โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

จีนรุกหนักปราบฟอกเงินคริปโต เล็งเอาผิดผู้ใช้มิกเซอร์-Privacy Coin

Manager Online

เผยแพร่ 14 ก.ค. เวลา 11.08 น. • MGR Online

อัยการจีนเสนอให้รุกคดีฟอกเงินผ่านคริปโทเคอร์เรนซีอย่างเป็นระบบ หลังเทคโนโลยีไร้ศูนย์กลางและการโอนข้ามพรมแดนทำให้การไล่เส้นทางเงินยากขึ้น ข้อเสนอสำคัญคือให้การใช้เครื่องมือปกปิดธุรกรรม เช่น มิกเซอร์ และ Privacy Coin เป็นพฤติการณ์ที่อาจใช้อนุมานเจตนาฟอกเงินได้ ขณะที่แรงขับเคลื่อนครั้งนี้ไม่ได้เปลี่ยนเพียงวิธีสืบสวน แต่สะท้อนว่าปักกิ่งกำลังยกระดับ “การควบคุมหลังธุรกรรม” ในตลาดที่จีนห้ามซื้อขายอยู่แล้วโจทย์ใหญ่จึงไม่ใช่แค่การจับผู้กระทำผิด หากคือเส้นแบ่งระหว่างการติดตามอาชญากรรมกับสิทธิในความเป็นส่วนตัวทางการเงิน

ข้อเสนอจากฝ่ายอัยการจีนกำลังส่งสัญญาณแข็งกร้าวไปยังโลกคริปโต เมื่อบทความเชิงวิชาการที่เผยแพร่บนเว็บไซต์ของสำนักอัยการประชาชนสูงสุดจีน เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ.2569 เรียกร้องให้หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายเปลี่ยนท่าทีจากการรอพบความผิด ไปสู่การตรวจจับธุรกรรมต้องสงสัยเชิงรุก โดยเพ่งเล็งเครื่องมือที่ออกแบบมาเพื่อลดการเปิดเผยเส้นทางเงินเป็นพิเศษ

สาระไม่ได้อยู่แค่คำประกาศปราบปรามฟอกเงิน ซึ่งเป็นวาทกรรมที่รัฐบาลทั่วโลกใช้กันอยู่แล้ว หากแต่อยู่ที่แนวคิดการยกระดับ “พฤติการณ์ทางเทคนิค” ให้กลายเป็นฐานสำหรับอนุมานเจตนาทางอาญา กล่าวคือ การใช้มิกเซอร์ การถือครองหรือเคลื่อนย้ายผ่าน Privacy Coin การรีบขายสินทรัพย์ดิจิทัลมูลค่าสูงในลักษณะผิดวิสัย หรือการโอนเงินก้อนใหญ่ถี่ผิดปกติผ่านกระเป๋าเงินนิรนามที่อธิบายที่มาไม่ได้ อาจถูกมองว่าเป็นสัญญาณชี้ไปสู่การฟอกเงิน

ข้อเสนอนี้มาจาก หยาง อิ่งเจี๋ย , กัว เส้าโหยว , และ หลิว ซินฉี ซึ่งมีทั้งเจ้าหน้าที่อัยการท้องถิ่นและนักวิชาการกฎหมายจากมหาวิทยาลัยเซียงถานร่วมกันแสดงความเห็น โดยชี้ว่ากฎหมายและกระบวนการสอบสวนแบบเดิม ตามไม่ทันโครงสร้างของสินทรัพย์ดิจิทัล จนเกิดปัญหาซ้อนกันสามชั้น คือ ระบุความผิดได้ไม่ชัด เก็บหลักฐานได้ยาก และยึดคืนทรัพย์สินให้รัฐหรือผู้เสียหายได้ลำบาก

ภาพใหญ่จึงเป็นมากกว่าคดีอาชญากรรมไซเบอร์รายกรณี จีนกำลังพยายามเขียนกติกาใหม่สำหรับพื้นที่การเงินที่ไม่มีธนาคารเป็นด่านหน้า ไม่มีพรมแดนเป็นรั้วกั้น และไม่มีชื่อจริงปรากฏบนธุรกรรมตั้งต้น

มิกเซอร์และ Privacy Coin ถูกดันขึ้นแท่น “ธงแดง”

ในโลกคริปโต มิกเซอร์คือบริการที่นำเหรียญจากผู้ใช้หลายรายมาผสมและกระจายออกไป เพื่อลดความสามารถในการเชื่อมโยงต้นทางกับปลายทางของธุรกรรม ส่วน Privacy Coin เป็นสินทรัพย์ดิจิทัลที่พัฒนาเทคโนโลยีปิดบังข้อมูลธุรกรรมและตัวตนให้เข้มกว่าบล็อกเชนสาธารณะทั่วไป ตัวอย่างที่เป็นที่รู้จัก ได้แก่ Monero และ Zcash

