CPF กำไร Q1/69 ที่ 4,875 ลบ.อ่อนตัว 43% จากราคาเนื้อสุกรลดลง
#CPF #ทันหุ้น-บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน)หรือ CPF แจ้งตลาดหลักทรัพย์ฯว่า ไตรมาส 1/69 มีกำไร 4,874.80 ล้านบาท ลดลง 43% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน ที่มีกำไร 8,549.18 ล้านบาท
ในไตรมาส 1/69 มีรายได้จากการขายจํานวน 136,697 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 5 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งหากไม่นับรวมผลกระทบจากการแปลงค่างบการเงินที่ได้รับผลกระทบจากการแข็งค่าของสกุลเงินบาท รายได้จากการขายจะลดลงร้อยละ 1.6 โดยมีเหตุผลสําคัญจากระดับราคาขายเฉลี่ยของสุกรในหลายประเทศโดยเฉพาะประเทศไทย อยู่ในระดับที่ตํ่ากว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน
ส่วนกําไรขั้นต้นลดลงจากปีที่ผ่านมาจํานวน 5,156 ล้านบาท โดยอัตรากําไรขั้นต้นปรับตัวลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งมีสาเหตุหลักมาจากระดับราคาสุกรในหลายประเทศที่ตํ่ากว่าปีที่ผ่านมา เนื่องจากเกิดภาวะเนื้อสุกรล้นตลาดในหลายประเทศ กําลังซื้อของผู้บริโภคอ่อนตัวลง ส่งผลให้ระดับราคาสุกรปรับตัวลดลงและกดดันอัตรากําไรขั้นต้น
และส่วนแบ่งกําไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วมและการร่วมค้าจํานวน 1,367 ล้านบาท ลดลง 2,076 ล้านบาทจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ปัจจัยหลักมาจากผลขาดทุนของบริษัทร่วมในประเทศจีนที่ดําเนินธุรกิจอาหารสัตว์และเลี้ยงสัตว์ประเภทสุกร ซึ่งได้รับผลกระทบจากภาวะราคาสุกรตกตํ่าเนื่องจากอุปทานส่วนเกินภายในประเทศ
**จำหน่ายหุ้นที่ซื้อคืน
CPF แจ้งอีกว่า คณะกรรมการบริษัทได้มีมติอนุมัติการจำหน่ายหุ้นที่ซื้อตืนจากโครงการซื้อหุ้นคืนปี 2565 จำนวน 163,901,800 หุ้น หรือคิดเป็น 1.95% ของหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมดของบริษัท ผ่านระบบการซื้อขายของตลาดหลักทรัพย์ ในช่วงระหว่างวันที่ 20 พ.ค. ถึง 18 มิ.ย. 2569
ซีพีเอฟรายงานไตรมาส 1/69 กำไรสุทธิ 4,875 ล้านบาท เดินหน้าบริหารธุรกิจท่ามกลางแรงกดดันเศรษฐกิจโลก
ซีพีเอฟ ประกาศผลการดำเนินงานไตรมาสที่ 1 ปี 2569 มีกำไรสุทธิ 4,875 ล้านบาท โต 349% เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ 4 ของปี 2568 ภาวะเนื้อสัตว์ล้นตลาดคลี่คลายลง โดยยอดขาย 65% มาจากกิจการในต่างประเทศ
บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 1 ปีนี้ ด้วยยอดขาย 136,697 ล้านบาท ลดลงจากระยะเดียวกันของปีก่อนประมาณ 5% โดยสาเหตุหลักมาจากผลกระทบจากการแปลงค่าเงินจากสกุลเงินท้องถิ่นของกิจการในต่างประเทศเป็นสกุลเงินไทยในงบการเงิน รายได้จากการขายประมาณ 65% เกิดจากกิจการในต่างประเทศจำนวน 13 ประเทศ ขณะที่ประเทศเวียดนามมีสัดส่วนรายได้จากการขายเป็นลำดับที่ 2 รองจากประเทศไทย คิดเป็น 18% ของรายได้รวม
นายประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร ซีพีเอฟ เปิดเผยว่า ผลประกอบการในไตรมาสแรกปีนี้ มีสัญญาณการฟื้นตัวจากภาวะเนื้อสัตว์ล้นตลาดจากช่วงปลายปีที่ผ่านมาชัดเจน สะท้อนถึงประสิทธิภาพในการบริหารจัดการธุรกิจและการดำเนินมาตรการเพิ่มประสิทธิภาพอย่างต่อเนื่อง ยกเว้นในประเทศจีนที่เผชิญกับภาวะเนื้อสุกรล้นตลาดค่อนข้างมาก ทำให้ผลประกอบการไม่เป็นไปตามเป้าหมาย
อย่างไรก็ตาม ในปีนี้ภายใต้ความท้าทายจากปัจจัยภายนอก ไม่เพียงแต่แรงกดดันจากราคาพลังงานที่สูงขึ้นจากความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ที่ทำให้ค่าขนส่ง ค่าบรรจุภัณฑ์ และวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตอาหารสัตว์ปรับตัวสูงขึ้น ยังรวมถึงปัจจัยสำคัญจากภาวะเศรษฐกิจที่ยังไม่สดใส กำลังซื้อทั่วโลกลดลง ผู้บริโภคมีความระมัดระวังในการใช้จ่าย ที่อาจก่อให้เกิดภาวะเงินฝืดในหลายประเทศ บริษัทฯได้เตรียมความพร้อมผ่านการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานอย่างครบวงจร เพื่อลดทอนผลกระทบจากความผันผวนและรักษาขีดความสามารถในการทำกำไรให้มั่นคงที่สุด รวมไปถึงแผนงานในการพัฒนาสินค้าอาหารพร้อมรับประทานที่ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค ซึ่งปัจจุบันมีพฤติกรรมที่ต้องการความสะดวกสบายในการเข้าถึงอาหารมากขึ้น โดยได้ขยายงานในส่วนนี้ในหลายประเทศด้วยเช่นกัน และเห็นโอกาสในธุรกิจนี้ในประเทศเวียดนามที่ชัดเจน
ทั้งนี้ หากเปรียบเทียบผลการดำเนินงานของไตรมาส 1 ปีนี้ เทียบกับระยะเวลาเดียวกันของปีก่อน กำไรของบริษัทลดลงประมาณ 43% เนื่องจากเกิดภาวะเนื้อสุกรล้นตลาดในหลายประเทศ กำลังซื้อของผู้บริโภคอ่อนตัวลง แต่อย่างไรก็ตาม ภาวะความสมดุลเริ่มดูดีขึ้นต่อเนื่องจนถึงครึ่งปีหลังปีนี้