โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“ทำเพลง 20 ปี แต่รายได้สู้ตอนอยู่ในวงการหนังผู้ใหญ่ 3 ปีไม่ได้” เมื่อ บัตรแพง เสื้อทัวร์โหด และธุรกิจดนตรีเติบโต แต่ทำไมศิลปินอินดี้ยังต้องใช้เงินตัวเองเพื่อออกทัวร์?

Thairath Plus - ไทยรัฐพลัส

อัพเดต 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา
ภาพไฮไลต์

ในช่วงปลายเดือนเมษายนที่ผ่านมาทางสถาบันวิจัยเศรษฐกิจดนตรีระดับโลกอย่าง Omdia ได้สรุปสถานการณ์ในภาคเศรษฐกิจของ Global Live Music Market หรือตลาดการแสดงคอนเสิร์ตของศิลปินทั่วโลกว่ากวาดรายรับไปเป็นจำนวนมหาศาลถึง 4 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯหรือมากกว่า 1.306 ล้านล้านบาท เรียกได้ว่าความต้องการและการยอมที่จะจ่ายเงินเพื่อดูคอนเสิร์ตของแฟนเพลงทั่วโลกชนะสภาวะเศรษฐกิจและสภาวะเงินเฟ้อที่เกิดขึ้นในหลายประเทศทั่วโลกไปแล้ว

เงินที่สะพัดในระบบเศรษฐกิจคอนเสิร์ตเคยซบเซาอย่างยิ่งในปี 2021 ซึ่งเป็นปีที่สถานการณ์โควิด19 ยังคงมีอยู่ในบางประเทศเท่านั้นมีมูลค่าเพียง 8.8 ล้านเหรียญสหรัฐฯเท่านั้น โดยรายได้เกือบทั้งหมดเป็นเงินที่แฟนเพลงหมดไปกับการจ่ายเงินซื้อประสบการณ์ในการชมคอนเสิร์ตที่จับต้องไม่ได้หรือ Experiential Economy ผ่านการเล่นโชว์ผ่านทางเครือข่าวดิจิทัล ในช่วงนี้นี่เองที่ทางเหล่าครีเอทีพของทางค่ายเพลงต่างก็งัดกลยุทธ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในอุตสาหกรรมดนตรีโลกมาพยุงตลาดดนตรีที่กำลังดิ่งลงเหวให้ยังคงมีลมหายใจอยู่และในบางกรณีก็ยังสร้างปรากฎการณ์ใหม่ออกมาด้วย

BTS บอยแบนด์เบอร์หนึ่งของโลกได้เปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาสด้วยการเปลี่ยนโฉมการแสดงคอนเสิร์ตแบบออฟไลน์ให้เป็นออนไลน์อย่างแท้จริง ด้วยการสร้างแพลตฟอร์ให้แฟนคลับรู้สึกเหมือนอยู่ในสเตเดียมจริง โดยทัวร์คอนเสิร์ต Map of the Soul ON:E ในปี 2020 ใช้เทคโนโลยี AR (Augmented Reality) และ XR (Extended Reality) ที่ผสานโลกเสมือนเข้ากับพื้นที่จริงเพื่อสร้างประสบการณ์เสมือนจริงให้กับแฟนเพลง โดยโชว์ของวงนับแค่ 2 วันก็ทำเงินไปมากกว่า 44 ล้านเหรียญสหรัฐฯแล้ว

ยังมีศิลปินอีกหลายคนที่ใช้รูปแบบการจัดคอนเสิร์ตเสมือนจริงนี้ในช่วงสถานการณ์โควิดอย่างวง BLACKPINK กับคอนเสิร์ต The Show ที่ร่วมกันทำกับทาง YouTube แร็ปเปอร์ ทราวิส สก็อตต์ กับโชว์อวาตาร์ Astronomical ที่มีผู้เข้าชมสดๆพร้อมกันถึง 12.3 ล้านคน รวมถึง ดัว ลิปา ที่โชว์ Studio 54 ที่จัดผ่านแพลตฟอร์มสตรีมมิง LIVEnow ประสบความสำเร็จอย่างสูงด้วยยอดวิวทะลุ 5 ล้าน เพราะได้ เอลตัน จอห์น, ไคลีย์ มิโนก, ไมลีย์ ไซรัส และอีกมากมาเป็นศิลปินรับเชิญ

การจัดคอนเสิร์ตแบบออนไลน์ถือว่าเป็นโมเดลสำคัญที่ทำให้ทั้งโปรโมเตอร์และนายทุนมองเห็นว่ามาตรฐานในการจัดคอนเสิร์ตที่มีงานวิชวลและโปรดักชั่นที่สมัยก่อนให้ความสำคัญกับความยิ่งใหญ่อลังการและสะกดสายตาเท่านั้น แต่สำหรับงานโปรดักชั่นคอนเสิร์ตยุคหลังโควิดไปแล้วสิ่งที่ทำให้โชว์ประสบความสำเร็จมากกว่าก็คือการให้ผู้ชมมีส่วนร่วมกับโชว์มากขึ้นและมีการแบ่งเซ็กชั่นหรือช่วงเวลาในการแสดงเพอร์ฟอร์แมนซ์ที่แตกต่างกันออกไป เพื่อนำไปเผยแพร่ในแพล็ตฟอร์มโซเชียลมีเดียไปจนถึงการฉายบันทึกการแสดงคอนเสิร์ตในโรงภาพยนตร์ด้วย

