โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

ศุภจี หารือทวิภาคีรองนายกฯ จีน ดันสินค้าพรีเมียมเจาะตลาดจีน

The Bangkok Insight

อัพเดต 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • The Bangkok Insight

"ศุภจี" หารือทวิภาคี "เหอ ลี่เฟิง" รองนายกฯ จีน มุ่งยกระดับการส่งออกสินค้าคุณภาพสูงไปจีน เจรจานำเข้าปุ๋ยจีนมาไทย 3.5 แสนตัน

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้หารือทวิภาคีกับนายเหอ ลี่เฟิง รองนายกรัฐมนตรีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน เมื่อวันที่ 23 พ.ค. 2569 ในห้วงการประชุมรัฐมนตรีการค้าเอเปค (APEC Ministers Responsible for Trade) ณ เมืองซูโจว สาธารณรัฐประชาชนจีน

ศุภจี

นางศุภจี กล่าวว่า ความสัมพันธ์ของทั้งสองฝ่ายเป็นไปในทิศทางที่แน่นแฟ้นมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะปีที่ผ่านมาเป็นปีครบรอบความสัมพันธ์ทางการทูต 50 ปี ไทย-จีน และยังมีการเสด็จพระราชดำเนินเยือนจีนอย่างเป็นทางการของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เมื่อเดือนพ.ย. 2568 ซึ่งตนได้แสดงความชื่นชมประธานาธิบดีสี จิ้นผิง และประชาชนจีนสำหรับการต้อนรับอย่างอบอุ่น

นอกจากนี้ ไทยยังแสดงความชื่นชมต่อแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับล่าสุดของจีน ซึ่งให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจดิจิทัลและเศรษฐกิจสีเขียว ที่นำไปสู่การพัฒนาคุณภาพสูง (High Quality Development) ผ่านการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมในการยกระดับภาคการผลิต ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาของไทยที่มุ่งเพิ่มมูลค่าสินค้าและเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

ในโอกาสนี้ ตนได้ใช้โอกาสนี้นำเสนอโครงการนำร่อง (Pilot Project) สำหรับความร่วมมือของทั้งสองฝ่ายในการยกระดับสินค้าของไทยไปสู่ สินค้าคุณภาพสูง หรือ สินค้าพรีเมียม เพื่อส่งออกไปยังตลาดจีน ซึ่งจะตอบโจทย์เป้าหมายทั้งสองประเทศ

ทั้งนี้ ไทยซึ่งมีวัตถุดิบด้านเกษตรที่มีคุณภาพอยู่แล้ว จะได้นำเทคโนโลยีและนวัตกรรมของจีนมาแปรรูปผลผลิตเพื่อขยายตลาดไปยังผู้บริโภคยุคใหม่ทั้งในจีนและทั่วโลก โดยกลุ่มสินค้าที่เริ่มนำร่องอาจจะเป็นประเภท functional food หรืออาหารที่เหมาะกับผู้สูงอายุ ซึ่งจะสอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาประเทศของจีน ในการให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจสีเงิน (Silver Economy)

ความร่วมมือแบบ co-creation ดังกล่าว ยังมีผลลัพธ์ที่คาดหวังตามมา คือ การเสริมสร้างจุดแข็งของไทยให้เป็นฐานความมั่นคงทางอาหาร(Food Security) โดยเฉพาะสินค้าเกษตร อาทิ ผลไม้ ให้กับตลาดจีนรวมถึงขยายไปยังตลาดโลก

นอกจากนี้ ได้ขอความสนับสนุนให้นักลงทุนจีนที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทยพิจารณาใช้ทรัพยากรของไทยในกระบวนการผลิตสินค้ามากขึ้น ซึ่งนอกจากจะช่วยส่งเสริมความร่วมมือด้าน การผลิตและการลงทุนระหว่างสองประเทศ ยังสามารถส่งออกสินค้าดังกล่าวไปยังตลาดโลกได้เช่นกัน

เป็น win-win solution ของทั้งสองประเทศ หากสำเร็จรูปแบบของโครงการนำร่องดังกล่าวจะกลายเป็น โมเดลความสำเร็จ ที่จะนำไปสู่การต่อยอดในสินค้าอื่นได้ในอนาคต

