวรรค์วรพินิต 3) สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระนริศรานุวัตติวงศ์ 4) กรมพระดำรงราชานุภาพ และ 5) กรมพระจันทบุรีนฤนาถ ต่อมาในปี 2473ทรงตั้งสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงลพบุรีราเมศวร์ เป็นอภิรัฐมนตรี เพิ่มอีกหนึ่งราย และในปี 2474ทรงตั้งกรมพระกำแพงเพชรอัครโยธิน และกรมหมื่นเทววรศวโรทัย เป็นอภิรัฐมนตรี เพิ่มอีกสองราย ภายหลังคณะราษฎรเข้าอภิวัฒน์สยาม อภิรัฐมนตรีก็ถูกยกเลิกไปด้วยประกาศเลิกอภิรัฐมนตรีสภา ลงวันที่ 14 กรกฎาคม 2475

ขณะที่อีกองค์กรคือ องคมนตรี ในปี 2470 รัชกาลที่ 7 ทรงตราพระราชบัญญัติองคมนตรี และยกเลิกพระราชบัญญัติปรีวีเคาน์ซิลคือที่ปฤกษาในพระองค์ มาตรา 4 กำหนดให้พระมหากษัตริย์เลือกผู้ที่จะเป็นองคมนตรี จากผู้มีสัญชาติไทยและทรงเห็นว่าเป็นผู้ทรงคุณวุฒิและทรงคุณธรรมตามสมควร ทั้งนี้ ไม่ได้จำกัดว่าผู้ที่จะเป็นองคมนตรีนั้นต้องเป็นพระบรมวงศานุวงศ์เท่านั้น วาระการดำรงตำแหน่งต้องอยู่ไปอีกหกเดือนหลังสิ้นรัชสมัย

พระราชบัญญัติองคมนตรี กำหนดรูปแบบการทำงานให้องคมนตรีหลักๆ เป็น สภากรรมการองคมนตรี ทำหน้าที่ประชุมเพื่อปรึกษาหารือข้อราชการตามที่พระมหากษัตริย์พระราชทานลงมา มีจำนวน 40 คน และยังวางหลักเอกสิทธิ์ (Privileged) ให้กรรมการองคมนตรีไม่ต้องรับผิดในถ้อยคำที่ได้การแสดงความเห็น หรือที่ได้ออกเสียงลงมติคะแนนในที่ประชุมสภาองคมนตรี บุคคลใดจะฟ้องร้องกรรมการองคมนตรีเพราะเหตุดังกล่าวไม่ได้

เช่นเดียวกับอภิรัฐมนตรีสภา หลังเปลี่ยนแปลงการปกครองพระราชบัญญัติองคมนตรี พุทธศักราช 2470 ก็ถูกยกเลิกไปในวันเดียวกัน เมื่อ 14 กรกฎาคม 2475 ภายใต้ระยะเปลี่ยนผ่าน รัฐธรรมนูญสามฉบับแรก กล่าวคือ รัฐธรรมนูญ 2475 รัฐธรรมนูญ 10 ธันวาคม 2475 และรัฐธรรมนูญ 2489 ไม่ได้กำหนดบทบัญญัติเรื่ององคมนตรีหรืออภิรัฐมนตรีไว้ ช่วงเวลาดังกล่าว จึงไม่มีกฎหมายตั้งองค์กรที่ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาพระมหากษัตริย์โดยตรง

รัฐธรรมนูญใต้ตุ่ม ฟื้นคืนอภิรัฐมนตรี เป็นที่ปรึกษาพระมหากษัตริย์-บริหารราชการในพระองค์