ทาง Omdia ได้คาดการณ์ไว้ว่าในระยะยาวอนาคตรายรับของคอนเสิร์ตของศิลปินทั่วโลกภายในช่วงปี 2030-2035 จะมีจำนวนมหาศาลถึง 5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยรายได้ทั้งหมดจะมาจากยอดขายบัตร, รายได้จากสปอนเซอร์และรายได้จากสินค้าที่ระลึกหน้างาน โดยแฟนเพลงจะใช้เงินซื้อสินค้าที่ระลึกอยู่ที่ราวๆ 32 เหรียญสหรัฐฯหรือประมาณ 1 พันกว่าบาท (ไม่รวมเสื้อทัวร์) ส่วนราคาบัตรคอนเสิร์ตในอนาคตมีแนวโน้มว่าจะพุ่งแตะระดับ 144 เหรียญสหรัฐฯหรือหรือเกือบ 5 พันบาทโดยเฉลี่ย โดยทัวร์คอนเสิร์ตที่สร้างมูลค่าในอุตสาหกรรมดนตรีมากที่สุดก็คือ The Era Tour ของ เทย์เลอร์ สวิฟต์ ที่ทำเงินทั่วไปมากกว่า 2 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ รวมถึงทัวร์คอนเสิร์ตของศิลปินอย่าง Coldplay, เอ็ด ชีแรน รวมถึงศิลปินละตินและศิลปินไอดอลกลุ่มระดับแถวหน้าของวงการเพลงเคป็อปหลายๆวงด้วย

In a indie music galaxy far, far away…

เม็ดเงินที่อุตสาหกรรมดนตรีโลกได้รับคล้ายๆกับระบอบประชาธิปไตยอำนาจรวมศูนย์ กล่าวคือรายได้มวลรวมที่คิดมาทั้งหมดนั้นกระจุกตัวอยู่ในรายรับของศิลปินระดับแถวหน้าของโลกเป็นหลักเท่านั้น ตัวอย่างเช่นทัวร์ Music of the Spheres ของวง Coldplay ที่ทำเงินไปได้ 1.5 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ส่วนรายรับต่อโชว์อยู่ที่ 5 - 14 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 170 - 480 ล้านบาท) ที่ถึงแม้ว่าจะสูงมากเพราะเป็น Gross Revenue แต่เงินจำนวนนี้ก็ต้องนำไปจ่ายเป็นค่าจ้างให้กับนักดนตรี, ทีมงานประจำทัวร์, ค่าขนส่งไปจนถึงทีมงานท้องถิ่นอีก แต่เม็ดเงินจำนวนนี้ก็ยังถือว่าสูงมากแบบเทียบกันไม่ได้เลย ถ้าหากเทียบกับรายได้ของศิลปินอิสระในการทัวร์คอนเสิร์ต

ในช่วงปลายปีที่แล้ว อีแวน ไซน์เฟลด์ นักร้องนำและมือเบสของ Biohazard วงฮาร์ดคอร์พังก์และกรูฟเมทัลระดับตำนานได้ออกมาให้สัมภาษณ์ผ่านทางนิตยสาร Metal Hammer ว่า “เงินที่ผมได้รับจากการอยู่ในอุตสาหกรรมหนังสำหรับผู้ใหญ่ 3 ปีแรกนั้นมากกว่าเงินที่ผมได้รับจากการทำงานอยู่ในธุรกิจวงการดนตรีมาตลอด 20 ปีเสียอีก ในตอนที่ผมเข้าวงการใหม่ๆยังไม่มี Pornhub ด้วยซ้ำไป”

อีแวน ไซน์เฟลด์ เผยตามตรงว่าเขาเป็นผู้ชายที่ชอบโชว์ความเป็นชายและเขาก็ได้พบกับ เทรา แพทริก ภรรยาคนที่ 2 ซึ่งเป็นซูเปอร์สตาร์ของอุตสาหกรรมหนังผู้ใหญ่ และถึงแม้ว่าจะเลิกเล่นหนังแล้วก็ตาม อีแวน ก็ยังคงจริงจังกับธุรกิจนี้ เขาตั้งแพลตฟอร์มที่มีชื่อว่า IsMyGirl ขึ้นมาเพื่อเปิดโอกาสให้ครีเอเตอร์สร้างผลงานของตัวเองและขายตรงให้กับแฟนๆ ได้เลย แพลตฟอร์มนี้มาก่อน OnlyFans เสียอีก

ไม่มีการเปิดเผยว่า อีแวน ไซน์เฟลด์ มีรายได้จากการทำงานในวงการหนังสำหรับผู้ใหญ่เป็นจำนวนเท่าไหร่จากการอยู่ในวงการ 3 ปี แต่การที่เขาเผยว่ามันเป็นรายรับที่มามากกว่าการทำงานเพลงเป็นเวลา 2 ทศวรรษให้กับวง Biohazard ที่ถือเป็นวงแร็ป/ฮาร์ดคอร์ที่ส่งอิทธิพลต่อวงการดนตรีฮาร์ดคอร์ในนิวยอร์กมาตั้งแต่ต้นยุค 90 โดยวงเมทัลอย่าง Pantera, Machine Head หรือแม้กระทั่ง Korn ก็ยังได้แรงบันดาลใจมาจาก Biohazard ก็บ่งบอกได้อย่างชัดเจนแล้วว่าศิลปินที่ทำเพลงนอกกระแสจะต้องดิ้นรนมากแค่ไหนเพื่อให้อยู่รอดให้ได้ ถึงแม้ว่าชื่อชั้นของวงจะเป็นระดับตำนานแล้วก็ตาม

