โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

‘ปู๊นปู๊น!’ ขบวนรถไฟสายล้านนาอารีย์ ที่จะพาเราแวะชานชาลาวัยจิ๋วจากคณะละครปู๊นปู๊น

a day magazine

อัพเดต 20 ก.ย 2568 เวลา 16.39 น. • เผยแพร่ 20 ก.ย 2568 เวลา 11.00 น. • a day magazine

“ปู๊นปู๊น!” เสียงหวูดดังยาว ขบวนรถไฟของเรากำลังเคลื่อนตัวออกจากชานชาลา พร้อมพาทุกคนไปลงสถานีลับกลางกรุงเทพฯ ที่ชื่อว่า‘ล้านนาอารีย์เธียเตอร์’ ฟังชื่อแล้วเหมือนอยู่เหนือมาก แต่จริงๆ แล้วยังอยู่ที่กรุงเทพฯ เพราะที่แห่งนี้แอบซ่อนอยู่กลางเมืองย่านอารีย์ ปลายทางวันนี้เราจะพาทุกคนไปเจอกับกลุ่มละครเด็กที่มีชื่อว่า ‘คณะละครปู๊นปู๊น’

รถไฟหยุดลงที่สถานี บ้านทรงไทยล้านนาหลังใหญ่โผล่ตระหง่านท่ามกลางตึกสูงสี่เหลี่ยมรอบด้าน เหมือนเผลอหลงทางหลุดเข้ามาอีกโลกหนึ่ง บ้านไม้ยกพื้นหลังนี้ไม่ได้มีไว้แค่ตั้งสวยๆ คลาสสิกแต่อย่างใด แต่เหมือนกำลังบอกเราว่า “เอ้า! ถอดความเป็นผู้ใหญ่ทิ้งก่อนนะ เพราะที่นี่คือโลกของเด็กๆ” ใต้ชายคาบ้านที่เต็มไปด้วยกองทัพของเล่น ฝูงม้าโยกเยก สนามหญ้า และหนังสือนิทานที่วางเรียงแน่นเต็มชั้น ผนังบ้านติดวาดภาพสีเทียนแปะไว้ทั่วผนัง เติมชีวิตชีวาให้บ้านหลังนี้ จนรู้สึกเหมือนกำลังเดินอยู่ในพิพิธภัณฑ์ศิลปะที่จัดแสดงโดยศิลปินรุ่นเล็กอายุไม่เกินสิบขวบ

เราเดินเข้ามาในบ้านกำลังจะก้าวเข้าสนามหญ้า เหลือบเห็นผู้หญิงในชุดเดรสหลากสีรุ้ง กำลังยืนยิ้มต้อนรับแต่ไกล ไม่ผิดแน่ เธอคือ ‘เตย - ณิชา รอดอนันต์’ ผู้ก่อตั้งคณะละครปู๊นปู๊น เธอเอ่ยปากพร้อมกวักมือเรียกเราด้วยความสดใส มือก็ชี้ไปที่ป้ายไม้เล็กๆ “กรุณาถอดรองเท้าก่อนเข้าบ้าน” เอ้า! โรงละครที่ไหนเขาให้ถอดรองเท้ากันล่ะ! (แต่ที่นี่เป็นแบบนั้น) เพราะที่นี่ไม่ใช่โรงละครธรรมดา แต่คือ ‘บ้าน’ ที่หากคุณจะก้าวเข้ามาในบ้านหลังนี้ คุณจะต้องถอดความเป็นผู้ใหญ่ทิ้งไว้สักครู่ เพื่อสัมผัสพื้นหญ้า สัมผัสพื้นทราย คล้ายตอนเด็กๆ ที่เราก็ต่างเคยเล่นสนุก อย่างที่บอกข้างต้น “ถอดความเป็นผู้ใหญ่ทิ้งก่อนนะ เพราะที่นี่คือโลกของเด็กๆ” ดูท่าจะเป็นเช่นนั้นจริงๆ

บ้านแห่งนี้คือโรงละครของคณะละครปู๊นปู๊น ที่เคยทำผลงานมาแล้วมากมาย ไม่ว่าจะเป็น ‘Joey The Dreamer’ ‘ดึ้บดึ้บ เดอะมิวสิคัล’ ‘MY OWN EGG’ และอีกหนึ่งไฮไลต์ก็คือการร่วมมือกับ ‘นกขุนทอง ร้องฮู้!’ รายการเด็กในตำนานที่ทุกบ้านต้องเคยเปิดจอทีวีทิ้งไว้ตอนเช้า ‘เจ้าขุนทอง’ หุ่นมือนกแก้วขี้เล่นให้กลับมามีชีวิตอีกครั้งในบ้านหลังนี้ จนกลายเป็นโชว์ที่ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ร่วมเอนจอยไปพร้อมๆ กันมาแล้วด้วย

ไม่รู้ว่าเป็นเพราะมนต์เสน่ห์ของบ้านไม้ล้านนา หรือเพราะพลังความใจดีของเจ้าของบ้านกันแน่ ที่ทำให้เราเผลอหายใจยาว รู้สึกเหมือนหลุดจากความวุ่นวายในเมืองไปชั่วคราว เมื่อเราพูดคุยกันเรื่องความสงบของบ้าน และเล่าถึงชีวิตชีวาของบ้านหลังนี้ ที่เติมเต็มไปด้วยเด็กๆ ที่คอยแวะเวียนมาซนจนทำให้บ้านนี้มีชีวิตขึ้น เธอยิ้มแล้วตอบง่ายๆ ว่า“เด็กๆ เขาสามารถทำให้เราไม่ต้องรีบ เพราะบางทีพวกเขาก็ใช้เวลากับตรงหน้าได้อย่างใจเย็นมากเลยล่ะ” ฟังแล้วเหมือนโดนสอนบทเรียนชีวิตแบบเนียนๆ โดยไม่ต้องเปิดตำรา และอาจเป็นเพราะพลังงานของเด็กๆ ที่หลงเหลือไว้ที่นี่ ถึงทำให้เราสัมผัสได้ถึงความสงบภายในบ้านหลังนี้

เรากับเตยเลือกนั่งลงตรงมุมใต้หลังคาที่มีกระเบื้องใส แสงแดดลอดลงมาพอดีเหมือนสปอตไลต์ธรรมชาติ เก้าอี้จิ๋วสีเขียวแดงที่ตั้งไว้ให้เรานั่งข้างกันก็น่ารักเสียจนรู้สึกว่า ถ้ามีนมโรงเรียนสักกล่องด้วยนี่ คงเหมือนนั่งรอครูมาเล่านิทานตอนอนุบาลจริงๆ และเมื่อผ่อนคลายได้ที่ รถไฟก็เตรียมเป่านกหวีดดังอีกครั้ง ถึงเวลาแล้วที่เราจะพาทุกคนไปรู้จักกับเธอคนนี้ให้มากขึ้น ทั้งเหตุผล ความฝัน และความหวังที่ทำให้เธอตั้งต้นขบวนรถไฟ ‘คณะละครปู๊นปู๊น’ ขึ้นมา เตรียมตัวให้พร้อม ขบวนกำลังจะออกจากสถานีต่อไปในอีก สาม สอง หนึ่ง ปู๊น! ปู๊น!