ข้อเสนอของฝ่ายอัยการจีนมองว่าเครื่องมือเหล่านี้มิใช่เพียงตัวกลางทางเทคนิค แต่เป็นอุปกรณ์ที่มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อกลบเกลื่อนร่องรอยการโอนเงิน จึงควรเปิดทางให้ศาลหรือพนักงานสอบสวนอนุมานว่า ผู้ใช้อาจรับรู้และมีเจตนาเกี่ยวข้องกับการฟอกเงิน เว้นแต่จะแสดงหลักฐานหักล้างได้อย่างมีน้ำหนัก

นี่คือจุดที่ทำให้ประเด็นร้อนขึ้นทันที เพราะการใช้เทคโนโลยีคุ้มครองความเป็นส่วนตัวไม่ได้แปลว่าเป็นอาชญากรรมโดยตัวมันเอง ผู้ใช้อาจมีเหตุผลด้านความปลอดภัยส่วนบุคคล การปกป้องข้อมูลธุรกิจ หรือการไม่ต้องการเปิดเผยฐานะทางการเงินต่อสาธารณะ ทว่าในมุมของฝ่ายบังคับใช้กฎหมาย การเลือกใช้เครื่องมือที่ทำลายเส้นทางตรวจสอบเงิน ย่อมเพิ่มน้ำหนักของข้อสงสัยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

รายงานของ The Block ระบุว่า แนวคิดดังกล่าวครอบคลุมถึงการใช้ Decentralized Exchange หรือแพลตฟอร์มซื้อขายแบบไร้ศูนย์กลาง ซึ่งทำงานโดยไม่ต้องอาศัยตัวกลางแบบสถาบันการเงินดั้งเดิม ความท้าทายจึงอยู่ตรงที่ธุรกรรมหนึ่งอาจแตกเป็นหลายส่วน ย้ายข้ามบล็อกเชนหลายเครือข่าย และเดินทางผ่านหลายเขตอำนาจศาลภายในเวลาไม่กี่นาที

เมื่อกฎหมายตามเทคโนโลยีไม่ทัน

บทความของสำนักอัยการประชาชนสูงสุดสะท้อนปัญหาที่ลึกกว่าการขาดเครื่องมือสืบสวน นั่นคือความไม่สอดคล้องระหว่างกฎหมายป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินกับกฎหมายอาญา

แม้กฎหมายป้องกันการฟอกเงินของจีนจะไม่ได้จำกัดประเภทความผิดต้นทางอย่างแคบเหมือนเดิม แต่ความผิดฐานฟอกเงินตามกฎหมายอาญายังผูกกับความผิดต้นทางเพียง 7 ประเภท ส่งผลให้คดีจำนวนมากที่เกี่ยวข้องกับการแปลงหรือปกปิดรายได้ผิดกฎหมายผ่านคริปโทเคอร์เรนซี ต้องถูกดำเนินคดีภายใต้ฐานความผิดปกปิดหรือซ่อนเร้นทรัพย์สินจากการกระทำผิด แทนที่จะเป็นความผิดฐานฟอกเงินโดยตรง

ผลลัพธ์คือการใช้ข้อหากว้าง ๆ จนมีลักษณะคล้าย “ตะกร้ารับทุกคดี” ขณะที่พฤติกรรมฟอกเงินซึ่งควรถูกแยกออกมาให้เห็นโครงสร้างการสนับสนุนอาชญากรรม กลับถูกกลืนหายไปในคดีฐานอื่น

ฝ่ายอัยการจึงเสนอให้ยกระดับหลักการ “หนึ่งคดี สองการตรวจสอบ” ให้เป็นกระบวนการบังคับใช้จริง ทุกคดีความผิดต้นทางควรต้องตรวจสอบเส้นทางฟอกเงินควบคู่กัน ตั้งแต่ชั้นสอบสวนต้องมีรายงานวิเคราะห์การเคลื่อนย้ายคริปโทเคอร์เรนซีที่เกี่ยวข้อง พอถึงชั้นอัยการต้องพิจารณาว่ามีการฟอกเงินแยกต่างหากหรือไม่ รวมถึงใช้บทบัญญัติเอาผิดผู้กระทำความผิดต้นทางที่ฟอกเงินของตนเอง

หากแนวคิดนี้ถูกผลักดันเป็นแนวปฏิบัติจริง ภาระของเจ้าหน้าที่ไม่ได้จบลงเมื่อจับคนร้ายในคดีฉ้อโกง การพนันผิดกฎหมาย หรือการหลอกลงทุนได้ แต่ต้องสาวต่อว่าทรัพย์สินถูกเปลี่ยนสภาพ เคลื่อนย้าย หรือซ่อนผ่านคริปโตอย่างไร ใครเป็นผู้ช่วยเปิดทาง และทรัพย์อยู่ที่ใดในท้ายที่สุด