ในส่วนของศิลปินอินดี้ที่มีอยู่ภายใต้การดูแลของค่ายเพลงเล็กอิสระหรือแม้แต่ไม่มีค่ายเพลงต้นสังกัดเลยทั่วโลก ทาง Omdia ก็ได้ทำการสำรวจแบบคร่าวๆและพบว่ากลยุทธ์ในการหารายได้เชิงพานิชย์มีความแตกต่างออกไปจากศิลปินเมนสตรีมอย่างสิ้นเชิง เพราะในขณะที่ศิลปินที่มีชื่อเสียงมีฐานแฟนเพลงรองรับสถานะทางการเงินทั้งในแง่ของการ ยอดขายบัตรคอนเสิร์ต, สินค้าที่ระลึก, ส่วนแบ่งค่าลิขสิทธิ์และอื่นๆอยู่แล้ว ศิลปินอินดี้ยังคงดิ้นรนสร้างฐานแฟนเพลงและมีอีกเป็นจำนวนมากที่ต้องสร้างภาพลักษณ์ที่น่าสนใจใหม่ๆขึ้นมานอกเหนือไปจากการทำงานเพลงที่น่าสนใจเพื่อให้ผลงานของตัวเองขายได้

จากสถิติที่รายงานโดย Omdia และ Econ Market Research ซึ่งเป็นสำนักวิเคราะห์เศรษฐกิจและการตลาดสากลเผยตัวเลขที่น่าตกใจว่าในปัจจุบันศิลปินอิสระที่เพิ่งจะเริ่มต้นเผยแพร่ผลงานมีรายรับราวๆ 100-500 เหรียญสหรัฐฯหรือประมาณ 3,500-10,000 บาทต่อโชว์และน้อยกว่านั้นมากถ้าเป็นศิลปินที่สร้างผลงานในประเทศที่มีต้นทุนในการเสพดนตรีที่เน้นความเป็นศิลปะน้อยกว่าดนตรีที่ค่ายเพลงสร้างขึ้นในเชิงพานิชย์มากๆ ส่วนศิลปินอินดี้ที่มีฐานแฟนคลับรายได้ต่อโชว์อาจจะขยับมาอยู่ที่ 2,000-10,000 เหรียญสหรัฐฯหรือราวๆ 70,000-350,000 บาท แต่มีศิลปินอินดี้ในแต่ละประเทศน้อยมากที่จะเดินทางมาถึงจุดนี้ได้

สำหรับโปรโมเตอร์แล้วในปัจจุบันจำนวนบัตรคอนเสิร์ตที่ขายได้ไม่ใช่เป้าหมายหลักในการหารายได้อีกต่อไปแล้ว เพราะนายทุนรู้ดีว่าไม่สามารถเอาแน่เอานอนกับยอดขายบัตรได้ นายทุนจึงใช้วิธีการนำสินค้าต่างๆไปโปรโมทหรือขายในคอนเสิร์ตแทน และนี่คือรายได้หลักที่โปรโมเตอร์จะได้และนายทุนต้องมีกรอบว่าถ้าหักลบกลบหนี้แล้วได้ทุนคืนมาเท่านี้ก็จะอยู่ในจุดที่พอใจ คืออาจจะได้กำไรมาเล็กน้อยหรือขาดทุนเล็กน้อยก็ได้แต่นายทุนก็จะยังคงจับมือกับโปรโมเตอร์ต่อไปเพื่อรักษาคอนเนกชั่น เพราะจะมีบางวงที่ถึงแม้ว่าจะเป็นศิลปินอินดี้ แต่ถ้ากระแสของวงเหล่านั้นกำลังมา เงินที่ได้รับจากยอดขายบัตรที่การันตีได้ว่า Sold Out แน่ๆหรือขายเกือบหมดก็จะมาใช้ทดแทนโชว์ที่ขาดทุนครั้งก่อนๆไปได้

การจัดคอนเสิร์ตอินดี้ทั้งในไทยและต่างประเทศอาศัยใจรักและแพสชั่นที่ต้องการให้ซีนดนตรีที่ตัวเองรักยังหายใจได้ต่อไป ถึงแม้ว่าจะต้องยอมเจ็บตัวก็ตาม ส่วนตัวศิลปินเองก็ต้องดิ้นรน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทัวร์ภายในประเทศหรือต่างประเทศที่ต้องเสียเงินค่าเดินทาง, ค่าที่พัก, ค่าอาหารและค่าอื่นๆสูงมาก ราคาที่ต้องจ่ายนี้กลืนกินรายได้จากค่าแสดงคอนเสิร์ตแทบจะตลอดทั้งทัวร์ ส่งผลให้ศิลปินอินดี้จำนวนมากหันมาพึ่งการขายเสื้อยืดที่ออกแบบมาหลายลายรวมถึงการขายแผ่นเสียง. ซีดีไปจนถึงสินค้าที่เกี่ยวกับวงอีกหลายประเภทจนแทบจะเป็นรายได้หลักให้กับวงเพื่อให้ทัวร์คอนเสิร์ตจบลงโดยที่ไม่ต้องใช้เงินตัวเอง เพราะรายได้จากการขายเสื้อยืดได้ 1 ตัวอาจจะมีมูลค่าเท่ากับยอดสตรีมเพลงถึงเกือบ 9 พันครั้ง

กรณีศึกษาจริงจากวง Los Campesinos!