ชานชาลาที่หนึ่ง

‘สถานีออกตัวรถไฟปู๊นปู๊น’

อะไรคือแรงบันดาลใจแรกที่ทำให้เกิดคณะละครปู๊นปู๊น

มีรุ่นพี่ที่เขาเรียนจบจากมหา’ลัย แล้วเขาก่อตั้งกลุ่มละครเด็กขึ้นมาชื่อว่า ‘Yellow Fox Theatre’ ก็ทำให้เราจุดประกายได้ว่า เราสามารถทำละครเด็กเป็นอาชีพได้นะ มันสามารถทำเป็นโปรดักชันแล้วเอาไปทัวร์ทั่วประเทศได้ มันมีลู่ทางที่ทำให้ก่อเกิดเป็นอาชีพ

อยู่มาวันหนึ่งตอนที่เราทำงานกับรุ่นพี่ เราก็ไปเจอกับ พริม - ญาณิศา กายสุต’ เพื่อนของเราที่ทำคณะละครปู๊นปู๊นขึ้นมาด้วยกัน เขาเรียนอยู่มหิดล ทำดนตรีมิวสิคัล เรารู้สึกชอบเอนเนอร์จีเขามาก ชอบคนสไตล์แบบนี้ รู้สึกว่าเรายังขาดในสิ่งที่เขามี แล้วเราก็เชื่อว่าเขาเองก็ขาดในสิ่งที่เรามี มั่นเนาะ (หัวเราะ) เพราะเราจบละคร แล้วเขาจบดนตรี มันจะช่วยเสริมกันได้พอดี ทีนี้เราก็เดินดุ่มๆ เข้าไปหาเขาเลยว่า เราชื่อเตยนะ เราทำละครเด็กอยู่ มาแลกคอนแทกกันไหม เผื่อมีอะไรน่าสนใจก็มาทำละครด้วยกัน เราว่ามันน่าจะดี เขาก็เออออกับเราแบบงงๆ เหมือนกันนะตอนนั้น (หัวเราะ)

หลังจากที่ได้แลกคอนแทกมา มีอยู่วันหนึ่งพริมไปอิเกีย ซื้อใบไม้ใบใหญ่มา แล้วถ่ายรูปโพสต์ลงโซเชียลว่า “แม่ง มันใหญ่กว่าที่คิด ไม่รู้จะเอาไปทำอะไรดี” เราทักตอบไปบอกว่า “เอามาเล่นละครไหม” จุดเริ่มต้นมันเริ่มจากตรงนั้น แล้วเราก็นัดเจอกัน นัดคุยบทกัน จนเกิดมาเป็นละครเรื่องแรก ‘ดึ้บดึ้บ เดอะมิวสิคัล’ เป็นหนอนสองตัว สีแดงกับสีเหลือง เราคิดเริ่มต้นมาจากใบไม้ แล้วก็คิดต่อว่าอะไรเกี่ยวข้องกับใบไม้บ้าง นึกถึงหนอน บวกกับตอนนั้นหนอน Lava มันกำลังดังพอดี เลยเอามาเป็นต้นแบบ แต่ก็ปรับให้เป็นในแบบของเรา กลายเป็นหนอนเหลืองหนอนแดงสองคน อันนั้นเรื่องแรกเลย เป็นจุดเริ่มต้นในการทำคณะละครขึ้นมา

ตอนเริ่มทำละครเรื่องแรก ทำกันแค่สองคนเลยไหม

ตอนนั้นเรารู้จักกับกลุ่มละคร Babymime เขามาซ้อมกันที่บ้านหลังนี้ พี่ๆ เขาก็เสนอว่ามีซีนทะเลาะกันใช่ไหม ถ้างั้นลองเล่นเป็นละครใบ้ดูไหม ให้ตัวละครวิ่งไล่กัน เราก็ลองเอามาใส่ แล้วก็มี ‘พี่หยา - จรรยา ธนาสว่างกุล (นักแสดงหญิงที่รับบท ‘พี่ผิน’ ในละครเรื่อง บุพเพสันนิวาส) เขามาช่วยดู แนะนำว่าบทเพิ่มตรงนี้ไหม ให้บทมันดูเมกเซนส์ขึ้น เราว่าคอมมิวนิตีของคนกลุ่มละคร ทุกคนพร้อมให้คำแนะนำมากๆ เขาน่ารักกันทุกคน พร้อมที่จะช่วยเหลือให้ความรู้โดยที่ไม่ได้ขออะไรตอบแทน ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของเราเลย

ทำไมถึงเลือกใช้ชื่อ “ปู๊นปู๊น” เป็นชื่อคณะ

เราอยากเดินทางไปเจอเด็กทั่วประเทศไทย แล้วเราก็คิดว่าอะไรมันสามารถพาเราไปได้บ้าง เราก็นึกถึงรถไฟ แต่จะตั้งชื่อว่าเป็นคณะละครรถไฟมันก็ดูแปลกๆ (หัวเราะ) ก็เลยนึกถึงเสียงรถไฟปู๊นปู๊น! ถ้างั้นก็เอาเป็นชื่อ ปู๊น ปู๊น! เลยแล้วกัน ตั้งแต่ตอนนั้นเราก็ใช้ชื่อนี้มาตลอด เพราะมันเป็นสิ่งที่สื่อถึงเราได้ชัดเจน บอกความเป็นเราได้มากที่สุด เราชอบรถไฟตรงที่มันเคลื่อนไปข้างหน้าช้าๆ แต่มันเดินหน้าไปเรื่อยๆ แต่ก็ยังอยู่บนรางของมันเสมอ พอถึงที่หมายมันก็จะวนกลับมาที่จุดเดิม

ทำไมถึงตั้งชื่อโรงละครแห่งนี้ว่า ‘ล้านนาอารีย์เธียเตอร์’ จุดเริ่มต้นมาจากอะไร

คุณพ่อเขาก็เล็งเห็นว่าเราสนใจสิ่งนี้จริงๆ พ่อเขาก็เลยแอบซุ่มทำพื้นที่ไว้ให้ แต่ไม่ได้บอกว่าจะทำออกมาเป็นแบบไหน มันก็มีช่วงที่เราก็สงสัยนะ เพราะว่าเขาจะชอบพาเราไปเชียงใหม่ พาไปดูบ้านทรงไทย ตอนแรกเราก็นึกว่าจะออกมาเป็นบ้านไม้โมเดิร์น โล่งๆ โปร่งๆ มีกระจกเยอะๆ ปรากฏว่าพอมาถึง ปึ้ง! พ่อเรายกบ้านไม้เรือนไทยล้านนาจากเชียงใหม่มาไว้กลางอารีย์ เป็นบ้านไม้เรือนไทยกุ๊กกู๋เลย (หัวเราะ) แต่ช่วงแรกๆ ที่นี่มันดูเป็นบ้านผีมาก จนมีรุ่นพี่มาขอเช่าถ่ายหนังผีจริงๆ ช่วงแรกที่ทำก็เปิดเป็นโรงละครเด็กทั้งๆ ที่เป็นบ้านไม้กุ๊กกู๋นั่นแหละ จนเราก็ได้ฟีดแบกกลับมาจากผู้ปกครองว่า ตอนแรกก็เกือบจะไม่พาลูกมาแล้ว เพราะเปิดเพจดูแล้วรู้สึกว่ามันน่ากลัว แล้วลูกเขาก็กลัว (หัวเราะ) แต่พอมาเจอจริงๆ ก็ต่างจากภาพที่เห็น พอได้ฟีดแบกมาแบบนี้มาเรื่อยๆ เราก็เลยปรับๆ จนมาบ้านล้านนาอารีย์ในเวอร์ชันทุกวันนี้แหละ

