โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เช็กสต๊อกยาต้านไวรัส HIV องค์การเภสัชฯ ผลิตได้ ไม่มีขาดส่ง รพ.

เดลินิวส์

อัพเดต 9 มิถุนายน 2569 เวลา 23.12 น. • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เดลินิวส์
องค์การเภสัชฯ ยืนยัน ยาทุกตัวที่ผลิต ‘ไม่ขาด’ กำลังผลิตยาต้าน HIV 3.5 แสนขวด ไม่มีขาดส่ง รพ. พร้อมเผยแผนสำรองวัตถุดิบยา เวชภัณฑ์ถึงไตรมาส 2 ปีงบ 70 แม้สงครามตะวันออกกลางทำต้นทุนเพิ่ม 4-5% พร้อมปรับแผนส่งมอบยาให้ รพ. กรณีคืนยาใกล้หมดอายุจะไม่คืนเงิน ป้องกันกักตุน

จากกรณีมีผู้ประกันตนออกมาเปิดเผยข้อมูลผ่านโซเชียลมีเดีย ระบุว่าตนเป็นผู้ติดเชื้อเอชไอวี (HIV) และได้รับยาต้านไวรัสเอชไอวี มาเป็นเวลานาน จนสามารถกดเชื้อให้ต่ำลงได้ แต่ล่าสุดเมื่อไปรับยาต้านไวรัสที่โรงพยาบาลเอกชน ซึ่งเป็นโรงพยาบาลตามสิทธิประกันสังคม ระยะหลังได้ยาไม่ครบ บางครั้งได้แค่ 7 เม็ด ทั้งที่แพทย์สั่ง 90 เม็ด สำหรับ 3 เดือน ทำให้ต้องเดินทางไปรับยาที่ รพ. หลายครั้ง สร้างความกังวลต่อสังคมว่ามีการขาดแคลนยาเกิดขึ้นหรือไม่ โดยยาต้านไวรัสเอชไอวี มีองค์การเภสัชกรรม (อภ.) เป็นผู้ผลิตส่งมอบให้ รพ.ประกันสังคม

ล่าสุดเมื่อวันที่ 9 มิ.ย. พญ.มิ่งขวัญ สุพรรณพงศ์ ผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม กล่าวว่า องค์การเภสัชกรรมผลิตยาต้านไวรัสเอชไอวีประมาณ 4 ตัวหลัก ครอบคลุมตามแนวทางหลักสำหรับผู้ติดเชื้อ และยังมีอีกประมาณ 2 ตัว ที่เป็นยาเฉพาะสำหรับผู้ป่วยที่มีอาการดื้อยาตัวหลัก ซึ่งสถานการณ์การผลิตของ อภ. ไม่มีปัญหา ทั้งในเรื่องของวัตถุดิบ บรรจุภัณฑ์ และคิวการผลิต ทุกอย่างเป็นไปตามแผนทั้งหมด ซึ่งปัจจุบันยังมีสำรองยาไว้อยู่ประมาณ 3-6 เดือน โดยในการจัดส่งยา องค์การเภสัชฯ จะส่งตรงไปที่โรงพยาบาลแต่ละแห่ง ทั้งในระบบประกันสังคมและหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ และมีการจัดส่งให้ทุกเดือนโดยไม่ได้มีการตัดยอดแต่อย่างใด

“ยาต้านไวรัสเอชไอวีตัวที่ผู้ประกันตนโพสต์นั้น ตรวจสอบแล้วพบว่ามีกำลังการผลิตอยู่ที่ประมาณเดือนละ 350,000 ขวด ซึ่งเป็นการผลิตตามปกติ ไม่มีการค้างส่งให้กับ รพ. ใด โดยยาหนึ่งขวดบรรจุ 30 เม็ด รับประทานวันละ 1 เม็ด” พญ.มิ่งขวัญ กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามถึงผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลาง พญ.มิ่งขวัญ กล่าวว่า สถานการณ์สงครามส่งผลให้เกิดความตกใจแค่ในช่วงแรก แต่หลังจากนั้นสถานการณ์เริ่มดีขึ้น องค์การเภสัชฯ ยังสามารถตรึงราคาไว้ได้ แม้ว่าความจริงจะมีต้นทุนเรื่องโลจิสติกส์และบรรจุภัณฑ์ที่สูงขึ้น ซึ่งปัจจุบันต้นทุนเพิ่มขึ้นประมาณ 4-5% แม้ค่าโลจิสติกส์จะเพิ่มไปถึง 10% ส่งผลให้ภาระต้นทุนสูงขึ้นและกำไรน้อยลง แต่มีการบริหารจัดการโดยประหยัดต้นทุนในส่วนอื่นแทน เช่น มีการประหยัดพลังงานและใช้วิธีต่อรองราคาวัตถุดิบ เนื่องจากการสำรองยาเพิ่มมากขึ้นเป็น 1 ปี ทำให้ปริมาณการสั่งซื้อวัตถุดิบมากขึ้น จึงมีอำนาจในการต่อรองราคามากขึ้นด้วย โดยแผนการสำรองตอนนี้ครอบคลุมไปจนถึงไตรมาส 2 ปีงบประมาณ 2570 ยังคงผลิตได้ตามปกติ แม้ต้นทุนจะสูงขึ้นและกำไรลดลงเพราะเป็นหน่วยงานรัฐ

“ยายังมีเพียงพอ โดยยาที่องค์การเภสัชฯ ผลิตอยู่นั้น ไม่มีตัวไหนที่มีแนวโน้มว่าจะขาดแคลน เพียงแต่ตอนนี้ประเด็นที่ต้องเฝ้าระวัง คือ เรื่องโลจิสติกส์จากราคาน้ำมันที่ยังไม่มีท่าทีว่าจะลดลง และราคาบรรจุภัณฑ์ที่ปรับตัวสูงขึ้น” พญ.มิ่งขวัญ กล่าว

พญ.มิ่งขวัญ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ องค์การเภสัชฯ ยังได้ปรับแผนเรื่องการส่งมอบยาให้ผู้ใช้ด้วย จากเมื่อก่อนโรงพยาบาลบางแห่งอาจสั่งซื้อยาไปจำนวนมากแล้วใช้ไม่หมด พอพ้นกำหนดหรือยาเหลืออายุการใช้งานน้อยกว่า 1 ปีก็จะส่งคืน ซึ่ง อภ. ต้องรับคืนโดยเก็บเงินไม่ได้ แต่ปีนี้มีมาตรการให้โรงพยาบาลมีความระมัดระวังในการสั่งซื้อมากขึ้น ไม่ให้สั่งแบบเกินความจำเป็น (Over order) หรือกักตุน หากสั่งไปแล้วยาเหลืออายุสั้นกว่า 1 ปีจะไม่รับคืน เพื่อให้ทุกคนสั่งยาเท่าที่จำเป็นจริงๆ ซึ่งอาจทำให้ยอดขายขององค์การเภสัชกรรมลดลง แต่จำเป็นต้องทำเพื่อป้องกันการกักตุน.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...