โดยปรกติแล้วบัญชีรายรับรายจ่ายของศิลปินที่ได้มาและเสียไป (Balance Sheets) ในระหว่างการทัวร์คอนเสิร์ตถือเป็นความลับ แต่เมื่อไม่นานมานี้ Los Campesinos! วงอินดี้ร็อกจากเวลส์ได้ออกมาเผย Balance Sheets อย่างเปิดเผย โดยทางวงบอกอย่างตรงไปตรงมาว่า “สำหรับพวกเราแล้วอุตสาหกรรมการแสดงสดได้พังแบบราบราพณาสูรไปแล้วถึง 99% เพราะต้องยอมรับว่าแฟนเพลงมีรายรับเท่าเดิมแต่ค่าใช้จ่ายสูงขึ้น รวมถึงค่าบัตรคอนเสิร์ตกลับแพงจนเกินไป

มีการบ่นถึงเรื่องเหล่านี้มานานแล้ว แต่ที่ผ่านมามันก็เป็นเพียงการระบายความรู้สึกโดยปราศจากรายละเอียดและหลักฐาน ในตอนนี้วงดนตรีอินดี้และวงที่มีชื่อเสียงในระดับกลางๆ ไม่รู้ว่าพวกเขาถูกเอาเปรียบจากผู้จัดการและค่ายเพลงที่มักจะได้รับเงินจากหลายๆ โปรเจกต์มากกว่าศิลปินที่สร้างสรรค์ผลงานของตัวเองออกมาเสียอีก ต้องเข้าใจก่อนว่าภาพลักษณ์ของศิลปินนั้นสำคัญมากและผู้ที่ได้รับประโยชน์อย่างค่ายเพลงและผู้ที่เกี่ยวข้องซึ่งได้รับเงินจากศิลปินมักจะให้ความสำคัญไปกับการทำพีอาร์และประสานงานในการโปรโมทผลงานที่ทำเงินให้กับพวกเขาได้ แต่ไม่มีใครรู้ว่าจริงๆแล้วศิลปินได้รับผลตอบแทนเท่าไหร่ เพราะค่ายกลัวว่าจะได้รับผลกระทบที่คาดไม่ถึงหากแฟนๆรู้ว่าศิลปินได้รับเงินน้อยแค่ไหนจากการทัวร์คอนเสิร์ตครั้งหนึ่ง

Los Campesinos! ยืนยันว่ารายละเอียดทางด้านการเงินที่พวกเขากำลังจะเปิดเผยนี้เป็นสิ่งที่วงอินดี้ทั่วโลกกำลังเผชิญแต่ไม่กล้าบอกใคร มันเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมทางวงถึงทัวร์บ่อยกว่านี้ไม่ได้และอยากให้วงอื่นๆออกมาเปิดเผยถึงเรื่องนี้กันให้มากกว่านี้เพื่อเป็นการหาทางในการแก้ไขปัญหาร่วมกัน

สิ่งที่ควรรู้เป็นอย่างแรกเลยก็คือ Los Campesinos! เป็นวงที่มีสมาชิก 7 คนและไม่มีนักดนตรีเล่นแบ็คอัพ ในการทัวร์คอนเสิร์ตสมาชิกหลายคนต้องพาลูกๆเดินทางไปด้วยเพราะไม่มีใครดูแล ทางวงต้องจัดการทุกอย่างในระหว่างทัวร์ทั้งหมดและดูแลค่ายเพลงด้วยตัวเอง ทุกคนต่างก็มีงานประจำและใช้โควตาลาพักร้อนเพื่อมาออกทัวร์ ถึงแม้ว่าการทัวร์คอนเสิร์ตไม่ใช่รายได้หลักแต่ที่วงทัวร์อยู่ก็เพราะว่ามันสนุก นอกจากนี้ทุกคนก็ยังรักในการเล่นดนตรีและอยากพบปะกับแฟนเพลงด้วย

ทัวร์อเมริกาเหนือของวงในปี 2024 เพื่อสนับสนุนอัลบั้ม All Hell บัตรขายหมดแทบทุกโชว์ยกเว้นที่บอสตันเท่านั้น ผู้ชมโดยเฉลี่ยอยู่ที่ราวๆ 850-900 คน สาเหตุที่บัตรขายหมดไม่ใช่เพราะว่าวงมีชื่อเสียงเป็นหลักแต่เป็นเพราะว่าค่าบัตรถูกมากอย่างเหลือเชื่อ (ค่าบัตรปรกติราคาประมาณ 960 บาทและมีบัตรสำหรับคนมีรายได้น้อยขายด้วยซึ่งอยู่ที่ 350 บาทเท่านั้น (เพื่อความสะดวกขอใช้สกุลเงินเป็นเงินสกุลบาทที่ผ่านการคำนวณคร่าวๆมาจากค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯแล้ว) ทางวงได้รายรับรวมค่าจ้างอยู่ที่ 5 ล้านสองแสนบาท หักค่าคิวเอเยนซี 10% อยู่ที่ 5 แสนสองหมื่นบาท ภาษีหัก ณ ที่จ่ายและอุปกรณ์ดนตรีที่ต้องหาเพิ่มหน้างานอยู่ที่ 2 แสนสองหมื่นบาท รวมแล้วรายรับสุทธิที่วงได้รับอยู่ที่ 4 ล้านสี่แสนแปดหมื่นบาท

