โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

Business Thai Politics 21 พฤษภาคม 2569

Businesstoday

อัพเดต 2 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 21 พ.ค. เวลา 12.19 น. • Businesstoday

‘อนุทิน’ ฟาดเท้งดึงฟ้าลงต่ำ ปัดองคมนตรีสั่งการรัฐบาล

วันนี้ (21 พ.ค.) ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีพรรคประชาชน

ระบุถึงบทบาทคณะองคมนตรีที่ร่วมประชุมกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (บกปภ.ช.) แก้ปัญหาภัยแล้ง พร้อมให้คำแนะนำ อาจขัดหลักการ ว่า เป็นสิ่งที่ดำเนินการมาเกือบ 10 ปีแล้ว เป็นเรื่องปกติ และไม่ได้เป็นการประชุมอะไร เป็นการนำเสนอผลการดำเนินงานทั้งหลาย

นายอนุทิน กล่าวว่า ตนเชื่อว่าคณะองคมนตรีแต่ละท่านต้องไปรับผิดชอบดูแลประชาชนในส่วนของแต่ละภูมิภาค ท่านก็มาขอและมารับทราบข้อมูล หลายท่านก็เป็นผู้บริหารระดับสูงในแวดวงราชการมาก่อน ท่านก็เห็น ถือเป็นเรื่องปกติ ยังเป็นเรื่องที่ดีด้วย ที่ได้นำเสนอและรับฟังความเห็นของผู้ที่มีประสบการณ์อย่างล้นเหลือ

เมื่อถามว่า นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ระบุไม่อยากให้นายกฯ ดึงฟ้าต่ำ นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่เคย มีแต่คนพูดเท่านั้นมั้ง พยายามอยู่เรื่อย เรื่องนี้ไม่ได้เกิดขึ้น อย่าไปสนใจในเรื่องของโวหารและเจตนารมณ์ พี่น้องประชาชนเข้าใจดีว่าเขาทำเรื่องนี้เพื่ออะไร ความเห็นทั้งหมดที่พูดมาก็ผิดหมด มันไม่ใช่การประชุม มันไม่ได้เป็นการสั่งการ มันไม่ได้ก้าวก่ายการทำงานของแต่ละภาคส่วน แค่นี้ยังไม่รู้เลยว่าการบริหารประเทศทำอย่างไร แล้วมาแค่นจะวิพากษ์วิจารณ์ แสดงให้เห็นถึงภูมิปัญญาและวุฒิภาวะ

นายกฯ มอบนโยบายในการประชุมเชิงปฏิบัติการผู้ว่า 76 จังหวัด – หน่วยความมั่นคง

วันที่ 21 พฤษภาคม 2569 ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมเชิงปฏิบัติการ (Workshop) เพื่อขับเคลื่อนงานด้านความมั่นคงตามนโยบายรัฐบาล

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า หน่วยงานด้านการปกครอง ความมั่นคง และตำรวจ ได้ร่วมประชุม ณ ทำเนียบรัฐบาล เพื่อย้ำว่านี่คือนโยบายสำคัญของรัฐบาล และการบูรณาการความร่วมมือต้องเริ่มจากศูนย์กลางการบริหารราชการแผ่นดิน โดยนายกรัฐมนตรียินดีที่ทุกหน่วยงานร่วมจัด Workshop เพื่อขับเคลื่อนงานด้านความมั่นคง และเชื่อว่าหากเชื่อมโยงการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ จะนำไปสู่ความมั่นคงและความปลอดภัยของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า สถานการณ์ความมั่นคงปัจจุบันมีความซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว รัฐบาลจึงเร่งเสริมความมั่นคงให้ปลอดจากภัยคุกคามทุกรูปแบบ โดยกระทรวงมหาดไทย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงยุติธรรม และหน่วยงานความมั่นคง ถือเป็น “4 เสาหลักความมั่นคง” ที่ต้องทำงานร่วมกันอย่างเป็นเอกภาพ ทั้งด้านป้องกัน ปราบปราม และดูแลประชาชน

