ระบายความในใจ มีอะไรก็จดลง ‘ไดอารี่’ อีกหนึ่งวิธีเยียวยาหัวใจในวันที่ชีวิตวุ่นวาย เปิดโอกาสให้ได้คุยกับตัวเอง ทำความเข้าใจความรู้สึก และค่อยๆ ติดตามการเปลี่ยนแปลงของชีวิตในแต่ละวันแบบไร้การตัดสิน
“ถึงไดอารี่ที่รัก นานแล้วที่ไม่ได้เขียนเลย ช่วงนี้งานเหนื่อยมาก และหลายคืนที่ผ่านมาเราก็เผลอไถ TikTok ตั้งแต่สองทุ่มจนถึงตีหนึ่ง ทั้งปวดตาและอ่อนล้า แต่ยังมีอีกหลายเรื่องที่อยากอัปเดตให้เธอฟัง…”
การเขียนไดอารี่ เป็นกิจกรรมที่เรามักเห็นในหนังรอม-คอมวัยรุ่นซึ่งมักจะเป็นการใช้เวลานั่งจดบันทึกอะไรสักอย่างก่อนนอน ไม่ว่าจะเป็นความรู้สึกผิด ความสุขเล็กๆ จากการได้เดินผ่านคนที่แอบชอบ ความฝันถึงอนาคต หรือความพยายามในการทำเป้าหมายให้สำเร็จ ล้วนถูกบันทึกผ่านลายมือลงบนสมุด เหมือนเป็นพื้นที่ปลอดภัยที่ปราศจากคำตัดสิน และเป็นช่วงเวลาไม่กี่นาทีไปจนถึงหลายชั่วโมงที่ตัวละครได้ใช้ทบทวนตัวเองในตอนท้ายของวัน
แต่เมื่อเราหลายคนเติบโตขึ้น มีโทรศัพท์มือถือเพียงเครื่องเดียวที่สามารถบันทึกทุกอย่างได้ในทุกรูปแบบ อาจหลงลืมความรู้สึกของการปล่อยความคิดลงบนกระดาษอย่างอิสระ หรือที่เรียกว่า brain dump ซึ่งแตกต่างจากการโพสต์ลงบนโลกออนไลน์ ที่ทุกอย่างมักผ่านการคิด ตัดแต่ง และจัดวางให้ดูสมบูรณ์แบบก่อนเผยแพร่ให้คนอื่นเห็นอยู่เสมอ และแม้แต่คนที่ไม่ค่อยโพสต์อะไร ก็อาจใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการเสพเรื่องราวของคนอื่น จนแทบไม่เหลือเวลาให้ได้หันกลับมารับฟังเสียงของตัวเอง
เมื่อโตเป็นผู้ใหญ่ หลายคนอาจเรียกสิ่งนี้ว่า ‘Journaling’ หรือการจดบันทึก ซึ่งอาจไม่จำเป็นต้องเป็นการเล่าเรื่องราวยาวเหยียด แต่เป็นเพียงบันทึกข้อความสั้นๆ ก่อนนอน เช่น รายการสิ่งที่ต้องทำในวันรุ่งขึ้น หรือการเขียนขอบคุณสิ่งดีๆ ที่เกิดขึ้นในวันนั้น
Anthony Quinn นักเขียนและนักวิจารณ์ภาพยนตร์ชาวอังกฤษ เขียนไว้ใน The Guardian ว่า “ท้ายที่สุดแล้ว เราเขียนไดอารี่ให้ตัวเอง เพราะการเขียนไดอารี่เป็นงานเขียนที่มีความเป็นส่วนตัวที่สุด คุณเป็นทั้งผู้เขียน และอย่างน้อยในช่วงเวลานั้น ก็เป็นผู้อ่านเพียงคนเดียว”
เขาบอกว่าข้อดีข้อแรกของการเขียนไดอารี่คือประโยชน์ต่อสุขภาพจิต “ไดอารี่เปรียบเสมือนวาล์วระบายความรู้สึกในยุคที่ชีวิตถูกจับจ้องและตรวจสอบอยู่ตลอดเวลา การเขียนไดอารี่ในระยะยาวทำให้เราเห็นภาพไม่เพียงว่าเรา ‘ทำอะไร’ แต่ยังเผยให้เห็นว่าเรา ‘เป็นใคร’ ด้วย” และข้อดีประการที่สองคือ ทำให้เราอยากรู้อยากเห็นต่อการดำรงอยู่ของตัวเอง ซึ่งการกลับไปอ่านบันทึกเก่าๆ ก็คือการติดตามวิวัฒนาการของตัวตนที่เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา “เราทุกคนเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ สลัดตัวตนเก่าทิ้งไป และรับเอาตัวตนใหม่เข้ามา แต่ก็ยังมีแก่นบางอย่างภายในที่คงอยู่เสมอ”