รายจ่ายระหว่างทัวร์ทางวงต้องระมัดระวังอย่างมาก เพราะนอกจากสมาชิก 7 คนแล้วก็ยังมีทีมงานและลูกๆบวกกับคนดูแลเด็กด้วยรวม 14 ชีวิต โดยค่าวีซ่า ค่าธรรมเนียมสถานทูต ค่าตั๋วเครื่องไปกลับ ค่าขนส่งเครื่องดนตรี ค่าประกันการเดินทางอยู่ที่ 6 แสนห้าหมื่นสองพันบาท ค่าเดินทางเฉพาะในอเมริกา ซึ่งส่วนใหญ่หมดไปกับรสบัสทัวร์รวมค่าน้ำมันและค่าจ้างคนขับอยู่ที่ 2 ล้านหกหมื่นบาท ทั้งหมดนี้คิดเป็นเงินที่สูงถึง 46% จากรายรับทั้งหมดแล้ว นอกจากนี้ก็ยังมีค่าเดินทางฉุกเฉินจากชิคาโกไปซีแอตเติลที่ต้องขึ้นเครื่องบินไกลเกินกว่าจะเดินทางด้วยรถบัส ค่าโรงแรม ค่าขนส่งและเช่าอุปกรณ์ดนตรี ค่าจ้างทีมงานจากทีมงานท้องถิ่น ค่าภาษี IRS ของอเมริกา เมื่อนำมาหักกับเงินที่เหลืออยู่แล้วทางวงขาดทุนไปเกือบ 1 แสนบาท

แต่ทางวงรอดตายมาได้ก็เพราะยอดขายเสื้อทัวร์, เสื้อวง, โปสเตอร์และซีดีแผ่นเสียงที่แฟนคลับซื้อเพื่อเป็นการซัพพอร์ต โดยรายรับในส่วนนี้สูงถึงเกือบ 4 ล้านบาท ซึ่งเป็นเงินที่เกือบเท่ากับค่าจ้างเล่นดนตรีตลอดทั้งทัวร์ แต่ก็ยังต้องหักต้นทุนการผลิต หักค่าธรรมเนียมบัตรเครดิต, ค่าระบบเครื่องรูดบัตร, ค่าขนส่งและอื่นๆไปอีก สรุปแล้วกำไรสุทธิจากการขายของที่ระลึกอยู่ที่ 1 ล้านแปดแสนกว่าบาท เมื่อมาหักลบกลบหนี้แล้วทางวงไม่ถึงกับขาดทุนแต่ได้กำไรไปแค่ 1 ล้านเจ็ดแสนสองหมื่นบาทและต้องมาหาร 7 อีกด้วย ส่งผลให้สมาชิกได้รับเงินคนละ 2 แสนห้าหมื่นบาทจากการทัวร์คอนเสิร์ตเดือนเดียว แต่เงินก้อนนี้ก็ต้องเก็บไว้เป็นกองกลางเพื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนในการทำโปรเจกต์และใช้สำหรับการทัวร์ครั้งต่อไปอยู่ดี

ชะตากรรมที่ไม่ต่างกันของวง English Teacher

English Teacher วงอินดี้ร็อกและโพสต์พังก์จากเมืองลีดส์ประเทศอังกฤษได้เซ็นสัญญากับค่ายเพลงระดับเมเจอร์อย่าง Island Records เดบิวต์อัลบั้มของวงที่ชื่อ This Could Be Texas (2024) ได้รับ Mercury Music Prize รางวัลที่เป็นที่ใฝ่ฝันของวงดนตรีอิสระทั้งมวลในสหราชอาณาจักร ดูเหมือนว่าทางวงจะมีเส้นทางในอาชีพศิลปินที่ไร้ซึ่งอุปสรรคและมีอนาคตที่ไม่น่าจะยากลำบากอะไร แต่ในความเป็นจริงแล้วมันกลับตรงกันข้าม

ลิลี่ ฟอนเทน ฟรอนท์วูแมนของวงเผยความจริงที่ไม่ว่าเชื่อผ่านการให้สัมภาษณ์กับทาง The Guardian ว่าถ้าความสำเร็จที่คนภายนอกมองเข้ามาคือ การได้รับรางวัล, มีชื่อเสียงและงานเพลงของวงได้รับเสียงชื่นชมจากนักวิจารณ์ ทางวงก็น้อมรับความสำเร็จนั้น แต่มันตรงข้ามกับสถานะทางการเงินที่วงต้องเผชิญก่อนที่จะ English Teacher จะปล่อยอัลบั้มชุดแรก เพราะเธอยังคงต้องพึ่งพาเงินสวัสดิการคนว่างงานจากรัฐ ต้องอาศัยอยู่กับพ่อแม่ หรือแม้กระทั่งไปนอนค้างตามโซฟาบ้านเพื่อน เนื่องจากไม่มีเงินพอที่จะจ่ายค่าเช่าบ้าน

หลายคนอาจมองว่าศิลปินที่ยังไม่มีผลงานก็ต้องเจอกับสิ่งเหล่านี้ทุกวง แต่ ลิลี่ ฟอนเทนมองว่ารัฐควรจะให้ความสำคัญกับศิลปินที่มีแววว่าจะสามารถสร้างสรรค์ผลงานดีๆออกมาให้ดีกว่านี้ผ่านการระดมทุนหรือการสร้างโปรเจกต์ที่ช่วยผลักดันให้ศิลปินรีดศักยภาพที่มีออกมาได้อย่างหมดจดที่สุด แต่ในอังกฤษกลับมีโครงการรัฐน้อยมากที่จะให้การสนับสนุน