  • ด้านการป้องกัน ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดและผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด ทำงานในรูปแบบ “ทีมจังหวัด” ประสานข้อมูล วางแผนเชิงรุก ใช้กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เป็นเครือข่ายเฝ้าระวังภัย โดยเฉพาะยาเสพติด อาชญากรรมทางเทคโนโลยี และผู้มีอิทธิพล พร้อมยกระดับความปลอดภัยในพื้นที่เสี่ยง เมืองท่องเที่ยว และเขตเศรษฐกิจสำคัญ รัฐบาลพร้อมสนับสนุนงบประมาณ เครื่องมือ และทรัพยากร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน
  • ด้านการปราบปราม ให้เพิ่มความเข้มข้นในการปราบปรามอาชญากรรมทุกประเภท เร่งสืบสวนขยายผลถึงผู้บงการและเครือข่ายรายใหญ่ โดยเฉพาะอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ต้องตัดเส้นทางการเงินอย่างเด็ดขาด พร้อมย้ำหลัก “ปิดชื่อถือพฤติกรรม” ไม่มีการแทรกแซงการทำงาน และรัฐบาลพร้อมสนับสนุนเต็มที่
  • ด้านการช่วยเหลือประชาชน ให้กระทรวงมหาดไทยใช้กลไกศูนย์ดำรงธรรมและหน่วยงานในพื้นที่ รับเรื่องร้องเรียนและแก้ไขปัญหาอย่างใกล้ชิด โดยให้ผู้ว่าราชการจังหวัดและผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด ใช้เทคโนโลยีสนับสนุนการปฏิบัติงานเชิงรุก

นายอนุทิน กล่าวแสดงความเชื่อมั่นต่อฝ่ายความมั่นคงของไทย ว่าหากทุกหน่วยงานบูรณาการทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ จะช่วยสร้างความสงบสุขและความปลอดภัยให้ประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมขอให้ทุกฝ่ายใช้เวที Workshop วันนี้ แลกเปลี่ยนความคิดเห็นและนำข้อสรุปกลับไปขับเคลื่อนงานในพื้นที่ เพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชน

“ขอให้ท่านได้ใช้เวลาในวันนี้อย่างเต็มที่ เชื่อว่าเราจะได้แนวทางทางออกหลักปฏิบัติที่จะ “บำบัดทุกข์บำรุงสุข” และ “พิทักษ์กับสันติราษฎร์” ให้กับพี่น้องประชาชนร่วมกัน หวังว่าผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด ต้องทำงานรูปแบบใหม่ นั่งพูดคุยแลกเปลี่ยน รับรู้รับฟัง นำไปสู่ข้อสรุปร่วมกัน และกลับไปทำงานในพื้นที่ ซึ่งจะก่อให้เกิดคุณประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชนในการแสวงหาความร่วมมือในวันนี้”

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า รัฐบาลมีความมั่นใจในศักยภาพของทุกหน่วยงาน ที่ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง พร้อมขอบคุณทุกฝ่ายที่ร่วมประชุม และเชื่อว่าจะสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อขับเคลื่อนประเทศไปในทิศทางที่ดีขึ้น

รัฐบาลเดินหน้านโยบาย ดัน “อีสปอร์ต” เข้าสถานศึกษาทั่วประเทศ

ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงถึงความคืบหน้านโยบายสำคัญด้านการศึกษาว่า

รัฐบาลโดยกระทรวงศึกษาธิการเตรียมเดินหน้ายกระดับการเรียนรู้ของเด็กไทยสู่โลกอนาคต ด้วยการผลักดัน “อีสปอร์ต” (E-Sports) เข้าสู่สถานศึกษาทั่วประเทศอย่างเป็นระบบ ซึ่งนับเป็นก้าวสำคัญในการเตรียม “ทุนมนุษย์ดิจิทัล” รองรับเศรษฐกิจยุคใหม่ และเป็นการเปิดมุมมองใหม่ต่อการศึกษาไทย ที่เชื่อมโยงทักษะดิจิทัล ความคิดสร้างสรรค์ และเศรษฐกิจในอนาคต เข้าด้วยกันอย่างเป็นรูปธรรม