บล็อกเชนโปร่งใส แต่การระบุตัวคนไม่ง่าย

ความย้อนแย้งของคดีคริปโตอยู่ตรงที่ธุรกรรมบนบล็อกเชนสาธารณะจำนวนมากเปิดให้ทุกคนตรวจสอบได้ ข้อมูลการโอน บัญชีปลายทาง และเวลาเกิดธุรกรรมบันทึกอยู่บนเครือข่ายอย่างต่อเนื่อง แต่สิ่งที่ไม่ปรากฏโดยอัตโนมัติคือ เจ้าของกระเป๋าเงินนั้นเป็นใคร

ผู้เขียนบทความเสนอหลัก “การพิสูจน์ความแท้ด้วยตัวเองของข้อมูลบล็อกเชน” สำหรับข้อมูลธุรกรรมที่ตรวจสอบได้ผ่าน Blockchain Explorer สาธารณะ และมีค่าแฮชตรงกัน ซึ่งอาจช่วยลดข้อโต้แย้งเรื่องความครบถ้วนของหลักฐานอิเล็กทรอนิกส์

ควบคู่กันนั้น รายงานวิเคราะห์เส้นทางเงินจากบริษัทวิเคราะห์บล็อกเชนที่มีมาตรฐาน อาจได้รับสถานะเป็นหลักฐานเฉพาะทาง หรืออย่างน้อยเป็นส่วนขยายของบันทึกการตรวจพิสูจน์ อย่างไรก็ดี ศาลและอัยการยังต้องตรวจสอบความน่าเชื่อถือของเครื่องมือ วิธีการวิเคราะห์ และความเป็นกลางของข้อสรุป มิฉะนั้นเทคโนโลยีจะกลายเป็นกล่องดำที่ถูกยกขึ้นมาแทนการพิสูจน์ข้อเท็จจริง

ประเด็นสำคัญคือ จีนไม่ได้เสนอให้ติดตามทุกธุรกรรมอย่างไร้ขอบเขต แต่กำลังมองหากรอบกฎหมายเพื่อใช้การติดตามแบบเรียลไทม์ การวิเคราะห์ข้อมูลการสื่อสาร และการตรวจสอบเชิงเทคนิคภายใต้กระบวนการอนุมัติที่ชัดเจน โดยเน้นว่าต้องหาสมดุลระหว่างการปราบอาชญากรรมกับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลและความมั่นคงไซเบอร์

กระนั้น คำว่า “สมดุล” จะหนักไปด้านใด ย่อมเป็นประเด็นที่ต้องจับตา เพราะเมื่อการใช้เครื่องมือปกปิดตัวตนถูกยกระดับเป็นเหตุให้สันนิษฐานถึงเจตนาผิดกฎหมาย ภาระในการพิสูจน์ความบริสุทธิ์อาจเคลื่อนจากรัฐไปอยู่ที่ผู้ถือครองสินทรัพย์ดิจิทัลมากขึ้น

โจทย์ใหญ่สุดคือยึดแล้วจะจัดการอย่างไร

การสกัดกั้นเงินผิดกฎหมายเป็นเพียงครึ่งแรกของภารกิจ อีกครึ่งคือการรักษามูลค่าและแปลงสินทรัพย์กลับมาเยียวยาผู้เสียหาย ซึ่งเป็นพื้นที่ที่จีนยังติดข้อจำกัดเชิงนโยบายอย่างหนัก

จีนแผ่นดินใหญ่ยืนยันจุดยืนห้ามการซื้อขายและการให้บริการเกี่ยวกับคริปโทเคอร์เรนซีมาอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่การปราบปรามครั้งใหญ่ในเดือนกันยายน พ.ศ.2564 และธนาคารประชาชนจีนย้ำท่าทีดังกล่าวอีกครั้งในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ.2568 โดยระบุว่าสินทรัพย์ดิจิทัลไม่มีสถานะเทียบเท่าเงินตราตามกฎหมาย

ความขัดแย้งจึงเกิดขึ้นทันที เมื่อรัฐยึดคริปโทเคอร์เรนซีได้ แต่ไม่มีช่องทางในประเทศที่ชัดเจนและได้รับการยอมรับสำหรับเก็บรักษา ประเมินมูลค่า หรือขายทรัพย์สินดังกล่าวเพื่อคืนเงินแก่ผู้เสียหาย หากปล่อยให้มูลค่าผันผวนระหว่างรอคดี ความเสียหายอาจไม่ได้เกิดกับผู้ต้องหาเท่านั้น แต่ย้อนกลับมากระทบสิทธิของเหยื่อและประโยชน์ของรัฐเอง