ต่อมา หลังรัชกาลที่ 8 เสด็จสวรรคตด้วยพระแสงปืน ณ ห้องบรรทม เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2489 ร่วม 5 เดือนต่อมาก็เกิดเหตุรัฐประหาร 8 พฤศจิกายน 2490 รัฐธรรมนูญ 2489 ถูกยกเลิกไปและประกาศใช้รัฐธรรมนูญ (ชั่วคราว) 2490 หรือชื่อเรียกลำลองว่า “รัฐธรรมนูญใต้ตุ่ม” เพราะน.อ. กาจ กาจสงคราม ผู้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้และหนึ่งในแกนนำรัฐประหารรัฐธรรมนูญเตรียมไว้ก่อนและซ่อนไว้ใต้ตุ่ม รัฐธรรมนูญฉบับนี้กำหนดตั้ง “อภิรัฐมนตรี” ขึ้นมา ในหมวด 1 พระมหากษัตริย์ มาตรา 9 บัญญัติว่า “พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งอภิรัฐมนตรีเป็นตำแหน่งสำหรับถวายคำปรึกษาในราชการแผ่นดิน” ขณะที่รายละเอียด เขียนแยกหมวด 2 ให้เป็นหมวดสำหรับอภิรัฐมนตรีโดยเฉพาะ มีจำนวนบทบัญญัติทั้งหมด 8 มาตรา กำหนดให้ อภิรัฐมนตรีมีจำนวน 5 ราย ทำหน้าที่เป็นผู้บริหารราชการในพระองค์และถวายคำปรึกษาแด่พระมหากษัตริย์ โดยจะพ้นตำแหน่งเมื่อ ลาออก ทุพพลภาพ หรือตาย

หากตำแหน่งว่างลง พระมหากษัตริย์จะตั้งอภิรัฐมนตรีแทน จากผู้มีคุณสมบัติ คือ 1) รับราชการประจำมาแล้วไม่น้อยกว่า 12 ปี และ 2) เคยรับราชการอย่างต่ำตำแหน่งอธิบดีหรือเคยเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมาแล้วไม่น้อยกว่า 4 ปี

รัฐธรรมนูญ (ชั่วคราว) 2490 เป็นรัฐธรรมนูญฉบับแรกและฉบับเดียว ที่กำหนดตั้งอภิรัฐมนตรี รัฐธรรมนูญหลังจากนั้น ไม่ได้กำหนดองค์กรที่ปรึกษาพระมหากษัตริย์ในชื่ออภิรัฐมนตรีอีกต่อไป แต่รัฐธรรมนูญ 2492 เป็นต้นไปวางตำแหน่งแห่งที่ให้กับ “องคมนตรี” โดยมีจำนวนที่มากกว่าอภิรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญ (ชั่วคราว) 2490

รัฐธรรมนูญ 2492 ฉบับแรกตั้งองคมนตรี จำนวนเพิ่มขึ้นหลัง 2534 มากสุด 19 คน

สภาร่างรัฐธรรมนูญ ได้จัดทำรัฐธรรมนูญ 2492 มีชื่อขององค์กร “องคมนตรี” ปรากฏขึ้นเป็นครั้งแรกในหมวด 2 พระมหากษัตริย์ มาตรา 13 กำหนดให้พระมหากษัตริย์ทรงเลือกและแต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิเป็นประธานองคมนตรี 1 คน และองคมนตรีอีกไม่มากกว่า 8 คน รวมเป็นคณะองคมนตรีจำนวน 9 คน โดยองคมนตรีมีหน้าที่ถวายความเห็นต่อพระมหากษัตริย์ในพระราชกรณียกิจทั้งปวงที่พระมหากษัตริย์ทรงปรึกษา และตั้งแต่รัฐธรรมนูญ 2492 เป็นต้นมา ในรัฐธรรมนูญถาวรก็ไม่เคยกำหนดให้องคมนตรีเป็นผู้บริหารราชการในพระองค์เหมือนอภิรัฐมนตรีในรัฐธรรมนูญ (ชั่วคราว) 2490

