สนมรักของเจิ้นวันวันคิดแต่จะหาตังค์ [นิยายแปล]
ข้อมูลเบื้องต้น
เจ้าของลิขสิทธิ์ต้นฉบับ : Chongqing Yaoyao Technology Co., Ltd.
ประพันธ์โดย : 卿小小
ลิขสิทธิ์ฉบับภาษาไทยถูกต้องโดย : Glory Forever Public Co.,LTD
แปลและเรียบเรียงโดย : นันท์วณิช เอื้องโชคชัย
บรรณาธิการ : วลีรัตน์ แทนคง
“หมิงเปาจู” แพทย์หญิงอัจฉริยะถึงคราโดนอัปเปหิ!
แม้มีจิตอยากช่วยเหลือคนให้พ้นภัย
แต่ตนเองกลับสิ้นใจจนทะลุมิติมาอยู่ในยุคโบราณ
พ่อแม่ล้มหายตายจาก
ญาติมิตรก็จ้องแต่จะขายนางให้ไปแต่งกับชายแก่
วัน ๆ ให้กินแต่ของเหลืออย่างกับหมูหมา
ไร้ซึ่งคฤหาสน์หลังใหญ่
ไร้ซึ่งตระกูลดีมีอำนาจเกื้อหนุน
การดำรงชีวิตในแต่ละวันมีแต่ต้องดิ้นรนเท่านั้น!
แต่ในเมื่อนางมีวิชาแพทย์ติดตัวมา
ทำไมนางจะเปิดโรงหมอและร้านขายยาของตนเองไม่ได้เล่า?
ทว่าอุดมคตินั้นสวยงาม..
แต่ความเป็นจริงกลับแตกต่างเข้าขั้นวิกฤต
เพราะสิ่งสำคัญอันยิ่งใหญ่ในตอนนี้นั่นก็คือ..เงิน!
!!! จากการตอบรับที่ล้นหลาม !!!
ยอดเก็บเข้าชั้นถึง 3000 คน!!!
ทางสำนักพิมพ์จึงเพิ่มจำนวนตอนอัปเดตต่อวันเป็น 3 ตอน เป็นเวลา 5 วัน
ตั้งแต่วันที่ 16 - 20 มกราคม 2568
ทั้งนี้ หากยอดเก็บเข้าชั้นถึง 6000 คนทางเราจะแจกตอนฟรีเพิ่มอีกเป็นวันละ 3 ตอน นับตั้งแต่วันที่ยอดถึงเป็นเวลาไปอีก 5 วัน
.
หากคุณนักอ่านชอบเรื่องนี้ สามารถกดเก็บเข้าชั้น / Comment เพื่อเป็นกำลังใจให้กับผู้แปลและนักเขียนกันเยอะ ๆ นะคะ ^^
.
ขอแนะนำนิยายสนุกๆ คัดสรรมาเพื่อคุณนักอ่านโดยเฉพาะ
“คิดจะใส่ร้ายสามีของข้าแถมยังคิดจะยึดทรัพย์กันอีกอย่างนั้นหรือ? ถ้างั้นข้าริบสมบัติในท้องพระคลังนี่.. เข้า “มิติตุนสินค้า” ของข้าเพื่อเป็นข้อแลกเปลี่ยนก็แล้วกัน!”
อยากอ่านเรื่องนี้ จิ้มได้เลย >> ทะลุมิติไปเป็นชายาฮ่องเต้ทรราช ขนสมบัติชาติหนีไปสร้างแคว้นใหม่
บทที่ 1 เกิดใหม่
เสียงร้องไห้ทำให้หมิงเป่าจูตกใจตื่น
ร่างกายของนางไร้กำลังวังชา แม้จะรู้สึกตัวขึ้นมาก็เหมือนเจ็บปวดทรมานอย่างยิ่ง ทว่าร่างกายกลับมีสติรับรู้สายหนึ่งที่เร่งเร้าให้นางตื่น ทันทีที่ได้ยินเสียงร้องครวญครางนั้น
เสียงโหยหวนดังมาจากด้านนอก
“หน็อย ไอ้เด็กเวร พวกเจ้าพี่น้องกินของข้า ดื่มของข้า แต่กลับกล้าต่อต้านข้ารึ หึ คอยดูเถอะวันนี้เหล่าจือ [1] จะเฆี่ยนเจ้าให้ตายไปเลย”
เสียงก่นด่าดังมาจากด้านนอก เหมือนว่านางจะได้ยินเสียงแส้หวดลงไปบนตัวคนดังเพียะ หลังจากนั้นก็มีเสียงกรีดร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวด หัวใจพลันตื่นตระหนกโดยไม่มีสาเหตุ และเต้นรัวตลอดเวลา เสียงที่คุ้นเคยดังขึ้นอีกครั้ง…
“ท่านลุงใหญ่ ข้าขอร้องล่ะ อย่าให้พี่สาวแต่งงานเลย”
“ท่านลุง ข้าไม่กินข้าวก็ได้ แต่อย่าให้พี่สาวแต่งออกไปเลยขอรับ”
พอได้ยินเสียงของเด็กคนนี้ หัวใจนางก็ยิ่งเต้นเร็วขึ้นเรื่อยๆ ร่างกายเหมือนไม่ยอมรับการควบคุมของตนเอง คิดแต่จะรีบออกไปโดยเร็วที่สุด
นางลากสังขารที่อ่อนแอลงจากเตียง เปิดม่านที่สกปรกและขาดรุ่งริ่งแล้วรีบเดินออกไปข้างนอก
ตอนตื่นเมื่อครู่ยังไม่รู้สึก แต่ทันทีที่ออกจากห้อง กลิ่นขี้หมูเหม็นหึ่งที่คละคลุ้งอยู่ในอากาศก็พุ่งเข้าใส่นางราวกับกลัวจะน้อยหน้า สูดเข้าไปทีเดียวก็แทบจะเป็นลม
กลางลานมีคนยืนอยู่สี่ห้าคน
เหล่าไท่ไท่ [2] ถือชามนั่งยองๆ อยู่ใต้ต้นหลิวทำไม่รู้ไม่ชี้ ไม่ขอข้องเกี่ยวด้วย ส่วนชายวัยกลางคนรูปร่างกำยำล่ำสัน มีกล้ามเป็นมัดๆ ราวกับหลี่ขุย [3] ก็ไม่ปาน เขานำกิ่งหลิวหลายๆ กิ่งมาฟั่นให้เป็นแส้ ด่าทอไปก็เฆี่ยนตีเด็กชายตัวดำผอมโซไปด้วย
นอกจากนี้ยังมีบุรุษโง่เขลาตัวใหญ่อายุราวสิบปียืนน้ำมูกไหลย้อยอยู่ด้านข้าง แต่เมื่อเขาเห็นเช่นนี้ ก็ชูมือกวัดแกว่งพลางกระโดดโลดเต้นด้วยความยินดี
“ตีเลย ตีเลย ตีเลย…”
เด็กน้อยที่ล้มอยู่ที่พื้นดูอ่อนแออย่างยิ่งยวด
เสื้อผ้าที่สวมคงจะเป็นชุดเก่าใส่มาหลายปี แขนสั้นเต่อ แม้แต่ข้อมือก็ปิดไม่มิดด้วยซ้ำ ถูกกิ่งหลิวเฆี่ยนจนเนื้อปริแตก แผ่นหลังที่เปิดเปลือยมีทั้งแผลใหม่และแผลเก่าลายพร้อยไปหมด
หมิงเป่าจูอดหลั่งน้ำตาไม่ได้เมื่อเห็นสิ่งเหล่านี้ ราวกับมีเสียงหนึ่งดังขึ้นในหัว ช่วยเขา ช่วยเขา… รีบช่วยเขาเร็วเข้า…
“เจ้าเด็กเวร ช่างขวัญกล้าเสียเหลือเกินนะ… พี่น้องรักใคร่ผูกพันนักรึ เหล่าจือจะเฆี่ยนเจ้าให้ตาย”
แส้ตวัดลงมาบนศีรษะและใบหน้าของหมิงเป่าอวี้ไม่ยั้ง
จากนั้นเสียงในหัวของนางก็เริ่มกระวนกระวายขึ้นทีละน้อย หมิงเป่าจูรู้สึกได้ว่าไฟโทสะที่แผดเผาหัวใจของตนเองทวีความรุนแรงขึ้นทุกขณะ คนพวกนี้เป็นเดรัจฉานกันหรือไง ถึงทำกับเด็กคนหนึ่งเช่นนี้ หมิงเป่าจูกลับเข้าไปในห้อง ควานหามีดทำครัวมาจากใต้กองหญ้าฟาง แล้วถือมีดไปยืนขวางอยู่ด้านหน้าหมิงเป่าอวี้
