โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

อาชีพทำเงิน! ยุคทอง "อินฟลูเอนเซอร์" โกยรายได้โฆษณาพุ่ง รัฐบาลเร่งผลักดัน คอนเทนต์ไทย สู่ Soft Power ระดับโลก

TNN ช่อง16

เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา
อาชีพทำเงิน! ยุคทอง

อาชีพทำเงินของจริง "พาณิชย์"เผย เศรษฐกิจอินฟลูเอนเซอร์มาแรง ไทยโตแกร่ง อินฟลูฯ 3 ล้านคน เร่งผลักดันคอนเทนต์ไทย สู่ Soft Power ระดับโลก

คอนเทนต์ คือ เงิน! โลกเข้าสู่ยุค Creator Economy

รายงานล่าสุดจากสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ ในหัวข้อ “Influencer Economy : จากคอนเทนต์สู่การค้ายุคดิจิทัล” สะท้อนชัดว่า โลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ที่ “คอนเทนต์” กลายเป็นทรัพย์สินทางเศรษฐกิจสำคัญ เศรษฐกิจอินฟลูเอนเซอร์ทั่วโลก กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว เฉลี่ยอย่างน้อย 15-20% ต่อปี และกลายเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมดาวรุ่งของเศรษฐกิจดิจิทัล

อินฟลูเอนเซอร์ในปัจจุบัน ไม่ได้เป็นเพียง “คนดังบนโลกออนไลน์” อีกต่อไป แต่กลายเป็นผู้ที่สามารถสร้าง “ความน่าเชื่อถือ” และเปลี่ยนยอดวิวให้กลายเป็นยอดขายได้จริง นี่คือยุคของ “Creator Economy” หรือเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยผู้สร้างคอนเทนต์ ซึ่งกำลังเปลี่ยนรูปแบบธุรกิจ การตลาด และพฤติกรรมผู้บริโภคทั่วโลก

อินฟลูเอนเซอร์ ไม่ใช่แค่คนดัง แต่คือส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจ

กระทรวงพาณิชย์มองว่า อินฟลูเอนเซอร์ไม่ใช่เพียงอาชีพใหม่ แต่เป็นส่วนหนึ่งของระบบเศรษฐกิจดิจิทัลที่มีผลต่อการค้า การบริโภค และการเติบโตของธุรกิจไทย อินฟลูเอนเซอร์ คือ บุคคลที่สร้างคอนเทนต์บนแพลตฟอร์มออนไลน์ และมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของผู้ติดตาม

ขณะที่ “เศรษฐกิจอินฟลูเอนเซอร์” คือระบบเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงหลายฝ่ายเข้าด้วยกัน ประกอบด้วย 5 ส่วนสำคัญ ได้แก่

1. อินฟลูเอนเซอร์

2. แพลตฟอร์มออนไลน์

3. ธุรกิจและแบรนด์

4. ระบบสร้างรายได้และการซื้อขาย

5. ผู้ติดตามหรือผู้บริโภค

ดังนั้นเมื่อผู้ติดตามเชื่อถืออินฟลูเอนเซอร์ แบรนด์ต่าง ๆ ก็พร้อมจ่ายเงินเพื่อเข้าถึงกลุ่มผู้ชมเหล่านั้น นี่คือเหตุผลสำคัญที่ทำให้งบโฆษณาจำนวนมากกำลังไหลออกจากสื่อดั้งเดิม เช่น โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ และวิทยุ ไปสู่แพลตฟอร์มออนไลน์อย่าง TikTok, YouTube, Facebook, Instagram และแพลตฟอร์มสตรีมมิงต่าง ๆ

ตลาดอินฟลูเอนเซอร์โลกโตแรง AI คือจุดเปลี่ยนสำคัญ

ข้อมูลจาก Introspective Market Research ระบุว่า ปี 2566 เศรษฐกิจอินฟลูเอนเซอร์ทั่วโลก มีมูลค่าราว 4.39 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ และคาดว่า ภายในปี 2575 มูลค่าตลาดจะพุ่งขึ้นแตะระดับ 6.07 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือเติบโตเฉลี่ยเกือบ 34% ต่อปี

ขณะที่ตลาด Influencer Marketing โลกในปี 2568 มีมูลค่าประมาณ 3.26 หมื่นล้านดอลลาร์ เม็ดเงินโฆษณาของแบรนด์ทั่วโลก กำลังย้ายจากทีวีและสื่อดั้งเดิม เข้าสู่โลกคอนเทนต์ดิจิทัลอย่างรวดเร็ว