English Teacher เป็นวงที่ดังพอสมควรในหมู่นักฟังเพลงแนวอินดี้ร็อก เพราะงานเพลงของพวกเขามีคุณภาพสูงและมีความเป็นตัวของตัวเอง แต่ตลอดระยะเวลาที่ทัวร์คอนเสิร์ตมาทางวงไม่เคยได้เงินค่าตัวจากการแสดงโดยตรงเลย โดย English Teacher ประสบปัญหาเดียวกับวง Los Campesinos! เพราะว่าถึงแม้ว่าการเล่นตามเทศกาลดนตรีระดับโลกจะได้รับค่าจ้างที่สูง แต่เงินส่วนต่างที่หักลบโน่นนี่นั่นแล้วก็ยังต้องเก็บไปใช้สำหรับงานต่อไปอยู่ดี ส่วนการได้เล่นเป็นศิลปินเฮดไลน์ที่หลายคนมองว่าประสบความสำเร็จ แท้ที่จริงแล้วมันแลกมากับค่าใช้จ่ายจำนวนมาก ซึ่งในที่สุดก็ลงเอยด้วยการขาดทุนอยู่ดี

ลูอิส ไวท์ติง มือกีตาร์ เผยว่าสมาชิกแต่ละคนพยายามใช้เงินให้ได้ไม่เกิน 500 ปอนด์ต่อเดือน (ประมาณ 22,000 บาท) จากเงินกองกลาง ส่วนเงินค่าจ้างล่วงหน้าจากค่ายเพลงก็มักจะหมดไปกับค่าอุปกรณ์ดนตรีที่ต้องซื้อเพิ่มจากที่ค่ายมีให้ ถึงแม้ว่าเงิน 500 ปอนด์จะดูน้อย แต่วง English Teacher ต้องกังวลอยู่ทุกเดือนว่าจะหาเงินมาจากไหน เพราะค่าจ้างที่ได้มาไม่ครอบคลุมด้วยซ้ำ สิ่งที่น่าตกใจก็คือการทัวร์ 16 รอบใน UK ทำกำไรได้แค่ 800 ปอนด์เท่านั้น แต่ในความเป็นจริงมันแทบไม่เหลือกำไรเลย เพราะงบมักจะบานปลายอยู่เสมอ

ตัวแปรสำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือจำนวนคนดูลดลงอย่างเห็นได้ชัดหลังจากสถานการณ์โควิด แฟนเพลงหน้าเก่ามาดูโชว์ลดลง แฟนเพลงหน้าใหม่แทบไม่มีเลย ซึ่งส่งผลต่อรายรับจากค่าบัตรโดยตรง แต่ค่าใช้จ่ายในการทัวร์ UK กลับพุ่งสูงกว่าช่วงก่อนโควิดหลายเท่า นั่นเป็นสาเหตุว่าทำไมสินค้าที่ระลึกถึงมีราคาสูงขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก เพราะต้องนำเงินส่วนต่างเหล่านั้นมาโปะส่วนที่ขาดทุน อุปสรรคเหล่านี้ทำให้วงจาก UK โดยรวมไปทัวร์คอนเสิร์ตใตยุโรปลดลงถึง 74%

ส่วนการแสดงแต่ในประเทศบ้านเกิดก็ทำให้ตลาดถึงจุดอิ่มตัว ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อวงดนตรีอินดี้วงไหนเลย ทาง The Guardian ได้ตรวจสอบ Balance Sheets ของศิลปินอังกฤษจำนวน 12 วงที่ไม่ต้องการเปิดเผยชื่อและมีเพียงศิลปินเดี่ยวเพียงคนเดียวเท่านั้นที่ได้กำไรกลับบ้านไปเกือบ 6,500 ปอนด์ (ประมาณ 288,000 บาท) ฟังดูไม่แย่จากการทำงานเดือนเดียว แต่นี่คือเงินที่มีไว้สำหรับใช้จ่ายในอีก 6 เดือนข้างหน้าที่ไม่มีการทัวร์เลย เงินจำนวนนี้ยิ่งกว่ากัดก้อนเกลือกินด้วยซ้ำไปถ้าจะใช้ชีวิตอยู่ในเมืองใหญ่ที่มีค่าครองชีพสูงมากอย่างกรุงลอนดอนเป็นเวลาครึ่งปี

งานวิจัยชื่อ "The Myth of the Creative Economy" โดยสถาบันวิจัยทางวัฒนธรรมในยุโรปชี้ให้เห็นว่าระบบสตรีมมิ่ง (อย่างเช่น Spotify, Apple Music) ทำให้อุตสาหกรรมเพลงกลายเป็นระบบ “ผู้ชนะกินรวบ” กล่าวคือรายได้ 90% ของแพลตฟอร์มไหลไปหาศิลปินระดับซูเปอร์สตาร์ ซึ่งมีอยู่ในตลาดเพียง 1% เท่านั้น ส่วนศิลปินอีก 99% ที่เหลือไม่สามารถเลี้ยงชีพด้วยค่าสตรีมมิ่งได้ ศิลปินจึงถูกบังคับให้ออกทัวร์คอนเสิร์ตเพื่อหาเงิน แต่เมื่อระบบการทัวร์คอนเสิร์ตต้องมาเจอกับวิกฤตต้นทุนพุ่งสูง ศิลปินกลุ่มนี้จึงเหมือนถูกตัดขาดจากช่องทางรายได้ในแทบจะทุกช่องทาง