“หมิงเถี่ยจู้ เจ้าอย่าให้มันเกินไปนัก วันนี้หากอวี้เป่าถูกเฆี่ยนจนตาย ข้าก็จะไม่มีชีวิตอยู่เหมือนกัน เจ้าจะลองดูก็ได้ ก่อนที่ข้าจะตายข้าจะลากบุตรชายโง่เขลาของเจ้าให้ฝังไปพร้อมกันได้หรือไม่”
“อา มีด มีด…”
นัยน์ตาทั้งสองข้างของหมิงเป่าจูแดงก่ำ ท่วงท่าที่ถือมีดให้ความรู้สึกเหมือนจะสู้ให้ตายกันไปข้างหนึ่ง นางมองดูเด็กที่ตนเองใช้มือรัดตัวไว้ เคราะห์ดีที่เป็นคนปัญญาอ่อน ไม่รู้จักขัดขืน
หมิงเถี่ยจู้หน้าซีดทันควัน ต้องถอยหนึ่งก้าวอย่างเลี่ยงไม่ได้
แต่พอนึกถึงความจริงที่ว่าทั้งผู้ใหญ่ตลอดจนถึงลูกเล็กเด็กแดงทั้งครอบครัวล้วนอยู่กันพร้อมหน้า ส่วนเขาที่เป็นหัวหน้าครอบครัวถึงกับหวาดกลัวเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่ง ก็พลันรู้สึกเสียหน้าอย่างยิ่ง ด้วยความอับอายจึงกลายเป็นโกรธเคือง แต่เพราะปากไม่ไว จึงได้แต่ก่นด่าว่านางหนูน่าตายไปสองคำ ใบหน้าแดงก่ำด้วยความโกรธ
เวลานี้ หวังซื่อ [4] ยืนเท้าสะเอวอยู่ด้านข้าง ยกมือเช็ดปาก พลางก่นด่าสาปแช่งเสียงดังลั่น
“หน็อยนางเด็กเวร ครอบครัวเราเห็นพวกเจ้าพี่น้องกำพร้าบิดามารดา ถึงช่วยดูแลด้วยความหวังดี อุตส่าห์หาบ้านสามีที่ดีให้ พวกเจ้ากลับไม่รู้จักดีชั่ว หยิบมีดมาชี้ใส่ลุงของตนเองไม่พอ ยังคิดหมายจะทำร้ายบุตรชายข้าอีกด้วย สกุลหมิงของข้าไปทำเวรทำกรรมอะไรไว้ ถึงให้กำเนิดคนอกตัญญูเยี่ยงนี้…”
เอ่ยยังไม่ทันสิ้นคำ ลำแสงสีเงินสายหนึ่งก็แฉลบผ่านข้างแก้มของนางไป มีดทำครัวเล่มนั้นปักลงไปในดินลึกสามส่วนเสียงดัง “ฉึก”
หวังซื่อตกใจจนฉี่ราดตรงนั้น
หมิงเป่าจูปวดหัวอย่างรุนแรง หลังจากออกแรงมากเกินไป ความอ่อนแอก็ถาโถมเข้ามาราวกับกระแสน้ำที่จะกลืนกินชีวิตนางให้สูญสลายไป ทว่าภายนอกนางกลับเพียรฝืนคุยข่ม
“วันนี้ข้าขอฝากคำพูดไว้ตรงนี้เลย ข้าแค่ต้องการใช้ชีวิตกับเป่าอวี้อย่างสงบสุข จงปล่อยพวกเราไป… เรื่องวันนี้ให้ยุติลงเท่านี้ มิเช่นนั้น… ปลาไม่ตายตาข่ายก็ต้องขาดสิ้น [5]”
“จะ… จะ… เจ้า…”
หมิงเถี่ยจู้โกรธจนควันออกจากทวารทั้งเจ็ด [6] แต่หมิงเป่าจูกวัดแกว่งมีดทำครัวชี้มาที่เขา ซ้ำยังหัวเราะเยาะพลางตั้งท่าจะปาดเข้าไปแทงที่แขนของหมิงต้าเป่า
เขาทั้งโกรธทั้งหวาดกลัว
“ได้ ถือว่าเจ้าแน่ เก่งนักก็ไสหัวไป ชั่วชีวิตนี้อย่าได้เหยียบเข้าบ้านสกุลหมิงแม้แต่ครึ่งก้าว”
…
เมื่อหมิงเป่าจูฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง ลืมตาขึ้นก็ต้องสะดุ้งโหยงกับภาพเหตุการณ์ตรงหน้า
นี่คือบ้านดินเตี้ยๆ ที่สุดแสนจะทรุดโทรม รอยแตกที่ผนังกว้างเท่าปากชาม
หญ้าฟางที่มุงหลังคาถูกลมพัดปลิวไปแถบหนึ่ง เผยให้เห็นรูโหว่ขนาดใหญ่คล้ายช่องรับแสง ในห้องมีเตียงเพียงหลังเดียว แม้แต่โต๊ะก็ยังไม่มีด้วยซ้ำ ถัดจากเตียงไปมีกระบุงสานจากหญ้าฟางวางอยู่สองใบ ในนั้นมีชามบิ่นอยู่เพียงสองสามใบ
หมิงจูลุกขึ้นมานั่งพลางขยี้ตา นะ… นี่มันอะไรกัน ทันใดนั้นก็รู้สึกปวดหัวจี๊ดราวกับถูกเข็มทิ่มแทง จากที่ลุกขึ้นมาแล้วก็ล้มลงไปอีกครั้ง ความทรงจำดุจสายน้ำถาโถมเข้ามาในสมองของเธอ
จนกระทั่งบัดนี้ถึงได้เข้าใจแจ่มแจ้ง เธอข้ามภพมาแล้ว!
แต่สิ่งที่คิดว่าเป็นความฝันคือสถานการณ์ที่ได้สัมผัสมาจริงๆ ส่วนเสียงที่แว่วอยู่ในสมองตลอดเวลาและควบคุมเธออยู่ก็น่าจะเป็นจิตใต้สำนึกของเจ้าของร่างเดิมที่เธอข้ามภพมา หมิงจูเบิกตาโต ยากจะจินตนาการว่าสิ่งที่เห็นได้เฉพาะในนิยายจะมาเกิดขึ้นกับตนเอง
เดิมทีเธอจบปริญญาเอกด้านการแพทย์ แต่ไม่นึกว่าเพื่อช่วยชีวิตคน ตนเองกลับถูกดึงจมน้ำจนขาดอากาศหายใจเสียชีวิต และข้ามภพมาอยู่ในร่างนี้ซึ่งมีชื่อว่าหมิงเป่าจู ทว่าชะตากรรมของหมิงเป่าจูคนนี้ช่างน่าสังเวชเหลือเกิน เมื่อเทียบกับชีวิตของตนเอง
บิดามารดาเสียชีวิตทั้งคู่ตั้งแต่นางยังเยาว์วัย เหลือเพียงน้องชายคนเดียวที่ต้องพึ่งพาซึ่งกันและกัน
ครอบครัวของลุงใหญ่เข้ามายึดครองทรัพย์สินและที่นาทั้งหมดโดยอ้างว่าต้องดูแลพวกเขาสองพี่น้อง แต่ก็มักดุด่าทุบตีพวกเขาอยู่เสมอว่ามาอาศัยดื่มกินเปล่าๆ
แน่นอนว่าการกินดื่มเปล่าๆ ที่ว่านี้ คือกินอาหารเหลือทิ้งแบบเดียวกับที่เทให้หมูกิน และการไปวักน้ำที่ลำธารดื่มดับกระหายเอาเอง ส่วนที่ว่ามาอาศัยอยู่เปล่าๆ ก็เป็นเพียงบ้านดินซึ่งเป็นส่วนที่ติดกับเล้าหมูเท่านั้น
เพื่อที่จะหาเงินมาแต่งภรรยาให้บุตรชายโง่เขลาของตนเอง ถึงกับจะให้หมิงเป่าจูแต่งงานกับชายชราวัยแปดสิบปี แต่หมิงเป่าจูไม่ยินยอม ท่านลุงผู้นี้ของนางจึงวางยาสลบนางเสีย
เงินกำลังจะมาถึงมืออยู่รอมร่อ แต่กลับถูกหมิงเป่าอวี้น้องชายเจ้าของร่างมาทำเสียเรื่องโดยไม่คาดคิด
หมิงเป่าอวี้? เด็กที่เจ้าของร่างเดิมควบคุมให้เธอช่วยเหลือไว้หรือ?