ข้อดีประการที่สาม คือการเป็นเครื่องช่วยจำสำหรับสิ่งที่ต้องทำ หรืองานของเรา “ความทรงจำอาจหลอกเรา ทำให้รายละเอียดพร่าเลือนหรือความหมายผิดเพี้ยน แต่ไดอารี่ แม้จะไม่สมบูรณ์แบบ ก็ยังสามารถกล่าวได้อย่างหนักแน่นว่า เราเคยอยู่ตรงนั้น” นอกจากนั้นแล้ว การเขียนไดอารี่ยังช่วยทำให้เราเห็นภาพของแต่ละวันที่ผ่านมาว่าเราใช้ชีวิตอย่างมีวินัย วันเวลาที่ผ่านไปไม่ได้สูญเปล่าไปเฉยๆ
สำหรับผู้ที่อยากเริ่มต้นเขียนไดอารี่ บทความจาก University of Rochester Medical Center แนะนำว่าไม่จำเป็นต้องมีรูปแบบตายตัว เพียงเขียนอย่างสม่ำเสมอ จะเขียนหรือวาดรูปก็ได้ตามใจ ไม่ต้องกังวลเรื่องไวยากรณ์หรือโครงสร้างประโยค แลพหากอยากแบ่งปันบางส่วนให้เพื่อนหรือคนใกล้ชิดอ่านก็ทำได้เช่นกัน
เพียงเท่านี้ การเขียนบันทึกก็สามารถช่วยให้คุณจัดลำดับปัญหา ความกลัว และความกังวล ติดตามอารมณ์ในแต่ละวัน เพื่อสังเกตสิ่งกระตุ้นและเรียนรู้วิธีรับมือ เปิดโอกาสให้เกิดการพูดคุยกับตัวเองในเชิงบวก และช่วยให้มองเห็นรูปแบบความคิดหรือพฤติกรรมด้านลบได้ชัดเจนขึ้น
อย่างไรก็ตาม การเขียนไดอารี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการดูแลสุขภาพใจเท่านั้น การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ การนอนหลับอย่างเพียงพอ การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงการทำสมาธิและการผ่อนคลาย ล้วนเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ช่วยให้เราดูแลสุขภาพกายและใจได้อย่างสมดุล และค่อยๆ กลับมาเข้าใจตัวเองมากขึ้นในทุกวัน
อ้างอิง
https://www.urmc.rochester.edu/encyclopedia/content?ContentTypeID=1&ContentID=4552
บทความต้นฉบับได้ที่ : ระบายความในใจ มีอะไรก็จดลง ‘ไดอารี่’ อีกหนึ่งวิธีเยียวยาหัวใจในวันที่ชีวิตวุ่นวาย เปิดโอกาสให้ได้คุยกับตัวเอง ทำความเข้าใจความรู้สึก และค่อยๆ ติดตามการเปลี่ยนแปลงของชีวิตในแต่ละวันแบบไร้การตัดสิน
บทความที่เกี่ยวข้อง
- Reading is always Sexy! ขึ้นชื่อว่าการ อ่าน ยังไงก็เริ่ด เมื่อ Miu Miu ที่หยิบหนังสือเรื่องเพศมาพูด Coach ทำหนังสือจิ๋วห้อยกระเป๋าที่ อ่านได้จริง และ Dior ที่หยิบวรรณกรรมคลาสสิกมาไว้บนกระเป๋า
- ค่าเช่าลอนดอนแพงเกินเอื้อม สาวเจนซีจำนวนมากหันมาเช่าห้องในคอนแวนต์ ใช้ชีวิตร่วมกับแม่ชี พร้อมเยียวยาความโดดเดี่ยวท่ามกลางบรรยากาศอบอุ่น ปลอดภัย และเต็มไปด้วยมิตรภาพ
- ด้านอ่อนไหวที่ผู้ชายควรแสดงออกได้โดยไม่ต้องอายและความเป็น ‘หนุ่มดอกไม้’ ในตัว ‘เพิร์ล-พีค’ สองนักแสดงจากซีรีส์ ‘Flower Boy หลงกลิ่นเกสร’
ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : Mirror Thailand.com