ศิลปินที่กินรวบรายได้จำนวนมหาศาลจากการทัวร์คอนเสิร์ตหลักๆมีอยู่ไม่กี่คนอย่างเช่น เทย์เลอร์ สวิฟต์, บียอนเซ่, เอ็ด ชีแรน, เคนดริก ลามาร์, The Weend, Coldplay และล่าสุดรียูเนียนทัวร์ของวง Oasis ส่วนศิลปินที่ทั่วโลกมองว่าอยู่ในระดับท็อปของวงการอย่าง Post Malone, เซย์น มาลิก, เมแกน เทรนเนอร์ และอีกหลายคนยังต้องเลื่อนหรือยกเลิกคอนเสิร์ตในอเมริกาไปแล้วหลายรอบ

หลังสถานการณ์โควิดยุติลงใหม่ๆค่ายเพลงและโปรโมเตอร์เห็นว่าแฟนเพลงพร้อมทุ่มเงินจ่ายเงินเป็นจำนวนมากเพื่อออกไปดูคอนเสิร์ตหลังจากที่ถูกล็อกดาวน์มานาน ส่งผลให้ทางผู้จัดดันค่าบัตรคอนเสิร์ตให้สูงขึ้นมากกว่าก่อนเกินสถานการณ์โควิดไม่ต่ำกว่า 38% แถมยังมีระบบเอาเปรียบผู้บริโภคอีกหลายอย่าง เช่นการเพิ่มค่าบัตรให้สูงขึ้นถ้าหากคนกดซื้อบัตรเยอะมาก (Dynamic Pricing)

สภาวะน้ำขึ้นให้รีบตักนี้ส่งผลกระทบในระยะยาว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงสภาวะเศรษฐกิจที่ไม่ดีในยุคนี้ที่ทำให้เกิดเงินเฟ้อด้านค่าครองชีพ ส่งผลให้แฟนเพลงเริ่มสู้ราคาไม่ไหว การจัดคอนเสิร์ตในสเตเดียมที่ผู้จัดวางเอาไว้ล่วงหน้าแล้วทำให้เกิดการขาดทุนอย่างหนักเพราะบัตรเหลือเป็นจำนวนมาก ซึ่งทำให้เกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า “จุดฟ้าเต็มผัง” (Blue Dot Fever คือที่นั่งที่แสดงเป็นสีฟ้าในแพล็ตฟอร์มขายบัตรคอนเสิร์ตที่ขายไม่ออก) ท้ายที่สุดแล้วผู้จัดก็จำเป็นต้องยกเลิกโชว์ไปในที่สุด

NANO กับแถลงการณ์ที่ชี้ให้เห็นถึงการใช้เงินตัวเองของศิลปินญี่ปุ่นที่ต้องไปทัวร์ตปท.

ศิลปินญี่ปุ่นชื่อดังของวงการเพลงญี่ปุ่น NANO ได้ออกแถลงการณ์ยกเลิกทัวร์ต่างประเทศทั้งหมดเพราะประสบกับปัญหาด้านการเงินและการขนส่งในโลกหลังยุคโควิดที่รุนแรงเกินกว่าจะรับไหว เพราะทั้งต้นทุนในการเดินทาง, ค่าวีซ่า, ค่าขนส่งอุปกรณ์ดนตรี, ค่าเช้าระบบ ไปจนถึงค่าจ้างทีมงานพุ่งสูงขึ้นอย่างทวีคูณ สวนทางกับสภาวะเศรษฐกิจและกำลังซื้อของทุกคนในตอนนี้ นี่คือความเสี่ยงที่รุนแรงจนอาจจะถึงขั้นทำลายอนาคตนักดนตรีและของทีมงานได้

NANO รู้ดีว่าแฟนเพลงได้จองตั๋วเครื่องบิน, โรงแรมและค่าใช้จ่ายอื่นๆเอาไว้แล้วเพื่อมาเจอเธอ ความจริงในข้อนี้ทำให้เธอเสียใจและเจ็บปวดอย่างมากที่ไม่สามารถขึ้นไปยืนอยู่บนเวทีได้ตามสัญญา แต่การตัดสินใจครั้งนี้ไม่ได้เป็นการยอมแพ้ เพราะเป็นการยอมถอยกลับมาเพื่อรักษาชีวิตและอนาคตของทุกๆคนเอาไว้ โดยเธอจะยังคงทำงานเพลงต่อไปและจะหาโอกาสที่เหมาะสมเพื่อกลับไปหาแฟนเพลงในต่างประเทศอีกครั้ง

มีศิลปินญี่ปุ่นจำนวนมากที่เผชิญกับปัญหาเดียวกันนี้ แต่บางคนก็ยอมขาดทุนหรือได้กำไรน้อยมากๆเพื่อมาแสดงคอนเสิร์ตในต่างประเทศ ถึงแม้จะรู้ดีว่าแฟนเพลงที่มาชมจะน้อยมากแค่ไหนก็ตาม ทั้งนี้เป็นเพราะค่าเงินเยนอ่อนตัวลงมากจากพิษเศรษฐกิจ อัตราเงินเฟ้อทั่วโลก และที่สำคัญที่สุดก็คือค่าวีซ่าที่พุ่งสูงขึ้นมาก โดยเฉพาะการแสดงคอนเสิร์ตของศิลปินต่างประเทศในอเมริกาที่มีการปรับค่าธรรมเนียมสูงขึ้นในระดับหลายร้อยเปอร์เซ็นต์ในปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นกำแพงขนาดมหึมาที่ทำให้ศิลปินต่างชาติไม่สามารถจัดทัวร์ระดับกลางได้เลย