ถ้าทุกคนก้าวเข้ามาในบ้านหลังนี้ จะได้เจอกับอะไรบ้าง

ก็คงเป็นบรรยากาศที่ทำให้รู้สึกเหมือนเป็นบ้านแล้วกัน เพราะที่นี่เป็นโรงละครที่คุณต้องถอดรองเท้าเข้าบ้าน คุณเคยดูละครที่ไหนแล้วคุณต้องถอดรองเท้าไหม ที่นี่เป็นแบบนั้น (หัวเราะ) เพราะเราตั้งใจให้คุณถอดรองเท้าตั้งแต่สนามหญ้า เราอยากให้คุณได้ถอดเท้าเปล่าแล้วเล่นกับพื้นหญ้า พื้นทราย เพราะตอนเด็กๆ เราก็ต่างเคยเล่นอะไรแบบนี้กัน อย่างตอนเด็กๆ เราโตที่อังกฤษ พ่อเราก็จะพาเดินไปสวนสาธารณะ แค่เลี้ยวซ้ายซอยเดียวก็เจอแล้ว ทุกที่ก็จะมีสวนสนามเด็กเล่นให้ได้วิ่งเล่น เหงื่อแตก คลุกคลีกับดินทรายพื้นหญ้า แต่ในกรุงเทพ มันมีแต่ตึก ไม่ค่อยมีแบบนั้น เราเข้าใจว่าพ่อแม่คงไม่สามารถปล่อยลูกออกไปหน้าบ้านแล้วเลี้ยวซ้าย เลี้ยวขวาแล้วเจอสวนสาธารณะได้ มันก็ต้องขับรถออกไปอีกตั้งไกล เราเลยรู้สึกอยากทำพื้นที่ให้เด็กได้วิ่งปล่อยพลังงานของเขา

แต่จริงๆ สถานที่ก็เลือกผู้ชมให้เราแล้วประมาณหนึ่งนะ เพราะคนที่จะมาที่นี่จะต้องเป็นคนที่เปิดกว้างในการเรียนรู้ของเด็ก ถ้าเด็กเขาเล่นมือเปรอะ เขาก็ไปล้างมือได้ ถ้าเด็กเขาเล่นเท้าเปรอะ ก็ค่อยไปล้างเท้าได้ ทุกอย่างมันเลอะแล้วก็ทำความสะอาดได้ ไม่ใช่ว่าทุกอย่างจะต้องเข้มงวดเสมอไป แต่เราก็จะคอยดูแลสถานที่ให้สะอาดที่สุด เพื่อที่จะได้ปลอดภัยสำหรับเด็ก ตอนนี้ก็มีบ่อทรายให้เด็กเล่น สนามหญ้า ม้าโยก ของเล่นสารพัดที่จะให้เด็กๆ ได้สนุก แล้วก็มีหนังสือนิทานให้เด็กเลือกอ่านได้ มันไม่ได้เป็นแค่โรงละครเพื่อดูละครจบแล้วก็จากกันไป แต่มันมีอะไรมากกว่านั้น

ทำไมถึงตัดสินใจทำละครเด็ก

มีหลายคนถามนะว่าทำไมต้องทำละครเด็ก ทำไมต้องอยู่กับเด็ก จริงๆ แล้วมันคือสิ่งที่เราสนใจโดยที่เราเองก็ไม่ได้ตั้งใจเหมือนกัน เวลาออกไปข้างนอกแล้วเราเห็นเด็ก เราจะโฟกัสไปที่เด็กก่อนเลยอย่างแรก มันคงเหมือนคนที่ชอบน้องแมวสายตาก็พุ่งไปหาน้องแมว เพราะมันคือสิ่งที่เราสนใจ อยากพูดคุย อยากเจอ อยากอยู่ด้วยทั้งวัน คงเพราะแบบนั้นเราถึงตัดสินใจทำอาชีพนี้

เป็นคนชอบละครเด็กตั้งแต่เด็กเลยไหม

ใช่ อาจจะเป็นเพราะพ่อเราชอบพาไปดูละคร เปิดละครเด็กให้ดูตั้งแต่เด็ก อย่างเช่นตาวิเศษเห็นนะ หรือปลาฉลามฟันหลอ มีแค่ไม่กี่เรื่องที่ยังจำได้ ตอนนี้เราก็จำเรื่องราวในเรื่องไม่ได้แล้วว่ามันพูดถึงเรื่องอะไร (หัวเราะ) จำได้แค่ว่าตอนที่พ่อเราพาไปดู เรามีความสุขมาก เราชอบมาก มันก็เลยหล่อหลอมเรามาเรื่อยๆ จนถึงทุกวันนี้

คิดว่าเสน่ห์ของละครเด็กคืออะไร

เราคิดว่ามันคือการที่เด็กๆ ได้สนุกกับเรื่องราวนั้น ไม่จำเป็นต้องรู้และเข้าใจเรื่องราว ณ วัยนั้นหรอก อย่างเช่นสมมุติเด็กที่มาดูละครเราวัย 4 ขวบ เขาไม่รู้หรอกว่าเรื่องราวเป็นไง เขารู้แค่ว่าตลกดี ดูแล้วสนุก เท่านั้นก็พอแล้วสำหรับวัยนั้น อันนั้นคือเป้าหมายของเรา เด็กเอนจอย มีความสุข ได้เจอเพื่อนใหม่ ได้เล่นกับเพื่อน ดูละครของเราแล้วมีความสุขในวันนั้น แต่ถ้าอีก 10 ปี 20 ปีข้างหน้า เขามองย้อนกลับมาคิดเรื่องราวในวันนั้น เขาจะรู้ได้เองว่าเรื่องราวในวันนั้นมันตั้งใจจะบอกเราแบบนี้นี่หว่า! จริงๆ ผู้ใหญ่ก็เป็นนะ เวลาเราดูหนังหรือละคร เราต้องใช้เวลาผ่านไปสักหนึ่งหรือสองวัน หรืออาจจะต้องกลับไปดูอีกรอบเราถึงจะเข้าใจมันมากขึ้นว่าจริงๆ มันมีสอดแทรกอีกเยอะ มีอะไรที่ซ่อนเอาไว้ในสิ่งที่เรายังไม่รู้ เราว่าละครเด็กก็เหมือนกัน

ถ้าเลือกนิทานหนึ่งเรื่องให้ตัวเองตอนเด็กได้ จะเลือกเรื่องอะไร

‘Beautiful Oops!’ เป็นนิทานภาพ นิทานภาพจะไม่ค่อยมีข้อความ มีแต่ภาพ อย่างในเรื่องนี้ก็จะมีแต่คำว่า Oop! Aww! อะไรแบบนี้ จะใช้คำน้อยมาก แต่เราชอบเพราะมันเป็นเรื่องเกี่ยวกับความผิดพลาด กระดาษมีรูจะทำอย่างไร เปิดมาอีกหน้าก็กลายเป็นลูกตา หรือเปิดไปอีกหน้า กระดาษมันฉีกขาด ก็กลายเป็นปากจระเข้ มันกำลังสอนว่าเราไม่ต้องเพอร์เฟกเหมือนใคร ทุกอย่างมีความสวยงามในแบบของมันอยู่ ถึงแม้ว่าคนบางคนอาจจะมองว่าเป็นข้อผิดพลาด แต่สิ่งเหล่านี้มันเหมือนเป็นตราประทับเฉพาะตัวของเราคนเดียวนะ ไม่เหมือนใคร มันช่วยเปลี่ยนมุมมองเราเลย