ขณะที่หมิงเป่าจูกำลังครุ่นคิด ก็ได้ยินเสียงเด็กที่คุ้นเคยดีแว่วมา
“ท่านพี่ ในที่สุดท่านก็ฟื้นเสียที” เวลานี้หมิงเป่าอวี้ซึ่งมีรูปร่างผ่ายผอมและอ่อนแอก็หอบฟืนกองใหญ่เข้ามา พลางมองหมิงเป่าจูด้วยความตื่นตระหนกแกมยินดี
ทว่าอย่างไรก็ตามความคิดในสมองของหมิงเป่าจูก็ยังไม่ค่อยแจ่มชัดในขณะนี้ ความทรงจำทั้งหมดเกี่ยวกับเจ้าของร่างเดิมแล่นเข้ามาในหัวของเธอ ชั่วขณะนั้นจึงรู้สึกว่าตนเองอยู่ท่ามกลางความวุ่นวายสับสน
พอได้ยินเสียงหมิงเป่าอวี้ ก็ยังตอบสนองไม่ทันอยู่บ้าง
“อื้ม ข้าฟื้นแล้ว รีบเข้ามานี่” หมิงเป่าจูมองเด็กตรงหน้า ภายในใจเกิดความรู้สึกที่บอกไม่ถูก
“โอ๊ย!” หมิงเป่าอวี้ใจร้อนคิดแต่จะวิ่งเข้าไปหาพี่สาว แต่ใครจะรู้ ทันทีที่ก้าวขาออกไป กลับสะดุดไม้ฟืนที่วางอยู่ ล้มลงกับพื้นทันควัน
หมิงเป่าจูเห็นท่าทางน่าเวทนาของน้องชายก็ไม่รู้จะว่าอย่างไร นึกอยากหัวเราะออกมา ใบหน้าของเขาเวลานี้ดำหนึ่งแถบขาวหนึ่งแถบราวกับแมวลายตัวน้อย ประกอบกับน้ำเสียงเยาว์วัยของเขาเมื่อครู่ก็ยิ่งชวนให้คนรู้สึกรักเอ็นดูมากขึ้น
“พี่หญิง ในที่สุดท่านก็ฟื้นแล้ว ฮึกๆๆ ข้าตกใจแทบตาย กลัวว่าท่านจะถูกพวกเขาฆ่าตายไปแล้ว ท่านลุงจิตใจอำมหิตเหลือเกิน เขาต้องการให้ท่านแต่งงานออกไป จึงวางยาท่าน พี่หญิง ตอนนั้นท่านสิ้นลมหายใจไปแล้ว ข้ากลัวมากจริงๆ โชคดี… โชคดี…”
หลังจากที่ถูกหมิงเป่าจูช่วยออกมา หมิงเป่าอวี้ก็ยังคิดอยู่ตลอดว่าไม่ใช่ความจริง แต่ความเจ็บปวดจากการสะดุดล้มก็ทำให้เขาได้สติแจ่มชัด ตอนนี้หมิงเป่าจูยังมีชีวิตอยู่ ยังมิได้ไปพบยมบาล และยังอยู่ข้างกายตนเอง ทันใดนั้นก็ดีใจจนน้ำตาไหลพราก
เริ่มแรกหมิงจูยังวางตัวเป็นคนแปลกหน้ากับหมิงเป่าอวี้ นี่คือน้องชายเจ้าของร่าง ไม่ใช่เธอหมิงจู แต่พออีกฝ่ายเข้ามาสวมกอด และพร่ำพรรณนาถ้อยคำเหล่านี้ หมิงจูก็ตระหนักได้ในทันที…
บัดนี้เธอคือหมิงเป่าจู… พี่สาวของหมิงเป่าอวี้ ไม่ใช่แพทย์หญิงที่มีความสุขกับการช่วยชีวิตคนอีกต่อไป
ในที่สุดมือที่ยกค้างอยู่ก็วางลงสวมกอดหมิงเป่าอวี้ มาแล้วก็ต้องสงบใจอยู่อย่างเป็นสุข เมื่อตนเองถือวิสาสะเข้ามาครอบครองร่างของเจ้าของเดิม ก็ควรมองน้องชายของเจ้าของร่างเดิมให้เป็นน้องชายของตนเอง ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ญาติของหมิงเป่าจูจะมีเพียงหมิงเป่าอวี้เท่านั้น
“บาดแผลเป็นอย่างไรบ้าง” หมิงเป่าจูยังจำเสียงร้องโหยหวนน่าเวทนาก่อนหน้านี้ของเด็กคนนี้ได้
“เอ้อ… มะ… ไม่เป็นไรขอรับ” หมิงเป่าอวี้ไม่อยากให้พี่สาวเป็นกังวลจึงปิดบังไว้
“ให้ข้าดูหน่อย… พี่จะพอกยาสมุนไพรให้ ถ้าเจ็บก็ร้องออกมานะ”
หมิงเป่าจูเลิกเสื้อของเขาขึ้น บาดแผลแตกยับนับไม่ถ้วนกระจายไปทุกส่วน ส่วนใหญ่จะมีเนื้อใหม่สร้างขึ้นมาแล้ว ดูราวกับตะขาบยั้วเยี้ยน่าเกลียดน่ากลัว
เห็นชัดว่านี่คือบาดแผลที่เกิดจากการถูกเฆี่ยนตีอย่างทารุณมาตลอดหลายปี หมิงเป่าจูปวดใจสุดพรรณนา อดที่จะก่นด่าครอบครัวของหมิงเถี่ยจู้ด้วยความโกรธว่าเดรัจฉานไม่ได้
“พี่หญิง อย่ามองเลย มันอัปลักษณ์”
หมิงเป่าอวี้ขดตัวอย่างว่องไว รีบดึงเสื้อขาดวิ่นลงโดยไม่รู้ตัว พยายามที่จะปกปิดรอยแผลบนร่างกายเหล่านั้น
เขารู้ว่าร่างกายของตนเองเต็มไปด้วยบาดแผลน่าเกลียดน่ากลัว เมื่อเผยออกมาโดยไม่ตั้งใจก็มักทำให้ผู้คนเดียดฉันท์ เขากลัวว่าพี่สาวเห็นแล้วจะรังเกียจว่าเขาเป็นเด็กอัปลักษณ์
พี่สาวฝากความหวังทั้งหมดไว้ที่ครอบครัวของท่านลุง วาดหวังว่าการที่นางทำตัวน่ารักและว่านอนสอนง่ายจะช่วยให้ชีวิตของพวกเขาพี่น้องดีขึ้นมาบ้าง
เขารู้ถึงความมุมานะของพี่สาว ทุกคราที่ได้รับบาดเจ็บจึงพยายามปกปิดไว้ จนกระทั่งทิ้งรอยแผลเป็นอัปลักษณ์บนร่างกายมากขึ้นเรื่อยๆ
“อย่าขยับ ให้ข้า…เอ่อ ให้พี่ดูหน่อย”
หมิงเป่าจูใช้ปลายนิ้วลูบไปบนรอยแผลสีน้ำตาลเข้ม บาดแผลเป็นหลุมขรุขระ แลดูน่ากลัว นางบดสมุนไพรแล้วพอกลงไปบนบาดแผล
ทันใดนั้นท้องของหมิงเป่าอวี้ก็ร้องโครกคราก เขาหน้าแดงก่ำขึ้นมาทันที
“พี่หญิง ข้าไม่หิว ข้าไม่…”
ขณะที่เขากำลังจะเอื้อนเอ่ย เสียงก็ค่อยๆ จางหายไป ภายใต้สายตาของหมิงเป่าจู “เดี๋ยวข้าค่อยดื่มน้ำเอาก็ได้”
…
หลังจากหมิงเป่าจูมีปากเสียงกับหมิงเถี่ยจู้ถึงขั้นแตกหักกันแล้ว ก็ตามหมิงเป่าอวี้กลับมาเรือนหลังเก่าซึ่งเป็นของบ้านรอง [7] เรือนหลังใหม่ถูกท่านลุงยึดไปแล้ว แม้ว่าที่นี่จะดูโกโรโกโส แต่อย่างไรเสียก็ดีกว่าอยู่เล้าหมูมากนัก
ระหว่างทางนางบังเอิญพบดอกหลงจ่าวจิน [8] สมุนไพรที่ใช้รักษาบาดแผลภายนอกพอดี
