โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุขภาพ

โรคไทรอยด์ ภัยเงียบใหม่ของวัยทำงาน เตือน สุขภาพดีก็เป็นได้รีบตรวจคัดกรองก่อนสาย

TNN ช่อง16

เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา
25 พฤษภาคมวันไทรอยด์โลกแพทย์รพ.วิมุตเผย

หากพูดถึงโรคยอดฮิตที่ทำร้ายคนวัยทำงานยุคนี้หลายคนอาจนึกถึง "ออฟฟิศซินโดรม" เป็นอย่างแรกแต่จริงๆยังมีอีกโรคหนึ่งที่เริ่มพบว่าคนรอบตัวเป็นกันเยอะมากขึ้นนั่นคือ"โรคไทรอยด์"โดยข้อมูลจากวารสารการแพทย์ Advances in Therapy ระบุว่ามีผู้ป่วยโรคไทรอยด์ทั่วโลกราว 200 ล้านคนและมากถึง 60% ไม่รู้ว่าตัวเองเป็นโรคนี้โดยเหตุผลหลักที่คนมักไม่รู้ตัวเพราะอาการเริ่มต้นคล้ายกับภาวะทั่วไปในชีวิตประจำวันเช่นนอนไม่หลับ ท้องเสีย หรืออ่อนเพลีย สะท้อนถึงการเป็น "ภัยเงียบ" ที่แม้แต่คนที่ดูแลตัวเองดีก็มีโอกาสเป็นได้ซ้ำแล้วหลายคนยังเข้าใจผิดว่าโรคนี้เกี่ยวกับ "น้ำหนักตัว" ที่ลดหรือเพิ่มเพียงอย่างเดียวทั้งที่จริงเป็นโรคที่ส่งผลต่อร่างกายหลายระบบและหากปล่อยไว้โดยไม่รักษาอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนรุนแรงที่อันตรายถึงชีวิต

พญ.ธนพร พุทธานุภาพ แพทย์อายุรศาสตร์โรคต่อมไร้ท่อ และเมแทบอลิซึม รพ.วิมุตจะมาเล่าถึงความอันตรายของโรคไทรอยด์พร้อมแชร์สัญญาณเตือนที่หลายคนอาจมองข้ามและแนวทางการรักษาที่ช่วยให้ผู้ป่วยกลับมาใช้ชีวิตปกติได้อีกครั้ง

รู้จัก "โรคไทรอยด์" ภัยร้ายที่บังคับให้ระบบร่างกายทำงานไม่สมดุล

ต่อมไทรอยด์เป็นต่อมไร้ท่อขนาดเล็กบริเวณลำคอมีหน้าที่ผลิตฮอร์โมนไทรอยด์ที่ควบคุมการทำงานของร่างกายในแทบทุกระบบเช่นการเผาผลาญอุณหภูมิร่างกายการเต้นของหัวใจการย่อยอาหารการหายใจไปจนถึงระดับความตื่นตัวของสมองโรคไทรอยด์จึงหมายถึงการที่ต่อมไทรอยด์ทำงานผิดปกติทำให้ระบบต่างๆ ในร่างกายทำงานไม่สมดุล

พญ.ธนพร พุทธานุภาพอธิบายว่า "โดยทั่วไปความผิดปกติของต่อมไทรอยด์แบ่งได้เป็น3 กลุ่มหลักได้แก่กลุ่มก้อนเนื้อไทรอยด์เช่นถุงน้ำหรือมะเร็งไทรอยด์กลุ่มการอักเสบและติดเชื้อและกลุ่มความผิดปกติของการผลิตฮอร์โมนที่พบบ่อยที่สุดและแบ่งเป็น2 แบบคือไทรอยด์เป็นพิษ (Hyperthyroidism)มักเกิดจากโรคเกรฟส์ (Graves' Disease) ที่กระตุ้นให้ต่อมไทรอยด์ผลิตฮอร์โมนมากเกินไปทำให้ระบบร่างกายทำงานหนักกว่าปกติอีกชนิดคือไทรอยด์ต่ำ (Hypothyroidism)มักเกิดจากโรคฮาชิโมโต (Hashimoto's Thyroiditis) ที่ภูมิคุ้มกันค่อยๆทำลายเนื้อเยื่อต่อมไทรอยด์จนผลิตฮอร์โมนได้น้อยลงทำให้ระบบต่างๆทำงานช้าลงกว่าที่ควร"