อาจจะไม่ใช่นิทานที่เราอยากแนะนำให้เราตอนเด็ก แต่เป็นนิทานที่เราอินมาจนถึงทุกวันนี้ เรารู้สึกว่าถ้าแนะนำใครได้เราก็อยากแนะนำให้อ่านเรื่องนี้ เพราะเรารู้สึกว่าในสังคมตอนนี้ คำว่าเปรียบเทียบมันเยอะมาก เด็กอาจจะเปรียบเทียบไปโดยไม่รู้ตัว เพราะเขาอาจจะไม่เข้าใจคำว่าเปรียบเทียบ เราก็แค่เป็นในแบบของเรา เจ๋งในแบบของเรา ลองมองเปลี่ยนมุม สิ่งที่เราคิดว่าเลวร้าย มันอาจจะไม่ได้เลวร้ายอย่างที่คิด

ชานชาลาที่สอง

‘สถานีแห่งความคิดและสร้างสรรค์ผลงาน’

ก่อนที่จะมาเป็นละครหนึ่งเรื่อง มีกระบวนการยังไงบ้าง

เราเริ่มจากว่าครั้งนี้อยากจะสื่อสารอะไร เราค่อนข้างตั้งต้นมาจากตัวเราก่อนว่าเราอยากเล่าอะไร เราไม่อยากใส่อะไรดาร์กๆ ลงไปในชิ้นงานให้เด็กดู แต่อันนี้ก็เป็นเรื่องของรสนิยมในการนำเสนอนะ บางคนก็ไม่จำกัดอายุเข้าชมก็มี แต่เราแค่คิดว่า ไม่เห็นต้องรีบให้เด็กรู้ถึงความดาร์กบนโลกนี้ เราอยากจะให้เขาได้เห็นสิ่งที่สวยงาม แต่ก็ยังแทรกคำสอนอยู่ข้างในนั้น เพียงแค่เราก็ไม่ได้เน้นเรื่องนี้มาก มันอยู่ที่เด็กด้วยว่าเขาจะเรียนรู้ได้เอง มีความคิดความอ่านในแบบของเขา

แต่การที่เราได้ทำละครกับเด็กๆ มันมีข้อดีเหมือนกันนะ เพราะในหนึ่งปีเราจะทำละครใหญ่หนึ่งเรื่อง แล้วมันดีตรงที่เราจะได้เจอกับเด็กแก๊งใหม่ที่เราไปเผชิญมาในทุกๆ ปี เราก็จะได้ประเด็นใหม่ๆ ที่มันน่าสนใจมาจากเด็กๆ หรือพ่อแม่ที่เข้ามาคุยกับเรา เราก็หยิบเอาพวกนั้นมาเล่าต่อ

ก่อนจะรับชมละครมีกระบวนการอะไรให้เด็กๆ ได้ทำก่อนไหม

กระบวนการละครของเรา เวลาการเล่นละครก็ประมาณ 45 นาที แต่เราบอกเวลาการรับชมกับผู้ชมว่ามีระยะเวลา 2 ชั่วโมง ที่เป็นแบบนั้นเพราะว่าเราเผื่อเวลาให้เด็กได้คุ้นชินและปรับตัวกับสถานที่ก่อน ให้เขารู้สึกว่าที่นี่เป็นที่ปลอดภัยนะ เพราะเราคิดว่าเราไม่จำเป็นต้องมาคอยบอกพวกเขาว่าที่นี่เป็นที่ปลอดภัย เราแค่ปล่อยให้เขาได้สัมผัสเอง เพราะเด็กๆ เขารับรู้ด้วยสัญชาตญาณเสมอ เขาจะเข้าใจก็ต่อเมื่อเห็นทุกอย่างเป็นภาพที่หยิบจับได้ เราก็แค่เตรียมพื้นที่ให้พร้อม ให้เขาได้มาเล่นสนุกตามวัยพวกเขา

ก่อนจะเข้ารับชมละคร เราก็จะมีกิจกรรมงานศิลปะให้เด็กๆ ได้ทำ เราก็จะดึงจุดเด่นของเรื่องนั้นๆ มาให้เด็กๆ มีส่วนร่วมในการทำงานศิลปะ เพื่อที่พวกเขาจะได้เป็นส่วนหนึ่งของเรื่อง หรือถ้าเรื่องไหนมีเพลง เราก็จะสอนให้เขาร้องเพลงเพื่อให้พวกเขาได้ร้องตาม พอเข้าไปโรงละครจริงๆ เราค่อยบอกกติกาในการดูละคร เพราะเด็กเขายังไม่รู้ว่าการดูละครต้องทำยังไง เราต้องมีหน้าที่คอยบอกเหตุผลเขาว่าทำไมทำแบบนี้มันถึงไม่ดี เราจะเน้นเป็นประโยคคำถาม เช่น หนูลุกขึ้นยืนได้ไหม เขาก็ตอบมาว่าไม่ได้ เราก็ถามกลับไปว่า ทำไมถึงไม่ได้ล่ะ เขาก็ตอบเองว่า เดี๋ยวจะไปบังเพื่อนข้างหลังนะ เราไม่ได้ไปยัดเยียดคำตอบใส่เขา เราก็ต้องเปิดกว้าง เพราะเราคิดว่าที่นี่ไม่ใช่โรงเรียน ไม่ใช่ที่บ้าน เพราะฉะนั้นเด็กๆ เขาสามารถเป็นตัวเองได้เต็มที่ เราไม่มีกฎระเบียบอะไร มีแต่กฎเริ่มต้นที่ทุกคนรู้พร้อมกัน สร้างร่วมกัน แล้วจะทำไปพร้อมๆ กัน

สิ่งที่ยากที่สุดในการทำงานกับเด็ก สำหรับเตยคืออะไร

เรารู้สึกว่าคงต้องอิมโพรไวส์เก่ง ตามเขาให้ทัน เขาพูดอะไรก็ต้องฟังจริงๆ ฟังแบบไม่ต้องตัดสินเขาว่าต้องทำแบบไหน เราทำค่ายให้เด็กๆ มาร่วมกิจกรรม รู้ว่าต้องดูแลเด็กประมาณไหน ต้องมีอะไรบ้าง ต้องมีพี่เลี้ยงกี่คน แล้วพี่เลี้ยงคนหนึ่งต้องดูแลกี่คน เขาเป็นเด็กเล็ก อะไรก็เกิดขึ้นได้ง่ายมาก สำหรับเราช่วงหลังเราจะไม่ได้เจอเด็กด้วยตัวเอง เพราะเราทำงานกันเป็นทีม เรามีหน้าที่เพียงแค่เทรนด์นักแสดงของเราให้พร้อมสำหรับการเจอเด็ก ซึ่งคนเหล่านั้นเราก็เลือกมาแล้วว่าเขาต้องมีคุณสมบัติอะไรบ้าง หนึ่งคือเขาต้องรักเด็กมาก สองคือต้องมีไหวพริบ สามคืออิมโพรไวส์ได้ ข้อนี้ถ้ายังทำไม่ได้ ก็มาฝึกหน้างานกันได้ แต่สองข้อแรกสำคัญมาก ถ้าคุณไม่สามารถทำงานนอกสคริปต์ได้เลย หรือไม่ได้รักเด็กจริงๆ จะทำงานยาก เพราะว่าเด็กบางคนอยู่ดีๆ เราบอกให้ไปขวา แต่พวกเขาจะไปซ้ายให้ได้ก็มี หนูอยากบิน ณ ตอนนั้นเลย คุณจะแก้ไขสถานการณ์เหล่านั้นอย่างไร อันนี้ก็ต้องเป็นสิ่งที่เราต้องคอยดูหน้างานเสมอ

