จุดเปลี่ยน AI ปี 2569: AWS เดินหน้าลงทุนไทย เปิดฉากยุค 'Frontier Agent' พลิกเกมธุรกิจ
กระแสการลงทุนด้านคลาวด์และปัญญาประดิษฐ์ในประเทศไทยยังคงขยายตัว ท่ามกลางการเร่งเปลี่ยนผ่านสู่ยุค "AI Transformation" โดยเฉพาะการพัฒนา "Agentic AI" ที่ก้าวข้ามจากระบบผู้ช่วยไปสู่ระบบอัจฉริยะที่ทำงานได้อัตโนมัติและซับซ้อนมากขึ้น
วัตสัน ถิรภัทรพงศ์ ผู้จัดการประจำประเทศไทย บริษัท อะเมซอน เว็บ เซอร์วิสเซส หรือเอดับบลิวเอส (AWS) ในเครือ Amazon.com แสดงวิสัยทัศน์ว่า แนวทางธุรกิจปี 2569 โฟกัส 4 แกนหลัก ได้แก่ การสานต่อ AWS Asia Pacific (Thailand) Region การผลักดันการใช้ประโยชน์จากแพลตฟอร์ม Agentic AI การวางกลยุทธ์เจาะลึกอุตสาหกรรมหลักควบคู่ความร่วมมือแบบ 360 องศา และการขยายการใช้งาน AI ผ่านเครือข่ายพาร์ตเนอร์พร้อมยกระดับขีดความสามารถ
เอดับบลิวเอสเผยว่า ยังคงสานต่อการลงทุนในประเทศไทย โดยจะให้ความสำคัญอย่างมากกับการเพิ่มบุคลากรผู้เชี่ยวชาญด้าน AI และการวิเคราะห์ข้อมูลภายในประเทศ ควบคู่ไปกับการยกระดับความพร้อมและขีดความสามารถของพาร์ตเนอร์ด้าน AI และข้อมูล
นอกจากนี้ มีการทำงานร่วมกันแบบบูรณาการด้าน AI ระหว่างทีม ProServe และพาร์ตเนอร์ รวมถึงวางแนวทางการขับเคลื่อนตามบทบาทผู้ใช้งานและผลลัพธ์ทางธุรกิจ
โดยเน้นภาคการเงิน ค้าปลีก และการผลิต รวมไปถึงช่วยองค์กรภาครัฐและเฮลธ์แคร์อัปเกรดระบบไปสู่คลาวด์
เดินหน้าต่อสู่ยุค ‘Frontier Agent’
ส่วนของ AWS Asia Pacific (Thailand) Region ที่วางงบการลงทุนมูลค่ากว่า 5 พันล้านดอลลาร์ (ประมาณ 1.9 แสนล้านบาท) ในระยะเวลา 15 ปีได้เร่งการลงทุนเพื่อนำ AI มาสู่ประเทศไทย
เช่น NVIDIA GPUs โมเดลภาษา LLMs และเครื่องมือเพิ่มเติมของ Amazon Bedrock รวมถึงเตรียมเปิดให้บริการใหม่ อาทิ SMUS, IoT Core, Redshift, Data Firehose และ MWAA ฯลฯ
คาดการณ์ว่าจะสร้างผลกระทบต่อ GDP ของประเทศสูงถึง 10,000 ล้านดอลลาร์ และสร้างงานด้านไอทีมากกว่า 1.1 หมื่นตำแหน่ง
วัตสันเผยว่า การใช้งาน Thailand Region มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ด้วยจุดเด่นที่ข้อมูลอยู่ภายในประเทศ ลดความหน่วงได้มากถึง 4–6 เท่า และราคาลดลงกว่า 10% เมื่อเทียบกับการใช้บริการจากต่างประเทศ
ปัจจุบัน AWS เปิดให้บริการในไทยแล้วกว่า 120 บริการ ครอบคลุมความต้องการของลูกค้าไทยถึง 80-90% โดยเฉพาะในกลุ่มโครงสร้างพื้นฐานสำหรับ AI และระบบชิปเซ็ตที่ทันสมัย
ทิศทางเทคโนโลยีกำลังเปลี่ยนผ่านจาก Generative AI ที่ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วย ไปสู่ยุคของ “Frontier Agent” ซึ่งเป็นระบบอัจฉริยะที่สามารถคิด ตัดสินใจ และทำงานอัตโนมัติข้ามหลายระบบได้ด้วยตนเอง
Frontier Agent ถูกนิยามว่าเป็น AI ที่ทำงานได้อย่างอิสระ ไม่ต้องมีมนุษย์สั่งการทุกขั้นตอน และรองรับกระบวนการทำงานที่ซับซ้อนหรือใช้เวลาต่อเนื่องยาวนาน
เอดับบลิวเอสเชื่อว่าเรากำลังอยู่ในจุดเริ่มต้นของยุค AI ที่โมเดลจะมีความแม่นยำสูงขึ้น มีการบูรณาการข้อมูลระดับองค์กรที่ลึกซึ้งขึ้น และมีเครื่องมือที่พร้อมให้ธุรกิจสร้าง Agent ของตนเองได้ ปี 2569 จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญจากยุค Generative AI ที่ทำหน้าที่เป็นเพียงผู้ช่วยไปสู่ Frontier Agent ที่ AI ลงมือทำงานแทนมนุษย์ได้จริง