ข้อเสนอจึงไปไกลถึงการตั้งระบบระดับชาติสำหรับยึด อายัด เก็บรักษา ประเมินราคา และจำหน่ายคริปโทเคอร์เรนซีที่เกี่ยวข้องกับคดี รวมถึงการสร้างแพลตฟอร์มดูแลทรัพย์สินของกลางอย่างเป็นศูนย์กลาง และใช้ช่องทางที่ถือว่าถูกต้อง เช่น การประมูลแบบจำกัดหรือการโอนสิทธิผ่านข้อตกลง

ในอีกด้านหนึ่ง การไล่เงินข้ามพรมแดนยังเจออุปสรรคจากการที่แต่ละประเทศให้นิยามคริปโทเคอร์เรนซีไม่เหมือนกัน บางแห่งมองเป็นทรัพย์สิน บางแห่งเป็นหลักทรัพย์ บางแห่งเป็นสินค้า ขณะที่บางประเทศยังไม่รับรองสถานะอย่างชัดแจ้ง จีนจึงเสนอให้มีข้อตกลงช่วยเหลือทางอาญาระหว่างประเทศเฉพาะด้าน และพัฒนาเครือข่ายความร่วมมือที่ใช้บล็อกเชนแลกเปลี่ยนข้อมูลที่อยู่กระเป๋าเงินต้องสงสัยหรือสถานะคำสั่งอายัด โดยไม่ละเมิดอธิปไตยด้านข้อมูล

สัญญาณจากปักกิ่งแค่ “ห้าม” อาจยังไม่พอ

จีนสั่งห้ามตลาดคริปโตในประเทศมานาน แต่การมีอยู่ของคริปโทเคอร์เรนซีในเครือข่ายอาชญากรรมยังไม่เคยหายไป เพราะการห้ามซื้อขายไม่ได้ทำให้ธุรกรรมข้ามพรมแดนหายไปตามคำสั่ง และไม่ได้ลบกระเป๋าเงินดิจิทัลออกจากโลกออนไลน์

การขยับครั้งนี้จึงสะท้อนการเปลี่ยนโฟกัสจากการควบคุมกิจกรรมตลาด ไปสู่การสร้างเครื่องมือทางกฎหมายและเทคนิคสำหรับตามเงินในโลกไร้พรมแดน เป้าหมายแท้จริงไม่ใช่การทำให้บล็อกเชนเชื่อง แต่คือการทำให้ผู้ที่ใช้บล็อกเชนเป็นเกราะกำบังอาชญากรรมรู้ว่า ความนิรนามไม่ได้หมายความว่าปลอดจากการตรวจสอบ

ทว่าเส้นทางนี้เต็มไปด้วยความเสี่ยง หากการใช้มิกเซอร์หรือ Privacy Coin ถูกตีความเป็นความผิดโดยพฤติการณ์อย่างกว้างขวาง เทคโนโลยีคุ้มครองความเป็นส่วนตัวอาจถูกลดสถานะจากเครื่องมือทางการเงิน ไปเป็นหลักฐานตั้งต้นของความผิดอาญาได้ง่ายเกินไป

ท้ายที่สุด จีนกำลังส่งบททดสอบสำคัญให้ผู้กำกับดูแลทั่วโลกว่า จะไล่ล่าเงินสกปรกในยุคดิจิทัลโดยไม่ทำลายหลักการสันนิษฐานว่าบริสุทธิ์และสิทธิความเป็นส่วนตัวได้หรือไม่ คำตอบของปักกิ่งอาจยังอยู่ในขั้นข้อเสนอ แต่แรงสะเทือนต่อทิศทางกำกับดูแลคริปโตทั่วโลกเริ่มชัดขึ้นแล้ว

website : mgronline.com
facebook : MGRonlineLive
twitter : @MGROnlineLive
instagram : mgronline
line : MGROnline
youtube : MGR Online VDO

ดูข่าวต้นฉบับ

อ่านคอนเทนต์เพิ่มเติม คลิก!

'เหรียญ' พารวย

สหรัฐรวบผู้ก่อตั้งคริปโตลวงโลก สิ้นสุดมหากาพย์แชร์ลูกโซ่ 165 ล้านดอลลาร์

Manager Online

จับตา Bitcoin เผชิญแนวต้านใหญ่ ที่ 64,600 ดอลล์ ลุ้นลุยต่อหรือร่วงหลุด

ทันหุ้น

สถาบันเพิ่มน้ำหนัก! Jane Street กางพอร์ตQ2 ถือ Bitcoin ETF กว่า 1 พันล้านดอลลาร์

efinanceThai
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...