แล้วถ้าเจอเด็กที่เขาไม่เอนจอยกับโชว์เรา เตยมีวิธีการยังไงให้เขาอยู่ ณ โมเมนต์ตรงนั้นได้

ต้องดูก่อนว่าเป็นเพราะอะไร โชว์เราไม่น่าสนใจรึเปล่า เราดึงเด็กได้ไม่มากพอรึเปล่า เราอายคอนแทกกับเขาน้อยไปรึเปล่า สิ่งแรกสำหรับเราคือต้องอายคอนแทก เราไม่ชอบทำละครใหญ่ๆ ที่คนดูเป็น 100 - 200 คน เพราะเราไม่สามารถอายคอนแทกกับเขาได้ครบทุกคนจริงๆ เรารู้สึกว่าเด็กเขาจะอยู่กับเราก็ต่อเมื่อเราให้เขาเข้ามาอยู่ในโลกของเรา และเราเองก็ต้องเข้าไปอยู่ในโลกของเขาด้วย เพราะฉะนั้นการที่เราใส่ใจกับเขาได้ทุกคน มองหน้าเด็กได้ทุกคน นักแสดงคุยโต้ตอบกับเด็กได้ทุกคน อันนั้นแหละที่จะทำให้เด็กไม่มีทางหลุดกับเรา เพราะเขาจะรู้สึกว่าเขาเป็นส่วนหนึ่งในเรื่องราว เพราะเราออกแบบมาให้เขาเป็นส่วนหนึ่งในเรื่องราวของเรา ถ้าเขาหลุด แสดงว่าเรื่องนี้ก็ไปต่อไม่ได้ เด็กๆ คือส่วนหลักในการดำเนินเรื่องนี้นะ เพราะเด็กๆ เขาจะได้รู้สึกว่าฉันเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราวนี้ ถ้าฉันตกขบวนไป เรื่องนี้จะไปต่อไม่ได้นะ เพราะฉะนั้นเลยไม่ค่อยเจอเด็กที่หลุดออกไป ส่วนใหญ่จะเป็นเด็กเล็กๆ ทารกเลย ที่เกินคำว่าสมาธิไปแล้ว

เวลาเลือกประเด็นมาเขียนบท หยิบมาจากปัญหาที่เด็กๆ บอกรึเปล่า

เรามองว่าส่วนมากเด็กๆ เขาไม่ค่อยบอกปัญหาตัวเองหรอก เขาจะบอกสิ่งที่เขาชอบ อย่างน้อยเราก็จะเอาสิ่งที่เขาชอบมาใส่ แล้วเราก็ต้องสังเกตเองด้วย อย่างเช่นเด็กๆ ชอบแย่งของกัน อันนี้ก็เป็นสิ่งที่เราเห็นเขาทำระหว่างรอชมละคร เราก็เอาสิ่งนั้นมาทำเป็นละครเล่นให้เขาดูว่า แย่งของมันไม่ดียังไง เราสามารถแบ่งกันเล่นได้ไหม ก็กลายเป็นประเด็นที่บอกว่าเราสามารถแบ่งปันกันได้นะ แต่อะไรแบบนี้ถ้าเราจะถอดจากตัวพวกเขาได้ เราจะต้องสังเกตพวกเขาว่าเขาทำอะไรอยู่ หรือเรื่องบางเรื่องที่พวกเขามีปัญหากัน ณ ตอนนั้น เราควรพูดตักเตือนเขาเลยไหม หรือต้องพูดทีหลัง ยิ่งเราทำค่ายอะไรแบบนี้ เราจะไม่ทำให้ใครขายหน้ากับคนอื่นเด็ดขาด ถ้าเด็กคนไหนมีปัญหา เราก็พาเขาออกมาคุยแยก เราจะไม่พูด ณ ตอนนั้น ตรงนั้น แต่ถ้ามันเป็นเรื่องที่ทุกคนควรระวัง เด็กทุกคนเป็นปัญหา เราก็ค่อยพูดออกไปกับทุกคน

เวลาทำงานกับเด็ก เตยบอกว่าเขาจริงใจมาก แล้วเตยต้องปรับโหมดไหม เพราะเราอยู่ในจุดที่เป็นผู้ใหญ่แล้ว

ส่วนตัวเราไม่ค่อยเป็นผู้ใหญ่หรอก (หัวเราะ) ขอโทษนะ แต่เราเป็นคนพูดภาษาคล้ายๆ เด็กเลย พอเราเจอเด็กปุ๊บ เราก็กลายเป็นเด็กทันที ไม่ได้เป็นครู ไม่ได้เป็นพี่ แต่เรากลายเป็นเพื่อนเขาเลย ทันทีที่เจอเขาตอนนั้น เราก็คิดว่าเขาคือเพื่อนเราแล้ว คุณอยากพูดอะไรพูดเลย เราจะซัพพอร์ตคุณเต็มที่ คุณอยากจะไปดาวอังคาร อยากจะไปดาวพุธ ดาวศุกร์ จะขึ้นยานอวกาศ มีเอเลียนโผล่มา หรืออยากจะไปไหนเราจะไปด้วย คงเป็นแบบนั้น แต่พอเราโตขึ้น พอเราทำค่ายที่ต้องดูแลเด็กหลายคน บางทีมันก็ต้องมีกฎระเบียบในการอยู่ร่วมกันนะ เพราะการรับมือเด็กหลายๆ คนก็ไม่เหมือนกัน เด็กบางคนเราต้องนิ่งบ้าง ไม่งั้นเขาจะดื้อ แต่เราก็ค่อยๆ ปรับจากโหมดที่เป็นเพื่อนกับเขานะ ต้องมีโหมดที่คอยดูแลเขาบ้างว่าอันนี้เป็นพี่นะ อันนี้ต้องพอแล้วนะ อันนี้เยอะเกินไปแล้วนะ อะไรแบบนั้น

เตยคิดว่าอะไรคือสิ่งที่คนยังเข้าใจผิด เกี่ยวกับการเลี้ยงดูเด็ก

สำหรับเราคิดว่าการชี้นำเด็กไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้อง ชี้นำในที่นี้คือการป้อนข้อมูลทุกอย่างที่เราคิดว่าดีกับเขา แล้วอยากจะมอบให้ อย่างเช่นตอนกินข้าว จับมือแล้วสอนว่า ต้องใช้มือขวากินข้าวนะ แล้วถ้าเด็กถนัดมือซ้ายล่ะ มันเหมือนพยายามยัดเยียดให้เขาได้รู้ผลลัพธ์ปลายทาง แต่จริงๆ เด็กเขามีความคิดเป็นของตัวเองแล้วนะ เราแค่อย่าไปจำกัดกรอบความคิดของพวกเขา เห็นเด็กอายุแค่ 3 - 4 ขวบ แต่เขามีไอเดียแล้วนะ แล้วไม่แน่ อาจจะเป็นไอเดียที่ทำให้เราว้าวเสียด้วยซ้ำ เพราะเราอาจจะมีความคิดแบบนั้นไม่ได้แล้วในตอนแก่ (หัวเราะ) คือพวกเขาใสมาก จริงใจมาก เขาคิดอะไรเขาก็พูด