ดอกไม้ป่าประเภทนี้มีพลังชีวิตที่แข็งแกร่งยิ่ง มีประสิทธิภาพในการรักษาบาดแผลเป็นอย่างดี แต่ดูเหมือนว่าคนที่นี่จะเห็นมันเป็นเพียงวัชพืชริมทางทั่วไปเท่านั้น
ทันใดนั้นแผนการสร้างรายได้นับไม่ถ้วนก็ผุดขึ้นมาในความคิดของหมิงเป่าจู
เชิงอรรถ
[1] เหล่าจือ เป็นคำเรียกแทนตัวเพื่อยกตนเองเป็นบิดาของคนที่พูดด้วย
[2] เหล่าไท่ไท่ หมายถึง นายหญิงผู้เฒ่า
[3] หลี่ขุย เป็นตัวละครหนึ่งในวรรณกรรมเอกของจีนเรื่องซ้องกั๋ง หรือ 108 ผู้กล้าแห่งเขาเหลียงซาน เขาเป็นของคิ้วหนาตาโต ดูดุดันน่ากลัว รูปร่างอ้วนล่ำ ดำบึกบึน มีฉายาว่าดำลดกรด
[4] ซื่อ คือ ธรรมเนียมการเรียกสตรีที่ออกเรือนแล้ว จะเรียกสกุลเดิมตามด้วยคำว่าซื่อ หรืออาจใช้สกุลสามีนำหน้าสกุลเดิมก็ได้
[5] ปลาไม่ตายตาข่ายขาดสิ้น หมายถึง การกระทำที่เด็ดขาด ต้องสู้กันให้ถึงที่สุด ให้ตายกันไปข้างหนึ่ง
[6] โกรธจนควันออกจากทวารทั้งเจ็ด เป็นการบรรยายว่าโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ ภาษาไทยใช้โกรธจนควันออกหู
[7] บ้านรอง หมายถึงบ้านของบุตรชายคนที่สอง
[8] ดอกหลงจ่าวจิน (ดอกกรงเล็บมังกร) มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Hymenocallis Caribaea มีชื่อเรียกหลายอย่าง แต่ชื่อที่ส่วนใหญ่ใช้ร่วมกันคือดอกฮิกังบานะ หรือ Spider Lily เพราะของมันมีลักษณะคล้ายขาแมงมุม ส่วนใหญ่มีสีแดง แต่แท้จริงแล้วมีหลายสีเช่นสีขาว สีเหลือง สีส้ม มีสรรพคุณทางยา ใบเอามาย่างไฟพอกแก้ฟกช้ำ บวม เคล็ดขัดยอก หัวมีรสขมนำมาใช้เป็นยาระบาย ขับเสมหะ และรักษาเกี่ยวกับโรคน้ำดีตาม
หากคุณนักอ่านชอบเรื่องนี้ สามารถกดเก็บเข้าชั้น / Comment เพื่อเป็นกำลังใจให้กับผู้แปลและนักเขียนกันเยอะ ๆ นะคะ ^^
เมื่อยอดเก็บเข้าชั้นถึง 3,000 คน
จะแจกตอนฟรีเพิ่มเป็นวันละ 3 ตอน เป็นเวลา 5 วันเต็มๆค่ะ ^^
บทที่ 2 หลังเขา
แต่แผนการเหล่านี้ล้วนเป็นเรื่องในภายภาคหน้า สิ่งที่เร่งด่วนเวลานี้คือจะทำอย่างไรให้สองพี่น้องได้อิ่มท้อง
หลังสืบค้นจากความทรงจำของเจ้าของร่าง นางก็ตัดสินใจอย่างกล้าหาญ
ไปหลังเขา!
หลังเขามีหมอกปกคลุมตลอดปี และมีสัตว์ป่านานาชนิดอยู่เต็มไปหมด จึงกลายเป็นสถานที่ต้องห้ามสำหรับคนแปลกหน้าจากหมู่บ้านใกล้เคียง แต่เนื่องจากน้อยคนที่จะเข้าไปถึง จึงมักพบของล้ำค่าหายากในนั้นอยู่เสมอ รวมถึงผลไม้ป่าและกระต่ายป่าอีกนับไม่ถ้วน
ขอเพียงมีความกล้า และโชคดี คนที่สามารถกลับออกมาจากข้างในได้ ก็จะเก็บเกี่ยวดอกผลกลับมาได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย
ท้องนภาเริ่มมืดลงแล้ว พระอาทิตย์กำลังจะลับขอบฟ้า เมฆสีแดงเพลิงกดทับลงมาจนหมิงเป่าจูรู้สึกหนักอึ้ง
ตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่ดีที่สุดในการขึ้นภูเขา
เมื่อวานมีฝนปรอยๆ เส้นทางภูเขากลายเป็นโคลนเฉอะแฉะ ยากต่อการเดินยิ่ง ประกอบกับมีพุ่มหนามข้างทางปกคลุมไปตลอดเส้นทาง
หมิงเป่าจูบดกรามแน่น เดินไปเรื่อยๆ จนถึงไหล่เขา ในที่สุดก็พบกับบ่อน้ำพุใสบริสุทธิ์แห่งหนึ่ง รูปร่างของบ่อน้ำพุดูคล้ายคลึงกับน้ำเต้าผ่าซีก และยามนี้ก็ใกล้รุ่งสางเข้าไปทุกที
นางอาศัยแสงจันทร์สลัวรางคลำหาทางมาตลอดทั้งคืน
‘ปากน้ำเต้า’ เป็นแอ่งเล็กๆ ประมาณหนึ่งหมี่ [1]
หมิงเป่าจูดีใจมาก เหลียวซ้ายแลขวากวาดมองไปรอบๆ ก่อนจะย้ายก้อนหินสองสามก้อนมาวางชิดกันเป็นแถว เหลือเพียงช่องว่างขนาดสองกำปั้นตรงกลางไว้ แล้วดึงพืชน้ำมาอุดตรงช่องเล็กๆ เอาไว้
จากนั้นก็แค่รอให้ปลาว่ายเข้ามา แล้วค่อยใช้หินปิดตรงช่องที่จงใจเว้นไว้
นี่คือการสร้างกับดักจับปลา… เป็นทักษะใหม่ที่นางเรียนรู้มาจากการติดตามอาจารย์แบร์ [2] ในชาติก่อน
แต่ไม่รู้เหมือนกันว่าจะได้ผลหรือไม่
ช่วงเวลาที่รอคอย แสงแรกแห่งรุ่งอรุโณทัยค่อยๆ ปรากฏท่ามกลางม่านหมอกที่ปกคลุมในอากาศ เมื่อแสงอุษาส่องกระทบหยาดน้ำค้าง เกิดการหักเห ดูราวกับอัญมณีหลากสีสันงดงามตระการตา ริมแม่น้ำมี ‘สิ่งที่น่าตื่นตาตื่นใจ’ อยู่มากมาย
หมิงเป่าจูเดินเลียบไปตามริมฝั่ง เก็บสมุนไพรล้ำค่าได้ไม่น้อย
นางถอดเสื้อคลุมตัวนอกออกอย่างระมัดระวัง แล้วนำมาใช้ห่อสมุนไพรกองใหญ่โดยไม่กลัวว่าชุดจะสกปรก นอกจากนี้ยังพบต้นสาลี่ป่าที่ออกผลเต็มต้น
สาลี่ป่าแบบนี้ทั้งเปรี้ยวและฝาด เนื้อสัมผัสก็สากกร้านเหมือนกินกรวด ไม่อร่อยสักนิด
แต่นางเดินมาทั้งคืน หิวจนไส้กิ่ว จึงไม่สนใจสิ่งเหล่านี้ ยิ่งไปกว่านั้นที่บ้านก็ยังมีหมิงเป่าอวี้ที่หิ้วท้องหิวรออยู่อีกคน จะมัวแต่คิดเล็กคิดน้อยได้อย่างไร
ทันใดนั้นจมูกของเธอก็ขยับฟุดฟิด
กลิ่นคาวเลือด!
