โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

“WASH” ร้านสะดวกซัก เคาะ IPO 7.50 บาท ลุยขยาย 160 แห่ง ชิงส่วนแบ่งตลาดกว่า 1.3 หมื่นล.

Khaosod

อัพเดต 16 ต.ค. 2568 เวลา 08.12 น. • เผยแพร่ 16 ต.ค. 2568 เวลา 08.12 น.

WASH ผู้ให้บริการร้านสะดวกซัก “WashXpress” เคาะราคา IPO 7.50 บาทต่อหุ้น เสนอขายไม่เกิน 105.88 ล้านหุ้น คิดเป็น 30% พร้อมเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ mai เดือนพ.ย.นี้ กางแผนขยายสาขาเชิงรุกกว่า 160 สาขาในปี 2569–2570 ยกระดับบริการด้วยเทคโนโลยีผ่านแอปฯ “WashXpress” ที่มีผู้ใช้งานกว่า 1.57 ล้านบัญชี ชูศักยภาพเติบโตต่อเนื่อง รายได้โตเฉลี่ย 33% ต่อปี ขณะที่ภาพรวมอุตสาหกรรมร้านสะดวกซักปีที่แล้วกว่า 1.3 หมื่่นล้านบาท คาดปีนี้โตต่อ 10-20%

นายกวิน กลองกระโทก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท ลอนดรี้ ยู จำกัด (มหาชน) หรือ WASH ผู้ให้บริการร้านสะอาดซัก ภายใต้แบรนด์ “WashXpress” เปิดเผยว่าบริษัทเตรียมเสนอขายหุ้นสามัญต่อประชาชนเป็นครั้งแรก (IPO) จำนวนรวมไม่เกิน 105,882,352 หุ้น ซึ่งประกอบด้วยหุ้นสามัญเพิ่มทุนที่เสนอขายโดยบริษัท และหุ้นสามัญเดิมที่เสนอขายโดยผู้ถือหุ้นเดิม คิดเป็น 30% ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและชำระแล้วทั้งหมดภายหลังการเสนอขายครั้งนี้

ล่าสุดได้กำหนดราคาเสนอขาย IPO ที่ 7.50 บาทต่อหุ้น พร้อมเข้าเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ mai ซึ่งเงินที่ได้จาการเสนอขายหุ้น IPO เพื่อรองรับแผนการขยายธุรกิจเชิงรุก ผ่านการขยายสาขาที่บริษัทเป็นเจ้าของไม่น้อยกว่า 160 สาขา ในปี 2569 - 2570 ซึ่งการระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ จะช่วยให้บริษัทสามารถขยายไปยังจังหวัดใหม่ ๆ และในจังหวัดเดิมที่ยังมีศักยภาพสูงได้เร็วขึ้น

โดยเฉพาะพื้นที่เป้าหมายภาคใต้ และภาคเหนือ ซึ่งเป็นหัวเมืองหลักที่มีความหนาแน่นของประชากรในพื้นที่ ประกอบกับพฤติกรรมมของคนต่างจังหวัด จะใช้จ่ายเพื่อความสะดวกสบายเป็นสำคัญ นอกจากนี้บริษัทยังมีแผนปรับปรุงและยกระดับร้านสะดวกซักสาขาเดิม เพื่อเพิ่มอัตราการผู้ใช้บริการให้มากขึ้น จากปัจจุบันพบว่าอัตราการใช้งานเครื่องซักผ้า เครื่องอบผ้ายังอยู่ในระดับเพียง 10% โดยจะเห็นว่าธุรกิจยังเติบโตได้อีกมาก

ทำให้บริษัทมีแผนเพิ่มบริการใหม่ๆ เพื่อดึงดูดให้ผู้ใช้บริการเพิ่มขึ้นในสาขาเดิมอย่างต่อเนื่องด้วย นอกจากนี้เงินเพิ่มทุนในบางส่วนจะนำไปใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินงาน และชำระหนี้ ซึ่งปัจจุบันบริษัทมีสัดส่วนหนี้สินต่อทุน 0.8 เท่า

"เราเชื่อมั่นว่าการระดมทุนในครั้งนี้จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และผลักดันให้ WASH มุ่งสู่การเป็นผู้นำในธุรกิจร้านสะดวกซักครบวงจรได้อย่างเต็มภาคภูมิ พร้อมสร้างการเติบโตที่มั่นคงและยั่งยืนต่อไปในอนาคต"