เราต้องไม่ไปวางกรอบใส่เขาว่า หนูต้องเริ่มทำจากหนึ่งไล่ไปจนถึงสี่ หนูไม่สามารถทำจากสี่ สอง หนึ่ง สาม ได้นะ เขาก็จะตั้งคำถามแล้วว่าทำไมทำแบบนั้นไม่ได้ เพราะจริงๆ แล้วมันไม่มีอะไรถูกหรือผิด แต่ถ้าสิ่งไหนที่เป็นกฎบรรทัดฐานสังคมที่ต้องทำให้ถูกต้อง อันนั้นเราพูดได้ บอกเขาได้ แต่อะไรที่มันไม่จำเป็น อย่างเช่นสิ่งที่ต้องทำ หรือสิ่งที่ต้องเป็น เราก็ปล่อยให้เขาได้ค้นหาเอง เราทำหน้าที่เป็นคนเฝ้าดูได้ เรามีหน้าที่ดูเขาเติบโต คอยประคองเขา เพราะเรารู้สึกว่าบทเรียนที่ดีที่สุด คือความล้มเหลวหรือความผิดพลาด อะไรพวกนี้มันทำให้เติบโตได้จริงๆ เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะเด็กแค่ไหน เขาจะได้เรียนรู้ไม่ต่างกับเรา แล้วเราก็รู้สึกว่าตอนเด็กๆ เราก็เป็นแบบนั้น ถ้าไม่ได้ลองทำเอง ไม่ได้ลองพลาดเอง ก็จะไม่รู้ว่าอย่าเอามือไปจับน้ำร้อน อย่าเอามืดไปจับมีด เราตอน 6 ขวบ อยากกินฝรั่งมาก อยากปอกผลไม้เอง เอามีดมาปอกโดนมีดบาด เลือดไหลเต็มเลย หลังจากนั้นก็จำ ไม่จับมีดอีกเลย แต่อันนั้นก็คือไม่ดีนะ ไม่ควรปล่อยให้เด็กอยู่คนเดียว (หัวเราะ)

เตยคิดเห็นยังไงบ้าง กับการที่มีคนบอกว่า “อย่าเอางานอดิเรกที่ชอบ มาทำเป็นอาชีพ”

เราก็เคยตั้งคำถามกับตัวเองนะว่าแล้วทำไมเราต้องทำอะไรที่มันนอกเหนือจากสิ่งที่เราสนใจล่ะ ในเมื่อเรามีลู่ทางที่ให้เราทำได้ คนชอบแมวก็ยังทำคาเฟ่แมวแล้วอยู่กับแมวทั้งวันไปเลย เราชอบเด็ก เราก็เลยทำอะไรที่เกี่ยวกับเด็ก เพราะว่าเราสนใจอยู่แล้ว เราชอบมองเขา ชอบพูดคุย ชอบเป็นเพื่อนกับเขา ก็เลยตัดสินใจทำจริงจังขึ้นมา ถ้าเราชอบและรักจริงๆ เราก็จะหาทางทำมันในสักวันหนึ่ง

เคยคิดไหมว่าการทำสิ่งนี้ของเรา จะสามารถช่วยเหลือเด็กๆ ได้

ความคิดนั้นเราไม่เคยคิดเลยนะว่าเราจะต้องมาช่วยเหลือเด็ก แต่เด็กนั่นแหละที่ช่วยเหลือเราอยู่ เราเคยตื่นมาแล้วรู้สึกไม่ได้อยากตายนะ แต่ก็ไม่ได้อยากอยู่ มันไม่มีอะไรให้ทำแล้ว จบมาใหม่ก็ยิ่งเคว้ง แล้วยิ่งจบสาขาละครอีก เราก็ไม่เคยมีความคิดอยากเป็นพนักงานออฟฟิศ ถึงจะเคยลองทำเราก็ยังไม่ทิ้งเด็ก ไปเป็นครูพิเศษเพื่อเจอเด็กอะไรแบบนั้นตลอด เราเลยรู้สึกว่า เด็กคงเป็นแรงผลักดันในการมีชีวิตอยู่ของเรา ถ้าถามคนอื่นก็คงมีแบบของตัวเอง เช่น ฉันชอบเที่ยว ฉันอยากไปเที่ยวรอบโลก ฉันเลยต้องทำงานหาเงินเพื่อไปเที่ยว แต่ของเราคือการได้ตื่นมาเจอเด็ก มันคือสิ่งที่ต่อชีวิตให้เราอยู่ต่อไปได้เรื่อยๆ มันคือสิ่งที่เราสนใจ อยากพูดคุย อยากเจอ อยากอยู่ด้วยทั้งวัน

ชานชาลาที่สาม

‘สถานีส่งต่อความรู้สึกถึงผู้โดยสาร’

สำหรับเตยคิดว่าความสำคัญในการที่ให้ครอบครัวมาดูละครพร้อมหน้ากันคืออะไ

เราเคยเจอพ่อแม่ที่มาถามว่า “ถ้าพาลูกมาดูแล้วจะได้อะไรกลับไป” ตอนนั้นก็เราตอบไปว่าอย่างแรกเราอยากให้เขาได้มาสนุกก่อน ไม่ว่ามันจะออกมาเป็นยังไง เราก็คงตอบไม่ได้ว่าถ้าพวกเขาดูแล้วจะได้อะไรกลับไป เพราะละครที่เราทำมันไม่ใช่แบบนิทานอิสป ที่ตอนจบจะทิ้งท้ายด้วยเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ของเราไม่มีแบบนั้น แต่หน้าที่ของเราคือ เพิ่มเรื่องราวให้พ่อแม่ไปพูดคุยกับลูกมากขึ้น

เราว่าจริงๆ แล้วการมาดูละครเด็กมันไม่ได้มีแค่มาดูจบแล้วกลับบ้านไปเฉยๆ แต่การมาดูละครพร้อมครอบครัว มันทำให้พ่อแม่ได้มีเรื่องราวไปพูดคุยกับลูกต่อ นั่นถึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเราไม่ได้ทำละครให้เด็กดูอย่างเดียว เราอยากให้มาดูทั้งครอบครัว เพราะเราอยากเพิ่มเรื่องราวให้เขาได้พูดคุยกันในวันนั้น เพราะเราคิดว่า มันก็เป็นเรื่องยากสำหรับพ่อแม่นะ ในการหาเรื่องคุยกับลูก เพราะมันจะมีแต่ประโยคซ้ำๆ อย่างเช่นไปโรงเรียนเป็นยังไงบ้างลูก วันนี้กินข้าวกับอะไร วันนี้สนุกไหม มันก็วนลูปอยู่แค่นี้ แต่การที่พาเขามาทำกิจกรรมแบบนี้ มันมีเรื่องคุยได้เยอะเลย คุยในสิ่งที่เขาสนใจ ทำให้กระชับความสัมพันธ์แล้วได้รู้จักลูกเรามากขึ้นด้วย

เคยมีโมเมนต์ไหนที่แสดงอยู่แล้วชอบไหม

เราเคยนั่งอยู่ข้างหลังคุณแม่คนหนึ่งตอนละครโชว์อยู่ คุณแม่ก็พิมพ์ไลน์บอกเพื่อนว่า ‘ต้องพาลูกมาดูนะ ลูกเรามองแบบไม่เรียกหาจอโทรศัพท์เลย’ เราเห็นแบบนั้นก็รู้สึกดีใจนะ แต่อีกใจหนึ่งก็รู้สึกว่า คุณแม่คะ! ดูละครก่อนค่ะ! อย่าเพิ่งเล่นมือถือ! (หัวเราะ)