อีกปัจจัยสำคัญที่เร่งการเติบโต คือ เทคโนโลยี AI หรือปัญญาประดิษฐ์ ที่เข้ามาช่วยลดต้นทุนการผลิตคอนเทนต์ ปัจจุบัน คนเพียงคนเดียวสามารถสร้างคลิปคุณภาพระดับมืออาชีพได้ ผ่านเครื่องมือ AI ไม่ว่าจะเป็นการตัดต่อวิดีโอ สร้างภาพ เสียง หรือซับไตเติลอัตโนมัติ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่โลกออนไลน์ในวันนี้เต็มไปด้วยคอนเทนต์ไวรัล ตั้งแต่แมวเต้นระบำ ไปจนถึงคลิปสร้างสรรค์ที่เกิดจาก AI ซึ่งสะท้อนว่า “ใครก็เป็นสื่อได้” ในยุคนี้

อินฟลูฯไทย พุ่งกว่า 3 ล้านคน ตลาดโตไม่หยุด

ประเทศไทยกำลังอยู่ในกระแสการเติบโตของเศรษฐกิจคอนเทนต์อย่างเต็มตัว ปี 2567 ตลาดอินฟลูเอนเซอร์ไทย มีมูลค่าประมาณ 4.5 หมื่นล้านบาท และ สนค. คาดว่าในช่วงปี 2568-2572 ตลาดจะยังเติบโตเฉลี่ยอีก 15-20% ต่อปี ปัจจุบัน ไทยมีอินฟลูเอนเซอร์มากกว่า 3 ล้านคน และสร้างมูลค่าโฆษณาดิจิทัลกว่า 3.89 หมื่นล้านบาท ตัวเลขดังกล่าวคิดเป็นประมาณ 1 ใน 3 ของตลาดโฆษณาดิจิทัลทั้งหมดของประเทศ

สิ่งที่เกิดขึ้นสะท้อนว่า เศรษฐกิจไทยกำลังเข้าสู่ยุคใหม่ ที่ “คอนเทนต์” กลายเป็นสินทรัพย์ทางเศรษฐกิจ ไม่ต่างจากโรงงาน อสังหาริมทรัพย์ หรืออุตสาหกรรมการผลิตในอดีต

ยุคของ Micro Influencer คนธรรมดาก็สร้างรายได้ได้

อีกหนึ่งแนวโน้มสำคัญ คือ การเติบโตของ “Micro Influencer” อินฟลูเอนเซอร์กลุ่มนี้อาจมีผู้ติดตามไม่ถึงหลักล้าน แต่กลับมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อสูงมาก เพราะผู้บริโภครุ่นใหม่เชื่อ “คนจริง” มากกว่าโฆษณาแบบเดิม อินฟลูเอนเซอร์ยุคนี้ จึงไม่ได้จำกัดอยู่แค่ดาราหรือเซเลบริตี้อีกต่อไป

ไม่ว่าจะเป็นแม่ค้าออนไลน์ พ่อค้าสตรีมเกม ครูสอนภาษา นักรีวิวอาหาร สายท่องเที่ยว นักวิเคราะห์การเงิน หมอ ทนาย สัตวแพทย์ หรือเชฟ ต่างก็สามารถสร้างฐานผู้ติดตาม และสร้างรายได้จากคอนเทนต์ได้

โลกยุคใหม่เปิดโอกาสให้ทุกอาชีพสามารถกลายเป็น “สื่อ” ของตัวเองได้ผ่านสมาร์ตโฟนเพียงเครื่องเดียว

อาหาร ความงาม และแฟชั่น ครองตลาดอินฟลูเอนเซอร์ไทย

ข้อมูลของ สนค. ระบุว่า กลุ่มอุตสาหกรรมที่ใช้อินฟลูเอนเซอร์มากที่สุดในไทย คือ

* อาหารและเครื่องดื่ม

* แฟชั่นและความงาม

รวมกันคิดเป็นกว่า 54.4% ของตลาดอินฟลูเอนเซอร์ไทยทั้งหมด

เหตุผลสำคัญ เพราะสินค้ากลุ่มนี้พึ่งพา “อารมณ์” และ “ความรู้สึก” ในการตัดสินใจซื้อสูง ขณะที่คอนเทนต์วิดีโอสั้นสามารถกระตุ้นอารมณ์ของผู้บริโภคได้รวดเร็วยิ่งในยุค Social Commerce เส้นแบ่งระหว่าง “ดูคอนเทนต์” กับ “ซื้อสินค้า” แทบหายไปแล้ว ผู้บริโภคสามารถดูรีวิว กดซื้อ จ่ายเงิน และรอรับสินค้าได้ทันทีในแอปเดียว