ทั้งนี้ ในระยะแรกจะนำอีสปอร์ตเข้าสู่ ชมรม TO BE NUMBER ONE ในโรงเรียนทั่วประเทศก่อน เพื่อเปิดพื้นที่สร้างสรรค์ให้เยาวชนได้ฝึกฝนใน 4 ด้านหลัก ได้แก่ ทักษะด้านเทคโนโลยี การคิดวิเคราะห์ การทำงานเป็นทีม และการบริหารจัดการตนเอง พร้อมคัดเลือกตัวแทนเข้าสู่การแข่งขันทั้งระดับโรงเรียน ระดับชาติ และระดับนานาชาติ จากนั้นจะต่อยอดสู่หลักสูตรการเรียนรู้อย่างเต็มรูปแบบในอนาคคต โดยรัฐบาลไม่ได้มองอีสปอร์ตในมิติของความบันเทิงเท่านั้น แต่มองเป็นอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ที่มีมูลค่ามหาศาลทางเศรษฐกิจ และสามารถสร้างรายได้ สร้างอาชีพให้กับเยาวชนไทยได้

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุด้วยว่า รัฐบาลมุ่งหวังจะเปลี่ยนวิธีการเรียนรู้ของเด็กไทยจากการเรียนเพื่อจดจำ ไปสู่การเรียนเพื่อคิด วิเคราะห์ และใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือเสริมศักยภาพ ซึ่งเชื่อมั่นว่า เด็กไทยทุกคนมีศักยภาพ ขอเพียงเปิดเวที เปิดโอกาส และเปิดเครื่องมือที่เหมาะสม เด็กไทยก็พร้อมแข่งขันได้ในทุกสนามของโลกได้

ผบ.ตร. ยืนยันกวาดล้างตำรวจนอกแถวไม่มีป้องคนผิด

ทำเนียบ วันนี้ (21 พ.ค.) พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กล่าวถึงผู้ต้องหาชาวจีนซัดทอด ผู้กองตี๋ ส่งเสบียงให้แก๊งชาวจีน แต่ผู้บังการตำรวจภูธรจังหวัดสระแก้ว ระบุว่าหลักฐานเอาผิดไม่เพียงพอ

ว่า ได้สั่งการให้รายงานมาที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติแล้ว ซึ่งเราต้องพิจารณาดำเนินการเอง เบื้องต้นได้รับรายงานจาก ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 2 และพล.ต.อ. สำราญ นวลมา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ส่วนตัวคิดว่าเราจริงใจในการทำงาน แล้วตนเองรู้จักผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองตั้งแต่ก่อนเกิดเรื่อง ตนได้กำชับว่าต้องไม่ปล่อยแม้แต่รายเดียว อะไรที่เป็นเห็บหมัดในองค์กรนี้ เราต้องดำเนินการใช้ยาแรง และเข้าจับกลุ่มทันที ซึ่งทีมสอบสวนของตรวจคนเข้าเมืองได้เดินหน้าตามคำสั่งของตนเอง อย่างเด็ดขาด แม้จะเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ต้องดำเนินการขั้นเด็ดขาด ทั้งทางวินัยและอาญา จึงเป็นที่มาของการเข้าจับกลุ่ม แต่พื้นที่เอง ก็ไม่ได้ปล่อยปละละเลย แต่เห็นจากเหตุการณ์เราเชื่อว่า มีการกระทำผิด แต่ก็ต้องเป็นไปตามกระบวนการขั้นตอนของการดำเนินคดีทั้งอาญาและวินัย

เบื้องต้นในพฤติการณ์ข้อเท็จจริง ข้อกฎหมายก็ต้องให้ออกราชการ หลายหน่วยงาน เพราะมีการเกี่ยวข้องระหว่างหลายหน่วยงานที่เป็นตำรวจ หลายหน่วยเพราะมีการเกี่ยวข้องระหว่างหลายหน่วยงานที่เป็นตำรวจสังกัดต่าง ๆ ดังนั้นจึงได้สั่งการให้รายงานเข้ามา

ส่วนจะผิดหรือถูกจะมีหลักฐานแน่นหนาเพียงใดนั้น พล.ต.อ. กิตติ์รัฐ เรื่องเหล่านี้จะไม่มีการช่วยเหลือ ย้ำว่าจะดำเนินการขั้นเด็ดขาด

“ศรีสุวรรณ” ร้อง กกต. ยุบพรรคประชาชน โพสต์กล่าวหา “องคมนตรี-รัฐบาล”

กกต. วันนี้ (21 พ.ค.) นายศรีสุวรรณ จรรยา ผู้นำองค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน ได้เดินทางไปยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง และนายทะเบียนพรรคการเมือง เพื่อขอให้สืบสวนหรือไต่สวนเอาผิดพรรคประชาชน (ปชน.) กรณีโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก กล่าวหารัฐบาลกำลังกระทำการมิบังควร เสี่ยงละเมิดหลักการประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข เป็นการกระทำโดยชอบด้วยรัฐธรรมนูญและหรือกฎหมาย เข้าข่ายเซาะกร่อนบ่อนทำลายสถาบันฯหรือไม่