เศรษฐกิจดิจิทัลไทยโตไม่หยุด
วัตสันให้ข้อมูลว่า ปี 2569 เศรษฐกิจดิจิทัลไทยมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง โดย คณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (BDE) คาดการณ์ว่า จะเติบโตราว 4.2% มูลค่าแตะ 5.6 ล้านล้านบาท
ไอดีซีคาดการณ์ไว้ว่า ราว 70% ขององค์กรในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกคาดว่า AI จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงรูปแบบธุรกิจภายในอีก 18 เดือนข้างหน้า
สำหรับประเทศไทย AI กลายเป็นหัวใจสำคัญของความยืดหยุ่นทางธุรกิจ มีการคาดการณ์ว่าการใช้ AI ในธุรกิจไทยเพิ่มขึ้นจาก 24% เป็น 32% หรือเติบโต 33% เมื่อเทียบปีต่อปีในปี 2568 สะท้อนบทบาทของ AI ในการขับเคลื่อนประสิทธิภาพ นวัตกรรม และความได้เปรียบทางการแข่งขัน
พบด้วยว่า 67% ของธุรกิจไทยที่ใช้ AI มีรายได้เติบโตดีขึ้น และ 81% มีผลิตภาพเพิ่มขึ้นในปี 2567 โดยภาพรวมตลาด AI ของประเทศไทยคาดว่าจะเติบโตในอัตราเฉลี่ยต่อปี 41.5% จนถึงปี 2573
หากมองในเชิงกรณีศึกษาความสำเร็จในประเทศไทย หลายองค์กรชั้นนำได้นำ AI บนแพลตฟอร์มของเอดับบลิวเอสไปประยุกต์ใช้เพื่อสร้างความได้เปรียบทางธุรกิจแล้ว
อาทิ การใช้ AI ตรวจจับ “บัญชีม้า” และประเมินราคาทรัพย์สิน ซึ่งช่วยลดระยะเวลาและลดภาระงานของบุคลากรอย่างมีนัยสำคัญ การตรวจสอบใบแจ้งหนี้ (Invoice) ที่เพิ่มความแม่นยำในการอ่านข้อมูลและลดต้นทุนการดำเนินงาน รวมถึงการใช้ AI สนับสนุนนักพัฒนาซอฟต์แวร์ในการย้ายระบบสู่โอเพนซอร์ส ช่วยประหยัดค่าไลเซนส์และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน
ที่น่าจับตามองคือ Agentic AI จะมีบทบาทสำคัญและมีความซับซ้อนสูงขึ้น ตามพัฒนาการของผู้ให้บริการและความพร้อมขององค์กร ซึ่งจะเร่งให้การประยุกต์ใช้ AI ขยายตัวในวงกว้าง
ช่วงปีที่ผ่านมาได้เห็นการพัฒนาของ AI agents ที่เปลี่ยนผ่านไปสู่ระบบ multi-agent ที่ทำงานอัตโนมัติอย่างสมบูรณ์ ซึ่งสามารถดำเนินการเวิร์กโฟลว์ที่มีหลายขั้นตอนได้อย่างราบรื่น และปรับตัวได้แบบไดนามิกตามสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป ผลลัพธ์ที่ได้คือ
ปัจจุบัน AI agents เหล่านี้สามารถจัดการกับกรณีการใช้งานจริงที่มีความซับซ้อนมากขึ้น ตัวอย่างเช่น การวินิจฉัยและแก้ไขปัญหาด้าน IT โดยอัตโนมัติ หรือแม้กระทั่งการสร้างและปรับใช้แอปพลิเคชันแบบ full-stack ได้จากคำสั่งเพียงคำสั่งเดียว
ปี 2569 จะได้เห็นการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของ AI agents ที่มีความสามารถในการทำงานและดำเนินงานอัตโนมัติได้อย่างมีประสิทธิภาพ และในอนาคตอันใกล้คาดว่าจะมี AI agents หลายพันล้านตัวถูกนำมาใช้งานในทุกองค์กรและทุกอุตสาหกรรมที่เราสามารถจินตนาการได้ Agents เหล่านี้กำลังเร่งความก้าวหน้าในการค้นพบทางการแพทย์ ยกระดับคุณภาพการบริการลูกค้า และเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการจัดการเงินเดือน รวมถึงงานสำคัญอื่น ๆ อีกมากมาย