โลกกังวลข่าวปลอม หลายประเทศเริ่มคุมเข้ม

แม้เศรษฐกิจอินฟลูเอนเซอร์จะเติบโตสูง แต่ทั่วโลกก็เริ่มกังวลเรื่อง “ข่าวปลอม” และ “คอนเทนต์ชวนเชื่อ” เมื่ออินฟลูเอนเซอร์มีอิทธิพลสูง ก็อาจถูกใช้เป็นเครื่องมือในการหลอกลวง หรือสร้างความเข้าใจผิดในสังคมได้ หลายประเทศจึงเริ่มออกกฎหมายควบคุมมากขึ้น

จีน ออกกฎกำกับระบบนิเวศคอนเทนต์ออนไลน์ เพื่อควบคุมข้อมูลเท็จ และกำหนดให้แพลตฟอร์มร่วมรับผิดชอบ // สหรัฐฯ ปรับปรุงกฎ Endorsement Guides ห้ามซื้อยอดผู้ติดตาม ห้ามรีวิวปลอม และเริ่มควบคุมคอนเทนต์ที่สร้างโดย AI มากขึ้น

ส่วนเกาหลีใต้ บังคับให้อินฟลูเอนเซอร์เปิดเผยอย่างชัดเจน หากได้รับค่าจ้างหรือสปอนเซอร์ พร้อมผลักดัน K-Content อย่างจริงจัง ผ่านการพัฒนาทักษะ กองทุนสนับสนุนคอนเทนต์ และการสร้างทรัพย์สินทางปัญญา ผลลัพธ์คือ K-Content กลายเป็นหนึ่งใน Soft Power สำคัญที่สุดของโลก

ไทยเร่งสร้าง “ระบบนิเวศคอนเทนต์” ดัน Soft Power

สำหรับประเทศไทย รัฐบาลเริ่มให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจอินฟลูเอนเซอร์มากขึ้น ทั้งยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 รวมถึงนโยบายเศรษฐกิจดิจิทัล ต่างพูดถึงการสร้างมูลค่าเพิ่มจากเศรษฐกิจสร้างสรรค์ อย่างไรก็ตาม โจทย์สำคัญคือ การกำกับดูแลโดยไม่ปิดกั้นการเติบโต

สนค. จึงเสนอ 6 แนวทางสำคัญ เพื่อผลักดันเศรษฐกิจอินฟลูเอนเซอร์ไทย ได้แก่

1. จัดทำมาตรฐานหรือระบบรับรองคุณภาพอินฟลูเอนเซอร์

2. ส่งเสริมการตลาดผ่านอินฟลูเอนเซอร์อย่างมีประสิทธิภาพ

3. พัฒนาทักษะอินฟลูเอนเซอร์ทุกมิติ

4. พัฒนากลไกกำกับดูแลคอนเทนต์

5. สร้างความเป็นธรรมระหว่างอินฟลูเอนเซอร์และแพลตฟอร์ม

6. ขยายตลาดอินฟลูเอนเซอร์ไทยสู่ต่างประเทศ

เป้าหมายสำคัญ คือ การทำให้ไทยมี “ระบบนิเวศคอนเทนต์” ที่แข็งแรง ไม่ใช่เพียงผู้ใช้แพลตฟอร์มต่างชาติ แต่ต้องสามารถสร้างแบรนด์ สร้างทรัพย์สินทางปัญญา และส่งออกคอนเทนต์ไทยได้เหมือนเกาหลีใต้

คอนเทนต์ อาจกลายเป็นอุตสาหกรรมสำคัญของไทยในอนาคต

โลกกำลังเข้าสู่ยุคที่มือถือกลายเป็น “หน้าร้าน” ยอดวิวกลายเป็น “เม็ดเงิน” และความน่าเชื่อถือกลายเป็น “สินทรัพย์” ที่มีค่าที่สุด เศรษฐกิจอินฟลูเอนเซอร์ จึงอาจไม่ใช่เพียงกระแสชั่วคราว แต่กำลังกลายเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ของโลก

คำถามสำคัญต่อจากนี้ คือ ประเทศไทยจะสามารถเปลี่ยน “คอนเทนต์” ให้กลายเป็น Soft Power ระดับโลกได้หรือไม่ และจะสร้างระบบที่ทำให้คนไทยสามารถแข่งขันในเศรษฐกิจดิจิทัลโลกได้อย่างยั่งยืนเพียงใด

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...