หัวใจของหมิงเป่าจูลอยคว้างขึ้นมาถึงลำคอ กลิ่นคาวเลือดฉุนเข้มเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องดีอย่างแน่นอน เพราะไม่เพียงแต่นางเท่านั้น สัตว์ป่าดุร้ายจากในป่าย่อมจะได้กลิ่นกันถ้วนหน้า
ขณะคิดจะจากไปเงียบๆ แต่ชายเสื้อสีขาวจากพงหญ้าก็ดึงดูดความสนใจของนางเข้าพอดี
หมิงเป่าจูมองสำรวจอย่างละเอียด
ดูเหมือนจะเป็นคน?
จะใช่ชาวบ้านที่ถูกสัตว์ป่าทำร้ายหรือไม่
หมิงเป่าจูไม่สนใจอะไรอีก รีบแหวกพงหญ้าออกอย่างรวดเร็ว
เสี้ยววินาทีถัดมา นางก็ตัวแข็งทื่ออยู่ตรงนั้น
นางภูมิใจกับการเป็นหญิงสาวสมัยศตวรรษที่ 21 ที่เคยพบกับคลื่นลมมรสุมใหญ่ๆ มาก่อน เคยเห็นชายหนุ่มรูปหล่อมาแล้วทุกประเภท แต่ไม่เคยเห็นใครดูดีเท่าผู้ชายคนนี้มาก่อนเลย
คิ้วกระบี่ ดวงตาสดใส แม้ว่าหัวคิ้วจะขมวดแน่นด้วยความเจ็บปวด แต่กลับไม่ส่งผลกระทบต่อความหล่อเหลาของชายหนุ่ม
ความหล่อเหลาของเขาดูค่อนข้างมีความก้าวร้าวเอาแต่ใจเจืออยู่เล็กน้อย เฉกเช่นกระบี่คมที่สุดในโลกหล้าที่ยังไม่หลุดออกจากฝัก ความหล่อเหลาที่ไม่อ่อนโยนกลับดึงดูดสายตาคนเป็นที่สุด
นางสามารถนึกภาพออกว่าเมื่อดวงตาคู่นี้ลืมขึ้นมาจะสร้างความรู้สึกกดดันได้มากเพียงใด
หมิงเป่าจูตะลึงงัน
มาตรฐานความหล่อของคนโบราณสูงขนาดนี้เลยหรือ ไม่รู้ว่ากินอะไรถึงโตมาเป็นแบบนี้…
จนกระทั่งชายหนุ่มเปล่งเสียงครางด้วยความเจ็บปวดออกมาเบาๆ นางถึงหลุดจากโลกมายา กลับมาสู่ความเป็นจริง
ช่วยชีวิตคนคือสิ่งสำคัญ!
หมิงเป่าจูรีบเดินไปข้างหน้า คิดจะตรวจชีพจรให้เขา แต่ไม่นึกว่ากระบี่เล่มหนึ่งจะชี้มาที่คอหอยของตนเอง
ในที่สุดดวงตาคู่นั้นก็ลืมตาขึ้น ดูราวกับดวงดาราที่เปล่งประกายอยู่ท่ามกลางความมืด ทั้งลึกล้ำและเร้นลับ
“เจ้าเป็นใคร…”
น้ำเสียงนั้นทุ้มต่ำดึงดูดใจ
หมิงเป่าจูอึ้งเล็กน้อย คนโบราณผู้นี้สัญชาตญาณป้องกันตัวดีไปหน่อยหรือไม่ บาดเจ็บถึงขนาดนี้ ยังอุตส่าห์ฟื้นขึ้นมาเอากระบี่พาดลำคอของนางได้
“ข้ามาเก็บสมุนไพร เห็นท่านล้มอยู่ที่พื้น จึงคิดจะให้ความช่วยเหลือ…”
“เก็บสมุนไพร?” สายตาคล้ายยิ้มแต่ไม่ยิ้มของชายหนุ่มเลื่อนไปที่เสื้อตัวนอกที่นางวางไว้บนพื้น
เดิมทีก็มีกระบุงที่สานจากหญ้าฟางอยู่สองใบ แต่ตอนออกมาจากบ้านของท่านลุงไม่ได้หยิบมาด้วย
หมิงเป่าจูอดหัวเสียอยู่บ้างไม่ได้
“ท่านต้องสนด้วยหรือว่าข้าจะเก็บอย่างไร และข้าก็พอใจห่อแบบนี้ ในเมื่อเห็นความหวังดีของผู้อื่นเป็นดังตับปอดลา [3] ท่านอยากตาย ข้าก็จะไม่ขัดขวาง”
พูดพลางหยิบสมุนไพรที่ทิ้งไว้ด้านข้างขึ้นมา ตั้งท่าจะไป
“ช้าก่อน”
หมิงเป่าจูชะงักฝีเท้า เสียงของบุรุษที่ลอยมาจากด้านหลังค่อนข้างแหบพร่า
“ข้ายังอยากมีชีวิตอยู่”
ไม่รู้อย่างไร ทั้งที่น้ำเสียงนั้นไม่มีสูงต่ำแท้ๆ แต่นางกลับฟังออกว่ามีความหมายแฝงเร้นที่ตนเองไม่เข้าใจอีกมากมาย เหมือนกำลังบอกเล่าข้อเท็จจริง แต่กลับมีความเฉยชาไม่แยแสอยู่หลายส่วน
เพราะไม่มีผ้าพันแผล นางจึงต้องฉีกเสื้อตัวในที่สะอาดกว่าเล็กน้อยของชายหนุ่มมาพันแผลให้เขา
ตัวเขามีบาดแผลถูกแทงอยู่หลายที่ที่เป็นแผลเหวอะ แต่ทั้งหมดเป็นเพียงบาดแผลภายนอก มีเพียงตำแหน่งเดียวที่ร้ายแรงคือแผลจากกระบี่ที่ถูกแทงบริเวณหน้าอก ซึ่งคลาดไปนิดเดียวก็จะแทงเข้าหัวใจอยู่แล้ว
หากเป็นเช่นนั้นคงได้กลับบ้านเก่าไปจริงๆ
แต่บาดแผลจากกระบี่ลึกเช่นนี้ ก็เพียงพอที่จะเกิดการติดเชื้อได้
หมิงเป่าจูเริ่มมีเหงื่อผุดพรายที่หน้าผาก สาละวนอยู่เป็นครึ่งวัน [4] ในที่สุดก็พันแผลแบบหยาบๆ ให้เขาเสร็จเรียบร้อย หลังจากแตะหน้าผากของเขาแล้วก็ค่อยวางใจลง
เคราะห์ดีไม่มีไข้
แสดงว่าไม่มีอาการติดเชื้อ
เวลานี้พระอาทิตย์ขึ้นสูงโด่งแล้ว หมิงเป่าจูใช้แขนเสื้อเช็ดเหงื่อที่ปลายจมูก
“ท่านคงไม่ใช่ลูกหลานตระกูลเศรษฐีที่มีเรื่องมีราว ถูกคนในตระกูลใส่ร้าย และถูกมารดาเลี้ยงส่งคนมาตามสังหารกระมัง” นางเอ่ยขึ้นมา แล้วจู่ๆ ก็เปลี่ยนเรื่องกะทันหัน
“ช้าก่อน ท่านอย่าตอบดีกว่า ข้าไม่อยากรู้ความลับ แล้วถูกใครมาตามหาเรื่องภายหลังว่าช่วยเหลือท่าน ท่านแค่จ่ายเงินค่ารักษาพยาบาลมาก็พอ”
ค่ารักษาพยาบาล? หมายถึงจ่ายค่าวินิจฉัยโรคหรือ?