นายกวิน กล่าว และว่า ภาพรวมการดำเนินธุรกิจของ WASH แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มธุรกิจ คือ ให้บริการร้านสะดวกซักแบบครบวงจรภายใต้แบรนด์ “WashXpress” ธุรกิจให้สิทธิบุคคลอื่นในการประกอบธุรกิจแฟรนไชส์ และ ธุรกิจจำหน่ายเครื่องซักผ้า เครื่องอบผ้า สินค้าอื่น ๆ และบริการที่เกี่ยวข้อง โดยธุรกิจให้บริการร้านสะดวกซักถือเป็นธุรกิจหลักและเป็นหัวใจในการสร้างรายได้ของบริษัท

ที่สำคัญบริษัทเน้นการเป็นเจ้าของและบริหารจัดการสาขาเองเป็นหลัก ซึ่ง ณ เดือนมิ.ย. 2568 บริษัทมีสาขาทั้งหมด 548 สาขา ใน 21 จังหวัด โดยบริษัทเป็นเจ้าของ 469 สาขาา และสร้างรายได้ประมาณ 97.40% ของรายได้รวม ดังนั้นบริษัทจึงมุ่งมั่นในการขยายสาขาที่บริษัทเป็นเจ้าของเป็นหลัก เพื่อสามารถควบคุมคุณภาพและมาตรฐานการให้บริการในทุกมิติได้อย่างเต็มที่

ตั้งแต่ความสะอาดของร้าน ไปจนถึงประสิทธิภาพของอุปกรณ์และการดูแลลูกค้า ที่สำคัญยังช่วยให้บริษัทสามารถสร้างรายได้ที่ได้รับอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ ซึ่งเป็นปัจจัยที่สร้างความแตกต่างจากผู้เล่นรายอื่นในอุตสาหกรรม และเป็นกลไกสำคัญที่นำไปสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน

สำหรับยุทธศาสตร์การเติบโตในอนาคต WASH วางเป้าหมายไว้อย่างชัดเจนใน 3 แกนหลัก ได้แก่ การขยายสาขาเชิงรุก โดยตั้งเป้าหมายเปิดสาขาใหม่ที่บริษัทเป็นเจ้าของจำนวน 80 สาขา ในปี 2568 ซึ่งในช่วงครึ่งปีแรกขยายไปแล้ว 34 สาขา โดยเฉพาะภาคใต้ เปิดไปแล้ว 5 สาขา และเตรียมจะขยายการเปิดสาขาในภาคเหนือต่อไป

ส่วนในปี 2569 - 2570 มีแผนขยายสาขาอีกไม่น้อยกว่า 160 สาขา เพื่อสร้างการเติบโตแบบก้าวกระโดด นอกจากนี้บริษัทได้มีการพัฒนาและขยายการให้บริการที่ครบวงจรมากขึ้น เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่หลากหลายขึ้น พร้อมขยายบริการที่มีอยู่แล้ว เช่น บริการซักอบพับ บริการรับรีด และบริการรับจ้างซักอบรีดในปริมาณมากสำหรับลูกค้ากลุ่มธุรกิจ (B2B) ให้ครอบคลุมสาขามากขึ้น

รวมถึงมีแผนพัฒนาบริการใหม่ ๆ เช่น บริการรับ-ส่งผ้าถึงมือลูกค้า และ (3) การขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี ผ่านแอปพลิเคชัน WashXpress ซึ่งพัฒนาโดยทีมภายในของบริษัทเอง ทำให้ปัจจุบัน มีลูกค้าใช้งานผ่านแอปพลิเคชันมากกว่า 1.57 ล้านบัญชี และลูกค้ามากกว่า 65% ชำระเงินผ่านแอปพลิเคชัน นอกจากนี้บริษัทยังได้คะแนนรีวิวจากลูกค้าสูงถึง 4.8-4.9 เทียบกับคู่แข่งที่ทั่วไปจะอยู่ที่ประมาณ 2 ซึ่งบริษัทพร้อมนำข้อมูลพฤติกรรมการใช้งานมาวิเคราะห์เพื่อต่อยอดทางธุรกิจ และมีแผนจะนำรูปแบบสมาชิก (Subscription Model) มาใช้ในการให้บริการในอนาคตด้วย