เคยมีละครเรื่องไหนของปู๊นปู๊นที่ทำให้ครอบครัวเข้าใจกันมากขึ้นแบบไม่คาดคิดไหม

มีละครเรื่องหนึ่งเราทำเกี่ยวกับเรื่องการแปรงฟัน เป็นเรื่องราวของเด็กคนหนึ่งที่ชอบกินโน่นกินนี่แล้วไม่ชอบแปรงฟัน แล้วก็เจ็บฟัน เราก็แต่งเพลงขึ้นมา แล้วมีคุณแม่ทักมาหลังบ้านว่า “ขอบคุณมากที่แต่งเพลงนี้ ทำให้สงบศึกกับลูกไปได้หลายวัน โดยการชวนเขามาร้องเพลงแปรงฟัน แล้วก็แปรงฟันไปด้วย” พอได้ยินแบบนั้นเราก็ประทับใจมากๆ รู้สึกขอบคุณที่เขามาบอกเล่าเรื่องราวดีๆ แบบนี้ให้เราได้ยิน มันทำให้เรารู้ว่า ละครของเรามันทำงานอยู่นะ ขนาดเราไม่ได้ตั้งใจให้เป็นแบบนั้น แต่มันก็ยังทำงานอยู่ เราไม่นึกว่าเพลงที่เราแต่งมันกลับทำให้บ้านหลังหนึ่ง หรือหลายๆ บ้านที่อาจจะไม่ได้ทักมา ทำให้พวกเขามีเรื่องราวคุยกันได้มากขึ้น สงบศึกกับลูกได้มากขึ้น (หัวเราะ) อันนี้ก็เป็นอันหนึ่งที่เรารู้สึกดีมาก

เคยเจอผู้ใหญ่ที่อินกับละครของปู๊นปู๊นหนักกว่าเด็กไหม

มีละครบางเรื่องของเราก็ทำให้พ่อแม่ร้องไห้เลยนะ คือเรื่องไดโนเสาร์โจอี้ เรื่องมันจะเล่าเกี่ยวกับความฝัน (เดินไปหยิบตุ๊กตาหุ่นมือที่เป็นไดโนเสาร์มา) เพราะเราคิดว่าทุกคนต้องมีความฝันอยู่แล้วล่ะ ในมุมเด็ก ความฝันสำหรับพวกเขาอาจจะคิดแค่ว่านอนหลับแล้วตื่นขึ้นมาแล้วพูดว่าเมื่อคืนหนูฝันค่ะ แต่ในเรื่องนี้เราเลือกมาสามประเด็นหลัก เล่าผ่านตัวละคร 3 ตัว คนแรกคือคนที่ไม่รู้ว่าความฝันคืออะไร แล้วก็ไม่รู้จะมีไปทำไม คนที่สองคือคนที่พยายามทำตามความฝัน แต่ยังไม่ถึงสักที คนที่สามคือคนที่ทำตามความฝันถึงแล้ว แต่ไม่รู้จะทำอะไรต่อดี

ถึงประเด็นมันจะดูเป็นผู้ใหญ่ แต่เรานำเสนอในรูปแบบเด็กๆ อย่างเช่นละครหุ่นมือ ละครเพลง ละครเด็ก เราใช้ภาษาที่ไม่ยาก เด็กเขาก็ชอบฟังเพลง เขาก็ร้องเพลงตาม พ่อแม่ดูแล้วร้องไห้ แต่เด็กดูแล้วขำชอบใจ (หัวเราะ) พ่อแม่เขาก็จะเข้าใจตรงที่ดูแล้วก็รีเลตกับตัวเอง ว่าเราทุกคนมีความฝันนะ แต่พออยู่โลกความจริงมันอาจจะทำแบบนั้นไม่ได้ แต่ว่าอย่างน้อยเราก็เอาสิ่งเหล่านั้นมาเป็นสิ่งฮีลใจตัวเราได้นะ ว่าครั้งหนึ่งเราได้ทำแล้ว พ่อแม่บางคนก็ดูแล้วซึมเลยก็มี สะอื้นเลยก็มี เราว่าสิ่งนี้น่าจะการันตีได้แล้วละครเด็กอาจจะไม่ได้เหมาะสำหรับเด็กเสมอไป

แล้วตั้งใจสอดแทรกบทเรียนสำหรับผู้ใหญ่ไว้ด้วยหรือเปล่า

ไม่ได้คิดนะ แต่ทำไปทำมา ละครมันก็คุยกับพ่อแม่ไปด้วยตัวของมันเอง เราไม่ได้ตั้งใจสอดแทรกอะไรไว้ในนั้น อย่างเช่นตอนทำงานเขียนบท เราทำกันหลายคน ก็มีทะเลาะกันบ้าง ว่าจะใส่อะไรเข้าไปสอดแทรกแง่คิดสำหรับพ่อแม่ไหม แต่เป้าหมายของเราคืออยากให้เด็กสนุกเท่านั้นก็พอ เรื่องข้อคิดสอดแทรกมันเป็นเรื่องรอง เราคิดว่าพ่อแม่ที่มีภาระแบกรับอยู่ทุกวันนี้ เท่านั้นเขาก็เครียดมากพอแล้ว เราไม่ต้องไปสอนวิธีเขาเลี้ยงลูกหรอก เพราะเราเองก็ยังไม่มีลูก เราจะไปสอนเขาได้ยังไง (หัวเราะ) เราเลยพยายามหาตรงกลางกันว่า เราไม่ได้จะทำละครเพื่อสอนพ่อแม่ แต่เราทำละครเพื่อเด็ก เพื่อในอนาคตถ้าเด็กโตขึ้นมา แล้วนึกถึงละครเราเขาจะนึกถึงเรื่องดีๆ ส่วนพ่อแม่ก็เป็นผลพลอยได้แล้วกัน

เตยคิดเห็นยังไงกับการที่พ่อแม่ตั้งคำถามว่า “มาดูแล้วจะคุ้มไหม”

การที่พ่อแม่จะพาเด็กมาทำกิจกรรมอะไรแบบนี้ เราเข้าใจเขานะว่ามันจะต้องคุ้มค่าประมาณหนึ่ง เพราะเดี๋ยวนี้คนเขาให้ความสำคัญเรื่องความคุ้มค่ามากขึ้น เราก็คิดว่าจะทำยังไงได้บ้างที่จะทำให้ 2 ชั่วโมงนี้คุ้มค่ามากที่สุด เราทุกคนล้วนมีเป้าหมายคือการทำให้เด็กมีความสุข ส่วนโมเมนต์ของครอบครัวจะเป็นยังไง มันจะตามมาหลังจากที่คุณเห็นลูกคุณเล่นแล้วมีความสุข เราจะสร้างโมเมนต์นั้น เราเตรียมที่ไว้ให้คุณได้ใช้เวลากับลูกๆ เพราะในวันปกติคุณอาจจะต้องไปทำงาน แต่วันนี้คือวันที่เราสร้างพื้นที่ความทรงจำดีๆ ให้คุณกับลูก ให้คุณได้เห็นเวลาลูกเติบโต ให้คุณได้เห็นว่าลูกทำอย่างนี้ได้ด้วย ลูกทำแบบนั้นได้ด้วย ส่วนเรื่องความคุ้มค่า เราว่ามันแล้วแต่ว่าใครจะมองเห็นในมุมไหน แต่เราก็พยายามจะรวมทุกอย่างนั้นไว้ในที่เดียว เพื่อให้เวลาของครอบครัวคุ้มค่าที่สุด

ชานชาลาที่สี่

‘สถานีปลายทางของรถไฟปู๊นปู๊น’