ฝีมือของสตรีนางนี้ดูคล่องแคล่วช่ำชองไม่เหมือนเป็นคนชนบท
อาการบาดเจ็บวันนี้เดิมทีมิได้ร้ายแรง เขาเพียงแค่หยุดพักที่นี่เพื่อหลบเลี่ยงจากผู้อื่น ไม่คาดคิดว่าจะได้พบกับสตรีที่มีทักษะทางการแพทย์ผู้นี้…
ดวงตาของชายหนุ่มมีประกายวาบผ่าน หรี่ตาเล็กน้อย ทว่าความเคลื่อนไหวของเขาถัดจากนั้นกลับทำให้หมิงเป่าจูต้องตะลึงงัน
เขานอนลงบนพื้นด้วยท่วงท่าของคนเสเพล ทำลายบุคลิกของตนเองให้ดูเหมือนคนไม่เป็นโล้เป็นพายที่กำลังตีสองหน้า
“เจ้าเดาผิดแล้ว ครอบครัวของผู้น้อยตกต่ำมานาน แม้แต่บ้านของบรรพบุรุษก็ยังขายทิ้งไปแล้ว แม้แต่บ้านจะให้กลับก็ไม่มี… ส่วนที่ถูกคนไล่ตามสังหารครานี้ ก็เพราะหน้าตาหล่อเหลาเกินไป สาวงามของหมู่บ้านมาติดพัน จนไม่ยอมแต่งงานกับผู้อื่น เป็นเหตุให้เกิดคดีฆาตกรรม”
หมิงเป่าจูไม่เคยเห็นใครเปลี่ยนสีหน้าเร็วขนาดนี้มาก่อน เป็นคนที่หน้าหนาไร้ยางอายจริงๆ
น่าเสียดาย หนังหน้าหล่อเหลาของเขาช่างเปล่าประโยชน์แท้ๆ ทั้งที่ได้รับบาดเจ็บสาหัส ก็ยังทำตัวเหลวไหลไร้แก่นสารอยู่ตรงนี้ได้ หมิงเป่าจูไม่เข้าใจเลยจริงๆ
แต่บุรุษผู้นี้กลับยังพูดต่อ “ถึงแม้ครอบครัวของผู้น้อยจะยากจน แต่สุขภาพของผู้น้อยแข็งแรงมาตั้งแต่เด็ก ร่างกายมีกำลังวังชา มิสู้คุณหนูพาข้ากลับบ้าน ไม่ว่าจะตักน้ำผ่าฟืนหรือเป็นผู้คุ้มกันดูแลเรือนล้วนแต่ทำได้ดีเยี่ยม”
ในที่สุดหมิงเป่าจูก็เข้าใจ เจ้าหมอนี่นอกจากไม่อยากควักเงินจ่าย ยังต้องการฉวยโอกาสหลอกใช้ประโยชน์จากตนเองอีกด้วย
เมื่อครู่นางช่างโง่เขลาเหลือทน ถึงถูกความหล่อเหลาของเขาล่อลวงจนนึกว่าเป็นบุรุษสูงส่งผู้ทรงเกียรติ แต่พอเอ่ยปากคำเดียว ภาพลักษณ์ก็ถูกทำลายจนหมดสิ้น
หมิงเป่าจูยกเท้าเดินไปทันที
ไม่นึกว่าบุรุษที่ดูเหมือนจะบาดเจ็บสาหัส แต่สุขภาพโดยพื้นฐานกลับดียิ่ง ตนเองแค่ช่วยพันแผลให้ ใช้ยาไปเพียงเล็กน้อย คนผู้นี้กลับสามารถยืนเองได้ นางเดินช้าเขาก็ทอดน่อง นางเดินเร็วเขาก็เร่งฝีเท้า คอยตามอยู่ด้านหลัง
ปากก็ยังคงพร่ำพรรณนาความดีงามของตนเอง
“แต่ไรมาผู้น้อยเป็นคนมีบุญคุณต้องทดแทน คุณหนูช่วยชีวิตข้า ย่อมเป็นผู้มีพระคุณของข้า หากมิได้ตอบแทน ผู้น้อยจะมีหน้าจากไปได้อย่างไร นอกจากตักน้ำผ่าฟืนแล้ว ผู้น้อยยังมีความสามารถรอบด้าน ที่บ้านของคุณหนูมีนักเรียนหรือไม่ สอนหนังสือผู้น้อยก็ทำได้ หรือหากจะให้ผู้น้อยพลีกายตอบแทนบุญคุณ…”
“หยุดๆๆ หยุดเดี๋ยวนี้เลย”
เชิงอรรถ
[1] หมี่ เป็นหน่วยวัดความยาว หมายถึง เมตร
[2] อาจารย์แบร์ หมายถึง เอ็ดเวิร์ด ไมเคิล กริล หรือ แบร์ กริล เป็นนักผจญภัยชาวอังกฤษที่มีชื่อเสียง เขียนหนังสือสารคดีเรื่อง ‘การเอาชีวิตรอดในป่า’ ‘การผจญภัยของแบร์ กริล’ และเป็นที่รู้จักจากซีรีส์ทางโทรทัศน์เรื่อง มนุษย์และพงไพร และสามารถพิชิตยอดเขาเอเวอร์เรสต์ได้ด้วยอายุเพียง 22 ปี
[3] เห็นความหวังดีเป็นดังตับปอดลา หมายถึง ไม่เห็นค่าความหวังดีของผู้อื่น
[4] ครึ่งวัน หมายถึง ระยะเวลาที่นานมาก
หากคุณนักอ่านชอบเรื่องนี้ สามารถกดเก็บเข้าชั้น / Comment เพื่อเป็นกำลังใจให้กับผู้แปลและนักเขียนกันเยอะ ๆ นะคะ ^^
เมื่อยอดเก็บเข้าชั้นถึง 3,000 คน
จะแจกตอนฟรีเพิ่มเป็นวันละ 3 ตอน เป็นเวลา 5 วันเต็มๆค่ะ ^^
บทที่ 3 ช่วยคนจากกองไฟ
หมิงเป่าจูกลัวเขาขึ้นมาจริงๆ เสียแล้ว ทำไมนางถึงโชคร้ายขนาดนี้ อุตส่าห์ปีนขึ้นมาถึงหลังเขา ยังมาเจอกับตัวปัญหาเข้าจนได้
“ท่านอย่าตามข้ามาเลย บ้านข้ายากจนข้นแค้น เลี้ยงหนุ่มหน้าขาว [1] ไม่ไหวหรอก”
หนุ่มหน้าขาว?