สืบเนื่องจากพรรคประชาชน โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก กล่าวหารัฐบาลกำลังกระทำการมิบังควร เสี่ยงละเมิดหลักการประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ซึ่งข้อความดังกล่าวดูผิวเผินตามหัวข้อของการโพสต์จะดูเหมือนเป็นการตำหนิรัฐบาล แต่หากพิจารณาเนื้อหาในข้อความทั้งหมดแล้ว จะเป็นการกล่าวในเชิงตำหนิการปฏิบัติหน้าที่ของ “องคมนตรี” กระทบไปยังองค์พระมหากษัตริย์ที่อ้างว่าอาจเป็นการเข้ามาสั่งการ ก้าวก่ายการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลหรือไม่มากกว่า

ซึ่งตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 6 บัญญัติไว้ชัดเจนว่า “องค์พระมหากษัตริย์ทรงดํารงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ ผู้ใดจะกล่าวหาหรือฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ในทางใด ๆ มิได้” และในมาตรา 10 วรรคสองยังบัญญัติไว้อีกว่า “คณะองคมนตรีมีหน้าที่ถวายความเห็นต่อพระมหากษัตริย์ในพระราชกรณียกิจทั้งปวง ที่พระมหากษัตริย์ทรงปรึกษา และมีหน้าที่อื่นตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ” ซึ่งการที่คณะองคมนตรีมาร่วมประชุมกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (บกปภ.ช.) เพื่อเตรียมรับมือภัยแล้งปี 2569 ถือเป็นการมาแนะนำรัฐบาลตามปกติที่เคยปฏิบัติมาตั้งแต่ปี 2560 ถือได้ว่าเป็นประโยชน์มหาศาลแก่คนไทย เพราะองคมนตรีก็คือผู้ใหญ่ของบ้านเมืองที่พระเจ้าอยู่หัวทรงไว้วางพระราชหฤทัยให้ช่วยถวายคำปรึกษา เป็นบุคคลที่ผ่านงานระดับประเทศมาทั้งชีวิต มีทั้งอดีตนายทหาร ผู้บริหาร และนักเศรษฐศาสตร์ที่มีประสบการณ์สูงมาก เพราะฉะนั้นเวลาที่องคมนตรีลงมาร่วมประชุมกับรัฐบาล ไม่ใช่มาแค่นั่งฟังเฉยๆ แต่มาเพื่อดูว่าการทำงานของหน่วยงานต่าง ๆ เดินหน้าไปถึงไหนแล้ว มีปัญหาอะไร และควรให้คำแนะนำอย่างไรให้การช่วยเหลือประชาชนมีประสิทธิภาพที่สุด

การที่พรรคประชาชน โพสต์ข้อความแสดงออกในลักษณะตำหนิรัฐบาล แต่ก้าวล่วงกระทบไปถึงการปฏิบัติหน้าที่ขององคมนตรีดังกล่าว ก่อให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์โพสต์ดังกล่าวอย่างมากมายในสังคม ทั้งในสื่อโซเชียล ในวงกาแฟ เกิดความขัดแย้งกันในเชิงความคิดและการกระทำ อันมิเคยปรากฏมาก่อน อันอาจถือได้ว่าพรรคประชาชน มีเจตนาที่กระทำการอันเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และหรือกระทําการอันเป็นการก่อกวนหรือคุกคามความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน รวมทั้งเป็นการแทรกแซงการปฏิบัติราชการของหน่วยงานราชการด้วย อันเป็นข้อห้ามตามมาตรา 45 ประกอบมาตรา 92(2)(3)(4) แห่ง พรป.ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2560 และรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 101 (7) หรือไม่

องค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน จึงนำความมาร้องเรียนต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง และนายทะเบียนพรรคการเมือง เพื่อขอให้ใช้อำนาจในการสอบสวนและไต่สวนเรื่องดังกล่าว หากพบว่าเป็นการฝ่าฝืนหรือเข้าข่ายความผิดให้เสนอเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณาพิพากษายุบพรรคดังกล่าว ตามรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 92 ต่อไป

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...