ผู้นำออสเตรเลียชี้คดี “นายแอนดรูว์” คือความตกต่ำ แต่ยังไม่เดินหน้าประชามติสาธารณรัฐ
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงแคนเบอร์รา ประเทศออสเตรเลีย เมื่อวันที่ 20 ก.พ. ว่านายกรัฐมนตรีแอนโธนี อัลบาเนซี ผู้นำออสเตรเลีย กล่าวถึงการที่ตำรวจจับกุมและควบคุมตัว นายแอนดรูว์ เมาต์แบตเทน-วินด์เซอร์ หรืออดีตเจ้าชายแอนดรูว์ ดยุกแห่งดินบะระ พระราชอนุชาในสมเด็จพระเจ้าชาลส์ที่ 3 ข้อหาต้องสงสัยประพฤติมิชอบในตำแหน่งหน้าที่ราชการ ถือเป็นการ "ตกต่ำจากความรุ่งโรจน์อย่างเหลือเชื่อ"
อย่างไรก็ตาม อัลบาเนซียังคงปฏิเสธการจัดทำประชามติเพื่อให้ออสเตรเลียเปลี่ยนระบอบเป็นสาธารณรัฐ ซึ่งจะหมายถึงการเลิกรับรองประมุขแห่งสหราชอาณาจักร ที่พระองค์ปัจจุบัน คือสมเด็จพระเจ้าชาลส์ที่ 3
"ผมเป็นผู้นิยมระบอบสาธารณรัฐ แต่เราเพิ่งมีการทำประชามติไปในสมัยที่แล้ว ซึ่งการทำประชามติให้ผ่านในออสเตรเลียนั้นเป็นเรื่องที่ยากมาก" อัลบาเนซีกล่าวถึงประเด็นนี้ ในช่วงหนึ่งของการให้สัมภาษณ์กับเดอะ การ์เดียน เมื่อถูกถามว่าออสเตรเลียควรทบทวนความสัมพันธ์กับสถาบันกษัตริย์หรือไม่
อัลบาเนซีกล่าวเสริมว่า ตนเองมีความสัมพันธ์ที่ดีกับสมเด็จพระเจ้าชาลส์ที่ 3 และยืนยันว่าพระองค์ทรงรักและผูกพันกับออสเตรเลีย อย่างไรก็ตาม เรื่องนั้นไม่ได้เปลี่ยนความจริงที่ว่า ออสเตรเลียควรมีประมุขแห่งรัฐที่เป็นคนออสเตรเลีย"
ออสเตรเลียเคยเป็นอาณานิคมของสหราชอาณาจักรมานานกว่า 100 ปี และได้รับเอกราชในทางปฏิบัติเมื่อปี 2444 แต่ยังไม่เคยเปลี่ยนผ่านสู่การเป็นสาธารณรัฐอย่างเต็มตัว โดยในการทำประชามติเมื่อปี 2542 ชาวออสเตรเลียลงมติ "คัดค้าน" การมีประธานาธิบดีแทนสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 ไปอย่างเฉียดฉิว เนื่องจากเกิดความขัดแย้งในประเด็นที่ว่า ผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งประมุขคนใหม่ควรมาจากการคัดสรรโดยรัฐสภาหรือประชาชน
25 ปีต่อจากนั้น ผลสำรวจที่จัดทำโดย "ยูกอฟ" เมื่อปี 2567 ปรากฏง่า ผู้ตอบแบบสอบถาม 37% สนับสนุนให้ออสเตรเลียเป็นสาธารณรัฐ 43% คัดค้าน และอีก 20% ยังไม่ตัดสินใจ.
เครดิตภาพ : GETTY IMAGES