หมิงเป่าจูกลับมาที่ข้างบ่อและเปิดไม้น้ำออก นึกไม่ถึงว่าจะจับได้ปลาจี้ [2] ตัวใหญ่น้ำหนักราวครึ่งชั่ง [3] มาได้สองตัว นางกลัวว่าน้องชายจะหิวแย่แล้ว จึงรีบเดินกลับโดยไม่แยแส ‘ความประหลาดใจ’ ที่วาบผ่านดวงตาของชายหนุ่มเมื่อได้ยินคำนี้
เขายิ้มหยอกเย้า ยังคงพูดต่อไป “ผู้น้อยไม่ใช่หนุ่มหน้าขาวธรรมดาทั่วไป…”
เขาตามไปตลอดทางจนถึงเชิงเขา เดินตรงไปอีกสองสามลี้ [4] ก็ถึงหมู่บ้านแล้ว
แต่ก่อนที่นางจะขับไล่เขาไป ก็เห็นคนกลุ่มใหญ่พากันเดินจากหน้าทางเข้าหมู่บ้านไปทางทิศตะวันออก
หัวใจของหมิงเป่าจูพลันหล่นวูบ
ทางเข้าหมู่บ้านด้านทิศตะวันออกมีทุ่งนาแบบขั้นบันได ถัดจากแนวคันนาไปก็เป็นบ้านของหมิงเป่าจู
ยังไม่ทันถึงปากทางเข้าหมู่บ้าน ก็เห็นเปลวเพลิงพวยพุ่งขึ้นไปบนท้องฟ้าทางทิศตะวันออก และบ้านที่ถูกไฟไหม้ก็เป็นบ้านของหมิงเป่าจูพอดี มีคนมุงอยู่รอบบ้าน ส่วนคนที่เป็นผู้นำถือคบเพลิงก็คือหมิงเถี่ยจู้!
เป่าอวี้ยังอยู่ข้างใน
ความตระหนกลนลานและความเกลียดชังอย่างรุนแรงรึงรัดในหัวใจของหมิงเป่าจูในชั่วพริบตา
นางไม่เคยคิดว่าจะมีคนโหดเหี้ยมอำมหิตถึงขั้นนี้ เฆี่ยนตีดุด่ายังไม่พอ นี่ถึงกับมาวางเพลิงเผาบ้าน คนเหล่านี้ไม่เกรงกลัวกฎหมายบ้านเมืองกันบ้างเลยหรือ?
ยามนี้หมิงเป่าจูยังไม่เข้าใจหลักการที่ว่ากำแพงล้มคนร่วมผลัก [5] กฎหมายสมัยโบราณกับยุคปัจจุบันย่อมแตกต่างกัน ทุกสิ่งต้องพิจารณาตามสถานการณ์
ยิ่งใกล้เท่าไร เสียงกรีดร้องขอความช่วยเหลือของหมิงเป่าอวี้ก็ยิ่งแสบแก้วหู
แต่คนที่ล้อมอยู่โดยรอบกลับทำเหมือนไม่ได้ยิน ราวกับต้องการจะเผาคนทั้งเป็น
หมิงเถี่ยจู้เห็นนางวิ่งมาแต่ไกล ความคิดแก้แค้นก็ผุดขึ้นในดวงตา ปากก็ร้องตะโกนเสียงดัง “ต้าซือ [6] บอกว่า ช่วงนี้ในหมู่บ้านเกิดเรื่องขึ้นมากมายล้วนเป็นเพราะบ้านหลังนี้เป็นอัปมงคล น่าแค้นใจนักที่ข้ารู้ช้าไป ทำเอาน้องชายกับน้องสะใภ้ที่น่าสงสารของข้าต้องล้มหายตายจากไปทั้งคู่”
หมิงเป่าจูขึงตาจ้องเขาอย่างเอาเป็นเอาตาย แต่กลับทำอะไรไม่ได้ จึงวิ่งตรงไปทางที่เปลวเพลิงกำลังพวยพุ่ง
ประตูถูกคนปิดตายจากด้านนอก
ไม่ต้องคิด หมิงเถี่ยจู้เป็นคนทำอย่างแน่นอน
นางออกแรงกระแทกประตูเข้าไป
ประตูถูกเปิดออก ไม้กระดานล้มเข้าไปในบ้าน ทับไฟดับไปแถบหนึ่ง แต่เพราะความเคลื่อนไหวที่ค่อนข้างรุนแรง ทำให้คานหลังคาพังลงมา กระแสความร้อนจากเปลวเพลิงพุ่งเข้ามาที่ใบหน้าของนาง
“เป่าอวี้ เจ้าอยู่ไหน”
นางสูดควันไฟเข้าไป เดิมทีก็มองสิ่งที่เกิดขึ้นข้างในไม่ชัดอยู่แล้ว จึงสำลักไป ร้องตะโกนเรียกไป
มีเสียงเบาหวิวราวกับเสียงยุงแว่วมาจากปลายเตียง “พี่หญิง อย่าเข้ามา อันตราย”
หมิงเป่าจูรู้ตำแหน่งของเป่าอวี้แล้ว ก็วิ่งเข้าไปกอดเขาไว้
“เป่าอวี้ อย่ากลัว พี่จะช่วยเจ้าออกไปให้ได้”
ไฟลุกโหมแรงขึ้นทุกขณะ หนทางล้วนถูกปิดกั้นทั้งหมด นางมองหน้าต่างที่ถูกปิดตาย บัดนี้กำลังถูกไฟลุกไหม้
มารดามันเถอะ ตายเป็นตาย!
หมิงเป่าจูก่นสบถอย่างรุนแรงในใจ แล้วกอดรัดเป่าอวี้ในอ้อมแขนแนบแน่น ก่อนวิ่งฝ่ากองเพลิงออกไป
หลังจากหนีพ้นทะเลเพลิงออกมาได้แล้ว ไฟก็ลุกติดทั่วร่าง
นางวางเป่าอวี้ไว้ด้านข้าง แล้วนอนกลิ้งไปมากับพื้น จนกระทั่งลูกไฟที่ติดตามตัวถูกดับลง แต่เสื้อผ้าก็ไหม้จนขาดรุ่งริ่ง ปลายผมก็เหลืองกรอบ ใบหน้าเล็กจ้อยเท่าฝ่ามือก็ดำปี๋จนมองไม่เห็นเค้าหน้าเดิมโดยสิ้นเชิง
เมื่อนางลุกขึ้นมาอีกครั้ง หัวใจก็ลุกโชนไปด้วยเพลิงโทสะ
“หมิงเถี่ยจู้! เจ้าคิดจะสังหารคนให้สิ้นซาก เผาเป่าอวี้ให้ตายทั้งเป็นใช่หรือไม่”
“เฮอะ นี่เจ้าพูดเองทั้งนั้น”
หมิงเถี่ยจู้วางท่าเป็นลุงแสนดีแต่กลับถูกลูกหลานจิตใจโสมมสาดน้ำครำ
“ต้าซือกล่าวว่าบ้านหลังนี้ไม่สะอาด ข้าก็ต้องสละชีวิตเพื่อผดุงความชอบธรรม บ้านหลังนี้เป็นของน้องชายข้า ข้าไหนเลยจะไม่ปวดใจ ส่วนเป่าจู เจ้าออกไปมั่วกับบุรุษ แต่กลับขังเป่าอวี้ไว้ในบ้าน ทำเอาหลานชายข้าถูกไฟคลอกตายไปแล้ว”
หมิงเป่าจูโกรธจนหัวเราะออกมา
คนไร้ยางอายผู้นี้ถึงขั้นกลับดำเป็นขาว!