รัฐธรรมนูญฉบับนี้ กำหนดลักษณะต้องห้ามขององคมนตรีชัดเจน ต้องมีความ “เป็นกลาง” ทางการเมือง กล่าวคือ ต้องไม่เป็นข้าราชการประจำ รัฐมนตรีหรือข้าราชการการเมืองอื่น สว. สส. สมาชิกหรือเจ้าหน้าที่พรรคการเมือง และต้องไม่แสดงการฝักใฝ่ในพรรคการเมืองใดๆ จะพ้นตำแหน่งต่อเมื่อ ตาย ลาออก หรือมีพระบรมราชโองการให้พ้นจากตำแหน่ง ในแง่พิธีการ ก็รับอิทธิพลมาจากกฎหมายในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ก่อนเข้ารับหน้าที่องคมนตรีต้องปฏิญาณตนต่อหน้าพระมหากษัตริย์

รัฐธรรมนูญ 2475 แก้ไขเพิ่มเติม 2495 เดินรอยตามรัฐธรรมนูญ 2492 โดยคงจำนวนคณะองคมนตรีไว้ไม่เกิน 9 คน แต่มีข้อแตกต่างในเรื่องลักษณะต้องห้าม เนื่องจากรัฐธรรมนูญ 2475 แก้ไขเพิ่มเติม 2495 กำหนดรูปแบบรัฐสภาเป็นสภาเดี่ยว ไม่มี สว. จึงไม่ได้ระบุห้ามเอาไว้ แต่ยังคงห้ามองคมนตรีเป็น สส.

ธรรมนูญการปกครอง 2502 แม้จะเป็นรัฐธรรมนูญชั่วคราวจากคณะรัฐประหาร แต่ก็ยังมีบทบัญญัติที่กำหนดองค์กรองคมนตรี กำหนดจำนวน และระบุถึงพระราชอำนาจให้การแต่งตั้งตามพระราชอัธยาศัย ในรัฐธรรมนูญชั่วคราวจากคณะรัฐประหารฉบับต่อๆ มาก็เดินตามรอยนี้ ต่อให้มีจำนวนบทบัญญัติน้อย และไม่ได้แยกหมวดหมู่ออกเป็นเฉพาะ แต่อย่างน้อยจะมีบทบัญญัติหนึ่งมาตรา ที่กำหนดว่า “ให้มีคณะองคมนตรีคณะหนึ่ง มีจำนวนไม่เกิน … คน การแต่งตั้งและการพ้นจากตำแหน่งขององคมนตรีให้เป็นไปตามพระราชอัธยาศัย”

จำนวนคณะองคมนตรี คงไว้ที่ไม่เกินเก้าคนเรื่อยมาจนถึงธรรมนูญการปกครอง 2515 อันเป็นรัฐธรรมนูญฉบับที่ 9 ต่อมาในรัฐธรรมนูญ 2517 ซึ่งจัดทำในช่วงหลังเหตุการณ์ชุมนุมครั้งใหญ่ 14 ตุลาคม 2516 ก็กำหนดจำนวนองคมนตรีเพิ่มขึ้น จากไม่เกิน 9 คนเป็นไม่เกิน 15 คนรวมประธานองคมนตรี รัฐธรรมนูญอีกสี่ฉบับ ได้แก่ รัฐธรรมนูญ 2519 ถึง ธรรมนูญการปกครอง 2534 ยังคงจำนวนคณะองคมนตรีไว้ที่ไม่เกิน 15 คน และเพิ่มขึ้นเป็นไม่เกิน 19 คน ตั้งแต่รัฐธรรมนูญ 2534 ถึงรัฐธรรมนูญ 2560

[1] วิษณุ เครืองาม, เลขที่ 1 ถนนพิษณุโลก (คณะรัฐมนตรีและราชกิจจานุเบกษา 2566) 257-258.

[2] ชาญชัย แสวงศักดิ์, กฎหมายรัฐธรรมนูญ : แนวคิดและประสบการณ์ของต่างประเทศ (พิมพ์ครั้งที่ 6, วิญญูชน 2560) 144.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...