ทางออกที่จะไม่ทำให้ศิลปินต้องทำร้ายตัวเอง

สิ่งที่น่าคิดก็คือสถานการณ์ในขณะนี้ที่ศิลปินต้องพยายามทำทุกอย่างเพื่อให้แฟนเพลงได้ชมคอนเสิร์ตหรือแม้กระทั่งยอมใช้เงินตัวเองเพื่อที่จะได้ทำงานเพลงต่อไป ถึงแม้ว่าจะต้องถ่ายเลือดเป็นระยะๆเพื่อให้ยังมีลมหายใจในการทำงานดนตรีต่อไปได้นั้นไม่ได้เกิดขึ้นทั่วโลก เหตุการณ์ลักษณะนี้มักเกิดขึ้นในประเทศที่รัฐไม่ได้ให้ความสำคัญกับศิลปินที่ทำงานสร้างสรรค์แต่ไม่สามารถทำเงินเข้าประเทศได้

แต่ไม่ใช่สำหรับในยุโรป

หลายประเทศในยุโรปให้การสนับสนุนศิลปินต่างชาติที่เดินทางไปแสดงคอนเสิร์ตในประเทศด้วยเงินสนับสนุนของรัฐ (ถ้าหากผ่านการคัดเลือกและตรวจสอบ) สหภาพยุโรปมีกองทุนส่วนกลางและโครงการอย่าง Culture Moves Europe และ Music Moves Europe ที่พร้อมมอบเงินให้กับศิลปินที่ขาดเงินทุนในการแสดงงานศิลปะและคอนเสิร์ต ฝรั่งเศสมีศูนย์ดนตรีแห่งชาติ (CNM - Centre National de la Musique) ที่มีเงินทุนมอบให้กับวงต่างชาติที่เซ็นสัญญากับค่ายในฝรั่งเศสเพื่อเป็นค่าเดินทางและค่าที่พักในการออกทัวร์ทั้งในและต่างประเทศได้

ประเทศเยอรมนีมีหน่วยงานรัฐบาลกลางที่มีชื่อว่า Initiative Musik เพื่อจัดสรรงบประมาณจำนวนมหาศาลเพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมดนตรีอิสระ กลุ่มประเทศนอร์ดิก มีหน่วยงานเหล่าที่ทำหน้าที่ในการส่งออกดนตรีของประเทศ อย่างเช่นหากมีวงดนตรีร็อกหรือเมทัลจากนอร์เวย์ต้องการไปทัวร์อเมริกาหรือยุโรป พวกเขาสามารถยื่นขอทุนเพื่อชดเชยค่าตั๋วเครื่องบิน ค่าวีซ่า และค่าขนส่งเครื่องดนตรีได้แทบจะทันที โดยที่ไม่ต้องทำเอกสารยื่นเรื่องอะไรเลย ขอมีแต่จดหมายรับรองในการไปแสดงคอนเสิร์ตเท่านั้น

แต่สำหรับประเทศที่รัฐไม่อุ้มศิลปินอิสระที่ทำงานศิลปะสร้างสรรค์อย่างเป็นทางการ ทางนายทุน, โปรโมเตอร์และศิลปินก็จำเป็นต้องพึ่งพาอาศัยกันเอาเอง ซึ่งบ่อยครั้งก็ใช่ว่าจะสามารถหาทางออกได้อย่างลงตัว เพราะเมื่อนำเงินมาหักลบกลบหนี้แล้วเห็นได้ชัดว่ามันไม่คุ้มที่จะจัด ส่งผลให้ศิลปินที่ต้องการเผยแพร่ผลงานของตัวเองผ่านการแสดงบนเวทีจำเป็นต้องควักกระเป๋าจ่ายเงินกันเองมากบ้างน้อยบ้างและต้องใช้เงินอย่างระมัดระวังที่สุด และถึงแม้ว่าในปัจจุบันจะมีโครงการของภาครัฐและเอกชนที่ส่งเสริมศิลปินที่จะเผยแพร่ผลงานในต่างแดนอยู่พอสมควร แต่มันก็ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นเท่านั้นและก็ใช้ว่าหน่วยงานรัฐที่สนับสนุนศิลปินที่ทำงานสร้างสรรค์จะมีเงินมอบให้กับศิลปินทุกคนที่ต้องการเผยแพร่ศิลปะวัฒนธรรมไทยผ่านการแสดงดนตรีในต่างประเทศ

ส่วนคำถามใหญ่ที่สุดเลยในตอนนี้ก็คือโครงการเหล่านี้กำลังแก้ปัญหาอย่างถูกจุด, ยั่งยืนและเป็นโครงการระยะยาวจริงๆหรือเปล่า

อ้างอิง

บทความต้นฉบับได้ที่ : “ทำเพลง 20 ปี แต่รายได้สู้ตอนอยู่ในวงการหนังผู้ใหญ่ 3 ปีไม่ได้” เมื่อ บัตรแพง เสื้อทัวร์โหด และธุรกิจดนตรีเติบโต แต่ทำไมศิลปินอินดี้ยังต้องใช้เงินตัวเองเพื่อออกทัวร์?

บทความที่เกี่ยวข้อง

ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : plus.thairath.co.th
- LINE Official : Thairath

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...