นายชิษณุพันธ์ ตั้งเฉลิมกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานพัฒนาธุรกิจ และผู้ร่วมก่อตั้ง WASH กล่าวถึงภาพรวมอุตสาหกรรมร้านสะดวกซักในประเทศไทยเป็นหนึ่งในธุรกิจเมกะเทรนด์ที่มีการเติบโตอย่างก้าวกระโดดและมีศักยภาพสูง โดยมูลค่าตลาดได้ขยายตัวจากประมาณ 3,000 ล้านบาท ในปี 2563 มาอยู่ที่ 10,000 ล้านบาท ในปี 2565 และคาดว่าจะเติบโตต่อเนื่องจนมีมูลค่าสูงถึง 13,500 ล้านบาท ในปี 2567 สำหรับในปี 2568 คาดการณ์ว่าอุตสาหกรรมยังเติบโตอย่างต่อเนื่องเฉลี่ย 10-20%

โดยปัจจุบันธุรกิจร้านซักผ้าในไทยมี 3 ประเภทหลัก ได้แก่ ร้านเครื่องซักผ้าหยอดเหรียญ, ร้านซักรีดทั่วไป และร้านสะดวกซัก ซึ่งร้านสะดวกซักที่ใช้เครื่องจักรอุตสาหกรรมมีแนวโน้มการเติบโตที่โดดเด่นและรวดเร็วที่สุด

เนื่องจากสามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคในด้านความสะดวก รวดเร็ว และมีคุณภาพสูงกว่าการซักผ้าที่บ้าน ซึ่งการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญนี้ได้รับแรงสนับสนุนจากปัจจัยเชิงมหภาคไม่ว่าจะเป็น การขยายตัวของสังคมเมือง (เออร์เบิร์นไนเซชั่น) ที่ทำให้รูปแบบการอยู่อาศัยเปลี่ยนไปสู่คอนโดมิเนียมหรืออพาร์ตเมนต์ที่มีพื้นที่จำกัด โดยเฉพาะการเติบโตของเมืองในภูมิภาค และเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ที่ดึงดูดแรงงานจำนวนมาก

อีกปัจจัยคือการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว ซึ่งส่งผลให้กำลังซื้อของผู้บริโภคเพิ่มขึ้น และสร้างความต้องการบริการซักผ้าปริมาณมากจากธุรกิจโรงแรมและบริการที่เกี่ยวข้อง รวมถึงแนวโน้มการอยู่อาศัยของคนรุ่นใหม่ ที่ส่วนใหญ่เป็นครอบครัวเดี่ยว และมีไลฟ์สไตล์ที่เร่งรีบ จึงต้องการบริการที่ช่วยประหยัดเวลาและอำนวยความสะดวกในการจัดการงานบ้าน

ทางด้านนางสาวนันทพร ฤทธินภากร รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานบัญชีและการเงิน WASH กล่าวถึงผลประกอบการในช่วง 6 เดือนแรกปีนี้ อยู่ที่ 447.68 ล้านบาท เทียบช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีรายได้ 356.38 ล้านบาท ส่วนกำไรสุทธิอยู่ที่ 255.9 ล้านบาท เทียบช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีกำไร 191.3 ล้านบาท

ในขณะที่รายได้เฉลี่ย 3 ปีย้อนหลัง (2565-2567) จาก 464.47 ล้านบาท ในปี 2565 เป็น 657.06 ล้านบาท ในปี 2566 และ 823.58 ล้านบาท ในปี 2567 คิดเป็นอัตราเติบโตเฉลี่ย 33.16% ต่อปี ซึ่งรายได้ส่วนใหญ่มาจากธุรกิจร้านสะดวกซักที่บริษัทเป็นเจ้าของ คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 92.10% - 96.60% ของรายได้รวม และมีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น จาก 59.31 ล้านบาท ในปี 2565 เป็น 67.28 ล้านบาท ในปี 2566 และ 83.47 ล้านบาท ในปี 2567 คิดเป็นอัตราการเติบโตเฉลี่ยของกำไรสุทธิที่ 18.63% ต่อปี ซึ่งมีปัจจัยหนุนจากการขยายสาขาใหม่ และการเติบโตของสาขาเดิมซึ่งปีที่ผ่านมาเติบโตอยู่ที่ 7.9% รวมทั้งการเพิ่มบริการใหม่

นอกจากนี้ บริษัทมีกระแสเงินสดสุทธิจากกิจกรรมดำเนินงานเป็นบวกและเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จาก 247.53 ล้านบาท ในปี 2565 เป็น 341.60 ล้านบาท ในปี 2566 และ 430.95 ล้านบาท ในปี 2567 แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพในการสร้างเงินสดจากธุรกิจหลัก และศักยภาพการเติบโตที่ดีอย่างต่อเนื่อง