นอกจากนี้ ตนยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการส่งเสริมบทบาทของผู้ประกอบการ SME และเสนอแนวทางการยกระดับมาตรฐานและกระบวนการตรวจสอบสินค้าของทั้งสองฝ่าย ซึ่งจะทำให้สินค้าจีนที่เข้ามายังประเทศไทยไม่ส่งผลกระทบต่อ SME ของไทย

ขณะเดียวกัน สินค้าจาก SME ของไทยก็จะสามารถเข้าสู่ตลาดจีนได้เช่นกัน โดยได้ขอรับการสนับสนุนจากท่านรองนายกฯ จีน ในการช่วยส่งเสริมช่องทางการค้าขายให้กับผู้ประกอบการ SME ไทยผ่านการจัดทำ Thai National Pavillion ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ขนาดใหญ่ของจีน เพื่อส่งเสริมการเข้าถึงตลาดจีนให้กับผู้ประกอบการไทยมากยิ่งขึ้น

ข้อเสนอของไทยต่อฝ่ายจีนในวันนี้ เป็นข้อเสนอที่ตอบโจทย์ของทั้งสองฝ่าย ซึ่งตนเห็นว่าจะเป็นการเสริมสร้างความร่วมมือแบบ Win-Win ซึ่งรองนายกฯ จีนก็เห็นด้วย โดยทั้งสองฝ่ายได้มอบหมายให้มีการจัดตั้งคณะทำงานเพื่อนำสิ่งที่หารือในวันนี้ไปสู่การปฏิบัติ และรายงานผลให้ที่ประชุมคณะกรรมการร่วมการค้า การลงทุน และความร่วมมือเศรษฐกิจระหว่างไทย-จีน ทราบ ซึ่งตนกับรองนายกฯ เหอ ลี่เฟิง จะทำหน้าที่หัวหน้าคณะ ทั้งนี้ สองฝ่ายเห็นพ้องให้มีการจัดประชุมดังกล่าวภายในปีนี้โดยเร็ว หลังจากที่ห่างหายจากการประชุมดังกล่าวไปกว่า 8 ปี

ขณะที่ฝ่ายจีนได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการสนับสนุนนักลงทุนจีนที่เข้ามาดำเนินธุรกิจในประเทศไทย โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมสมัยใหม่ อาทิ อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าและอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ ซึ่งไทยเสนอให้จีนเข้ามาลงทุนในไทยครบทั้งห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ซึ่งจีนจะสามารถขยายมูลค่าทางการค้าและ การลงทุน โดยมีไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตและการส่งออกสินค้าไปยังตลาดอื่นมากยิ่งขึ้น

สุดท้ายนี้ ตนยังได้ใช้โอกาสการหารือครั้งนี้ ติดตามความคืบหน้าการอำนวยความสะดวกในการส่งออกปุ๋ยเคมีจีนมาไทย ซึ่งนายกรัฐมนตรีไทย ได้หยิบยกกับนายหวังอี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจีน เมื่อปลายเดือนเม.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งตนได้ขอให้จีนส่งออกปุ๋ยเคมีมาไทยในปริมาณ 3.5 แสนตันภายในปีนี้ โดยรองนายกฯ จีน ได้รับจะไปพิจารณา

ทั้งนี้ จีนเป็นคู่ค้าอันดับ 1 ของไทยมาเป็นเวลา 13 ปีติดต่อกัน ภาพรวมการค้าสองฝ่ายในปี 2568 มีมูลค่ารวม 147,338.53 ล้านดอลลาร์ (+21.13%) โดยในช่วง 3 เดือนแรกของปี 2569 (ม.ค.-มี.ค.) มูลค่ารวม 40,840.71 ล้านดอลลาร์ (+29.43%) แบ่งเป็นไทยส่งออก 9,659.52 ล้านดอลลาร์ (+9.81%) ขณะที่การนำเข้า มูลค่า 31,181.19 ล้านดอลลาร์ (+37.02%)

ส่วนสินค้าสำคัญที่ไทยส่งออก ได้แก่ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ผลิตภัณฑ์ยาง ผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็งและแห้ง ทองแดงและของทำด้วยทองแดง และสินค้าอุตสาหกรรมอื่นๆ ขณะที่สินค้านำเข้าจากจีน ได้เเก่ เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน เคมีภัณฑ์ และ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ

อ่านข่าวเพิ่มเติม

ติดตามเราได้ที่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...