ยังมาใส่ร้ายทำลายความบริสุทธิ์ของนาง
แต่ไม่นึกว่าคนในหมู่บ้านเหล่านั้นถึงกับพากันคล้อยตามเป็นปี่เป็นขลุ่ย
“มิน่าเล่า สองวันก่อนข้าเห็นนางทำท่าทางลับๆ ล่อๆ เข้าไปในป่า ไม่นานนักก็มีบุรุษคนหนึ่งเข้าไป ตอนนั้นข้ายังคิดว่านางหนูเป่าจูเป็นเด็กดีเฉลียวฉลาดมาโดยตลอด คงไม่ทำเรื่องต่ำช้าเยี่ยงนั้น ไม่นึกเลยว่า…”
“จิ๊ๆ ลุงของนางออกมาพูดเอง จะเป็นเท็จได้อีกหรือ”
“คนเรารู้หน้าไม่รู้ใจจริงๆ วันนั้นข้าเห็น ยังนึกว่าตนเองตาฝาด”
“สตรีพรรค์นี้สมควรถูกจับขังกรงหมูถ่วงน้ำ”
ชั่วพริบตานั้นสายตาของทุกคนที่มองนางล้วนเปลี่ยนไป ราวกับว่าเห็นนางเข้าไปขโมยของแล้วถูกจับได้ด้วยตาของตนเอง ต่างขบเขี้ยวเคี้ยวฟันด้วยความเดือดดาลแทบอยากจะฉีกเนื้อให้ขาดเป็นชิ้นๆ
หมิงเถี่ยจู้เห็นเช่นนี้ สายตาก็ผุดแววลำพองใจ
นี่คือความสามารถของเขา ในหมู่บ้านแห่งนี้ ไม่ว่าเขาพูดอะไรก็เป็นไปตามนั้น นางเด็กเหลือขอบังอาจทำให้เงินที่กำลังจะมาถึงมือเขาต้องหลุดลอยไป ซ้ำยังกล้าวางอำนาจข่มขู่เขาอีก บัดนี้ชื่อเสียงของนางถูกทำลายสิ้นแล้ว แต่งก็แต่งไม่ออก ยิ่งไปกว่านั้น นางเด็กน่าตายคนนี้ก็เปลี่ยนไปจากเดิมมาก วิธีการเก่าๆ ใช้ไม่ได้ผลอีกต่อไป
แต่ความแค้นในใจกลับไม่อาจมอดดับ มิสู้จัดการนางให้ตายไปเสียเลยดีกว่า
หากฆ่านางเด็กสารเลวนี่ไม่ได้ ก็อย่าเรียกเขาว่าหมิงเถี่ยจู้
จากนั้นก็แสร้งทำเป็นกล่าววาจาด้วยความปวดร้าวใจ “ทุกคน สกุลหมิงของข้าให้กำเนิดหญิงที่ทำให้เสื่อมเสียวงศ์ตระกูล เป็นความผิดของข้า และสิ่งนี้อาจส่งผลกระทบให้ชื่อเสียงอันดีงามของหมู่บ้านต้องด่างพร้อย ทำให้บุตรสาวของพวกเราไม่สามารถแต่งงานไปกับครอบครัวที่ดีได้ วันนี้ข้าจึงตัดสินใจ สังหารญาติเพื่อผดุงความยุติธรรม นางจะต้องถูกชำระล้างด้วยไฟ เพื่อที่จะได้รับการให้อภัยจากบรรพบุรุษ”
การกระทำของเขากลับได้รับการชื่นชมจากทุกคนที่มองเขาราวกับเป็นวีรบุรุษ
สิ่งที่โง่เขลา ไร้อารยะ และเหลวไหลโดยสิ้นเชิงบังเกิดขึ้นต่อหน้าต่อตานาง
“ใครก็ได้ จับนางเสีย”
ชายฉกรรจ์สองสามคนรีบวิ่งเข้ามาจับกุมนาง แต่ชาติก่อนหมิงเป่าจูเคยเรียนวิชาป้องกันตัว จึงสามารถโจมตีจุดอ่อนของบุรุษเหล่านั้นได้ทุกการเคลื่อนไหว แต่นางต้านทานคนหมู่มากไม่ไหว ในที่สุดก็ถูกบิดแขนและมัดด้วยเชือก
“ช้าก่อน”
ชาวบ้านต่างเคลื่อนตัวเปิดทางให้
หลี่ไหวฺอวี้ไม่รู้ไปหาเสื้อผ้าหรูหรามาจากไหน หลังจากเปลี่ยนแล้ว ก็ดูภูมิฐานอย่างยิ่ง พวกชาวบ้านเห็นคนแปลกหน้าเช่นนี้ ก็ไม่กล้าเข้าไปท้าทายตามอำเภอใจ
ท่วงทีสง่างามเช่นนี้คนหาเช้ากินค่ำอย่างพวกเขาไม่มีทางที่จะมีได้อย่างแน่นอน
พวกเขาต่างมีความเคารพยำเกรงต่อผู้มีอำนาจโดยธรรมชาติ
หมิงเถี่ยจู้ลอบพิจารณาสังเกตเขาโดยไม่เผยวี่แวว พลันเกิดใจฝ่อคิดอยากจะถอนตัวกลางคันอยู่บ้าง เคยได้ยินจากในตำราว่ามีบุตรหลานคนมีอำนาจจำนวนไม่น้อยที่ชอบทำตัวเยี่ยงจอมยุทธ์ผดุงความถูกต้อง และทวงถามความเป็นธรรม
แต่เขาจะไม่ยอมสูญเสียโอกาสที่ลบล้างความอดสูก่อนหน้านี้ไปเป็นอันขาด
“ลักลอบพบปะกับบุรุษ ฝ่าฝืนจริยธรรม เป็นความผิดมหันต์ ถึงแม้ข้าจะเป็นลุงแท้ๆ ของนาง ก็ไม่อาจเห็นแก่ตัว มิเช่นนั้นสวรรค์คงพิโรธ คนที่จะทุกข์ร้อนก็คือประชาชนทั่วหล้า”
หลี่ไหวฺอวี้ไม่สนใจไยดีเขา แต่กลับก้าวเดินช้าๆ ไปถึงข้างกายบุรุษที่มีจมูกแดงก่ำ
“เมื่อครู่ข้าได้ยินพี่ชายกล่าวว่า เห็นแม่นางผู้นี้เข้าไปในป่าเองกับตา เช่นนั้นพี่ชายได้โปรดบอกเล่าให้ข้าทราบได้หรือไม่ว่า ที่ไหน เวลาใด แม่นางสวมใส่อาภรณ์อย่างไร ต่อมาบุรุษผู้นั้นแต่งกายเช่นไร พี่ชายเพียงกระซิบเล่าจากที่ได้เห็นได้ยินมาก็พอ”
ชายจมูกแดงนัยน์ตาเลื่อนลอย แต่กลับไม่กล้ากระซิบข้างหู จงใจวางมาดแล้วเอ่ยว่า
“ข้าเห็นมาจริงๆ มะ… เมื่อสามวันก่อน ข้าเห็นนางเข้าไปในป่าทางตะวันออกของทางเข้าหมู่บ้าน สวมชุด…”
“นางสวมเสื้อผ้าอย่างไร” หลี่ไหวฺอวี้เค้นถาม
“สะ…สีขาว เอ้อ เขียว…”
“ขาวหรือเขียวกันแน่” หลี่ไหวฺอวี้ถามย้ำอีกครา
“สีขาว!” ชายจมูกแดงเอ่ยปากเสียงดัง ราวกับยืนกรานความคิดเป็นที่แน่นอนแล้ว
เชิงอรรถ
[1] หนุ่มหน้าขาว หมายถึง หมายถึงชายหนุ่มวัยละอ่อน หน้าตาหล่อเหลา แต่บ้างก็ใช้ในความหมายในทางเสื่อมเสียคือ หมายถึงผู้ชายที่ต้องพึ่งพาอาศัยเงินทองของฝ่ายหญิง
[2] ปลาจี้ เป็นปลาน้ำจืด พบได้ตามแห่งน้ำนอกที่ราบสูงชิงไห่-ทิเบต เพาะพันธุ์ง่าย เลี้ยงง่าย นำมาทำอาหารได้หลากหลาย มีโภชนาการสูง และมีสรรพคุณทางยา
[3] ชั่ง หรือ จิน เป็นหน่วยน้ำหนักของจีน มีค่าเท่ากับน้ำหนัก 500 กรัม ปัจจุบันยังใช้อยู่
[4] ลี้ หรือ หลี่ เป็นหน่วยวัดของจีน มีความยาวเท่ากับ 500 เมตร
[5] กำแพงล้มคนร่วมผลัก หมายถึง การที่ทุกคนร่วมซ้ำเติมคนที่กำลังตกที่นั่งลำบาก
[6] ต้าซือ เป็นคำเรียกพระภิกษุ
หากคุณนักอ่านชอบเรื่องนี้ สามารถกดเก็บเข้าชั้น / Comment เพื่อเป็นกำลังใจให้กับผู้แปลและนักเขียนกันเยอะ ๆ นะคะ ^^
เมื่อยอดเก็บเข้าชั้นถึง 3,000 คน
จะแจกตอนฟรีเพิ่มเป็นวันละ 3 ตอน เป็นเวลา 5 วันเต็มๆค่ะ ^^