"การเติบโตอย่างก้าวกระโดดในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา โดยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยของรายได้อยู่ที่ประมาณ 33-34% และอัตราการเติบโตเฉลี่ยของกำไรสุทธิอยู่ที่ประมาณ 18% โดยการเติบโตนี้ขับเคลื่อนด้วยปัจจัย ทั้งการเติบโตของยอดขายสาขาเดิม ซึ่งในครึ่งปีแรกของปีนี้เติบโตขึ้นถึง 13.1% เทียบกับ 7.9% ในปีที่แล้ว รวมถึงการขยายสาขา การขยายสาขาใหม่ ๆ การขยายบริการเสริม การเพิ่มบริการ อาทิ ล่าสุด มีบริการ ซัก อบ พับ ซึ่งปัจจุบันมีสัดส่วนรายได้อยู่ที่ประมาณ 40% ของรายได้รวม และมีการเติบโตค่อนข้างมาก การอัปเกรดสาขา รวมถึงการปรับปรุงต่าง ๆ เช่น การติดตั้งเครื่องปรับอากาศ หรือการอัปเกรดเพื่อเพิ่มการมองเห็นในร้าน ตลอดจนการเพิ่มประสิทธิภาพ อัตราการใช้เครื่องในปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 10.2% ซึ่งแสดงว่ายังมีความสามารถในการรองรับลูกค้าเหลืออีกมหาศาล จึงเป็นโอกาสในการเพิ่มรายได้อีกมาก"

ขณะที่นางสาวสุธางค์ คนศิลป กรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวาณิชธนกิจ 2 บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงิน และผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย กล่าวว่า ขณะนี้แบบแสดงรายการข้อมูลการเสนอขายหลักทรัพย์ (Filing) ของ บริษัท ลอนดรี้ ยู จำกัด (มหาชน) หรือ WASH ได้รับการอนุมัติจากสำนักงาน ก.ล.ต. และมีผลใช้บังคับแล้ว โดยจะเสนอขายหุ้นสามัญต่อประชาชนเป็นครั้งแรก (IPO) จำนวนรวมไม่เกิน 105,882,352 หุ้น ซึ่งประกอบด้วยหุ้นสามัญเพิ่มทุนที่เสนอขายโดยบริษัทฯ และหุ้นสามัญเดิมที่เสนอขายโดยผู้ถือหุ้นเดิม คิดเป็นร้อยละ 30 ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและชำระแล้วทั้งหมดภายหลังการเสนอขายครั้งนี้

โดยกำหนดราคาเสนอขาย IPO ที่ 7.50 บาทต่อหุ้น และจะเปิดให้นักลงทุนจองซื้อใน วันที่ 24 และ 27 - 28 ต.ค.นี้ และคาดว่าจะสามารถนำหุ้น WASH เข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) ได้ ภายในเดือนพ.ย.นี้

โดย WASH ได้ลงนามแต่งตั้ง บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด เป็นผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายหุ้นสามัญ พร้อมแต่งตั้งผู้จัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายหุ้นสามัญอีก 4 ราย ประกอบด้วย (1) บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) (2) บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) (3) บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) และ (4) บริษัทหลักทรัพย์ ดาโอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)

“WASH ถือเป็นหุ้น IPO ที่มีศักยภาพการเติบโตสูงและน่าจับตามองอย่างยิ่ง เรามีความเชื่อมั่นในพื้นฐานที่แข็งแกร่งและอนาคตที่โดดเด่นของบริษัทฯ ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงผู้เล่นในตลาด แต่เป็นหนึ่งในผู้นำที่ร่วมกำหนดทิศทางอุตสาหกรรมร้านสะดวกซัก ซึ่งเป็นธุรกิจเมกะเทรนด์ที่กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด จึงมั่นใจว่าราคา IPO ที่กำหนดไว้นั้นมีความเหมาะสม และสะท้อนถึงมูลค่าและศักยภาพการเป็นหุ้น Growth Stock ที่โดดเด่นของบริษัทฯ ได้เป็นอย่างดี” นางสาวสุธางค์ กล่าว

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : “WASH” ร้านสะดวกซัก เคาะ IPO 7.50 บาท ลุยขยาย 160 แห่ง ชิงส่วนแบ่งตลาดกว่า 1.3 หมื่นล.

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
- Website : https://www.khaosod.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...