อนาคตข้างหน้า อยากให้คณะละครปู๊น ปู๊นเติบโตไปเป็นแบบไหน

บอกเลยว่าเราไม่เคยมองภาพใหญ่ในการทำสิ่งนี้เลย เราชอบที่เราเป็นแบบนี้ ชอบที่เราเคลื่อนไปช้าๆ เหมือนกับรถไฟที่มันไปเรื่อยๆ ตามรางของมัน พอมันเคลื่อนไปถึงจุด มันก็วนกลับมาที่เดิมอยู่ในราง แล้วมันก็เดินหน้าไปต่อ แล้วก็วนกลับมา เราเลยรู้สึกว่าเราโอเคมากถ้าบางทีเราต้องถอยหลังกลับบ้าง ไปข้างหน้าบ้าง เพราะฉะนั้นเราไม่เคยเลือกรับงานเลย งานเล็กงานใหญ่เรารับหมด เรารู้สึกว่ามันก็คืองานที่ทำให้เราได้ไปเจอเด็กๆ เรามองภาพว่ามันยังจะเป็นแบบนี้ต่อไป จนกว่าจะมีใครบางคนเหนื่อย หรือบอกว่าไม่ไหว เราก็ต้องหาคนใหม่มาเติมเต็ม คงเรียกว่าค่อยเป็นค่อยไปตามจังหวะของมันแหละ เราไม่ได้มองว่าเราจะต้องเป็นตัวท็อปที่สุด หรือต้องเป็นคณะละครที่ใหญ่ที่สุดหรือดีที่สุด เราแค่คาดหวังให้มันเป็นรถไฟขบวนหนึ่ง ที่เดินทางไปเรื่อยๆ กับเด็กๆ โตไปพร้อมๆ กัน หรือถ้าจะมีพันธมิตรเพิ่มอีก หรือคนที่สนใจละครเด็กมาร่วมเดินทางไปกับเรา เราก็ยินดีแล้วก้พร้อมที่จะสนับสนุนช่วยเหลือ เอื้อเฟื้อกัน

อยากให้ครอบครัวที่พาลูกมาดูได้อะไรกลับไปรึเปล่า

เราอยากให้พ่อแม่ได้มีเรื่องราวไปคุยกับลูกต่อ ไม่อยากให้เขามาดูแล้วมันจบอยู่แค่ที่นี่ โดยที่อาจจะไม่เกี่ยวกับละครเลยก็ได้นะ อย่างเช่นลูกชอบบ้านแบบนี้ไหม ลูกมาแล้วเจอเพื่อนใหม่รึเปล่า ให้มันมีเรื่องราวได้พูดคุยกันต่อ เราคิดว่าพลังของการสื่อสารมันดีมากเลยนะ เพราะเด็กตอนนี้โดนให้อยู่ในลู่ในทางเยอะประมาณหนึ่ง เราแค่สะเทือนใจว่าทำไมเด็กอายุแค่ 3 - 4 ขวบต้องบังคับให้เขาพูดได้แล้ว ซึ่งเด็กบางคนเขาอาจจะไม่ชอบพูดก็ได้ เขาอาจจะเป็นอินโทรเวิร์ต เขาอาจจะไม่ชอบพูด แต่เขาชอบเก็บข้อมูล ชอบนั่งฟัง เด็กแบบนั้นโตมาเป็นอัจฉริยะตั้งเยอะก็มีนะ เด็กเขาอาจจะชอบวาดรูป ชอบเขียน ไม่อยากให้ต้องไปเค้นเขา ปล่อยให้เขาได้เติบโตตามช่วงเวลาของตัวเอง เรามองว่ามันเป็นหน้าที่ของผู้ใหญ่มากกว่าที่ต้องคอยถาม เพราะเด็กเขายังไม่รู้จะพูดอะไร เราก็ต้องคอยถามว่าเขารู้สึกยังไงด้วย เราเลยอยากเป็นส่วนหนึ่งที่เป็นตัวช่วยเพิ่มให้พ่อแม่มีเรื่องไว้ถาม ไว้พูดคุยกันกับเด็กมากกว่าประโยคเดิมๆ แบบนั้นคงดีมากๆ

อยากให้เด็กๆ จดจำปู๊นปู๊นเป็นอะไร

เราเคยคิดคำนิยามเหมือนกันนะว่าสามคำสำหรับคณะละครปู๊นปู๊นคืออะไร สรุปได้คือสดใส เสียงดนตรี สายรุ้ง คงเป็นสามคำง่ายๆ เบสิก เพราะเราคิดว่าสามคำนี้มันเป็นคำที่ง่ายแล้วก็อธิบายไปในตัวอยู่แล้ว สดใสก็คือสดใสจริงๆ เราพร้อมเจอเด็กด้วยความสดใส ไม่อ่อม พร้อมสนุกไปกับเขา ดนตรีเราก็ใช้ดนตรีในการสื่อสารเล่าเรื่อง ส่วนสายรุ้งก็เป็นสีที่เราชอบ แล้วยังเป็นตัวแทนสีสันหลากหลายอีกด้วย

อยากฝากอะไรถึงครอบครัวที่อยากพาเด็กๆ มาดู หรือคุณครูที่อยากพามาทำกิจกรรมที่นี่ไหม

เรามองว่าที่นี่ก็เหมือนพิพิธภัณฑ์แห่งหนึ่งที่มีชีวิตอยู่ มีผู้คนที่อยู่ที่นี่ คอยให้ความสนุก ให้ความรู้เสริมเข้าไปโดยที่เด็กไม่รู้สึกว่าโดนบังคับว่านี่คือการเรียน ที่เขากลับบ้านไปแล้วต้องตอบให้ได้ว่าเขามาทำไม ทุกอย่างที่นี่เราสอนเขาผ่านการเล่น ผ่านความสนุก ผ่านความสุข ถ้าอยากให้เขาได้ค้นหาอะไรใหม่ๆ ที่นอกเหนือจากให้เด็กๆ วิ่งเล่นในสวนสัตว์ เอนจอยกับสวนสนุก แต่ถ้าพาเด็กๆ มาทำกิจกรรมที่นี่ เรียกว่าเราอาจจะช่วยแบ่งเบาพวกคุณได้นะ (หัวเราะ) เพราะคนที่นี่พร้อมจะมอบความรักให้เด็กๆ เสมอ

หลังจากที่เรานั่งสัมภาษณ์กันเสร็จ เราและตากล้องก็ได้ขอถ่ายภาพเธอไว้ เพื่อนำไปใช้ในการประกอบบทความ ในขณะที่กำลังถ่ายรูปเธออยู่ มีบางแอกชันที่เราบรีฟให้เธอนั่งเล่นของเล่น เธอนั่งต่อของเล่นราวกับเป็นเด็กน้อยคนหนึ่ง เมื่อตากล้องเราเอ่ยว่าขอให้เธอนั่งขยับย้ายเปลี่ยนมุม เธอเอ่ยกลับมาว่า “เรากำลังเล่นอยู่น่ะสิ นายต้องใจเย็นนะ ไม่ต้องรีบ” เป็นความประทับใจเล็กๆ ตั้งแต่ต้นจนถึงตอนจบ สิ่งนี้เป็นเครื่องเตือนใจเราก่อนออกไปเจอโลกภายนอกที่แสนจะวุ่นวายอีกครั้ง ว่าเราอย่าลืมเด็กข้างในตัวเรา ค่อยๆ ใจเย็น แล้วฟังเสียงของเขาให้ชัด ค่อยๆ วิ่งเล่นบนเส้นทางชีวิต อย่าเร่งรีบจังหวะนักเลย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...