เช็กสัญญาณ“โรคไทรอยด์” ที่ต้องพบแพทย์ก่อนอันตราย

โรคไทรอยด์ในระยะเริ่มมักมีอาการทั่วไปที่คนวัยทำงานเป็นกันปกติเช่นท้องเสียก็อาจมาจากการกินอาหารที่ไม่สะอาดหรืออ่อนเพลียก็คิดว่าอาจมาจากการโหมงานหนักทำให้มองข้ามโรคไทรอยด์ไปอย่างไรก็ตามเราสามารถลองสังเกตความเสี่ยงเบื้องต้นได้โดยเช็กว่าช่วงนี้มีอาการเหล่านี้ต่อเนื่องโดยไม่มีสาเหตุหรือไม่เริ่มจากไทรอยด์เป็นพิษที่มักมีอาการใจสั่นหัวใจเต้นเร็วน้ำหนักลดเหงื่อออกง่ายร้อนง่ายหงุดหงิดนอนไม่หลับและท้องเสียในทางกลับกันไทรอยด์ต่ำจะมีอาการหัวใจเต้นช้าอ่อนเพลียน้ำหนักขึ้นตัวบวมผิวแห้งหนาวง่ายซึมเศร้าง่วงมากและท้องผูกเรื้อรังโดยหากพบว่าตัวเองมีอาการเข้าข่าย2 ข้อขึ้นไปก็ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจคัดกรอง

พญ.ธนพร พุทธานุภาพ อธิบายเสริมว่า"ผู้ที่ป่วยเป็นโรคไทรอยด์ และไม่รักษาอาจนำไปสู่ภาวะฉุกเฉินไทรอยด์ ได้แก่ Thyroid Storm ในผู้ป่วยไทรอยด์เป็นพิษ ที่หัวใจจะเต้นเร็วมากจนน้ำท่วมปอด มีไข้ สับสน หรือตับอักเสบ และ Myxedema Coma ในผู้ป่วยไทรอยด์ต่ำ ที่ทำให้ซึม ไม่รู้สึกตัว หายใจช้า หัวใจเต้นช้า และมีน้ำท่วมเยื่อหุ้มหัวใจ ซึ่งทั้งสองภาวะต้องเข้ารับการรักษาทันที”

“โรคไทรอยด์” ตรวจไม่ยากหายได้เพียงรักษาต่อเนื่อง

การวินิจฉัยโรคไทรอยด์ในปัจจุบันสามารถทำได้ด้วยการเจาะเลือดเพื่อตรวจระดับฮอร์โมนไทรอยด์ ซึ่งเป็นวิธีที่ง่ายและแม่นยำโดยถ้าคนไข้มีการรับประทานวิตามิน Biotin หรือยาบางชนิดควรแจ้งแพทย์ก่อนตรวจเพราะอาจทำให้ผลการตรวจคลาดเคลื่อนหากแพทย์สงสัยว่ามีก้อนที่ต่อมไทรอยด์อาจทำการอัลตราซาวด์เพิ่มเติมสำหรับแนวทางการรักษาจะแตกต่างกันตามชนิดของโรคใน "ไทรอยด์เป็นพิษ" ต้องรับประทานยาสร้างฮอร์โมนต่อเนื่องอย่างน้อย 18-24 เดือนขึ้นอยู่กับการตอบสนองต่อการรักษาซึ่งผู้ป่วยประมาณ 30-50% อาจต้องรับประทานระยะยาวหรือใช้วิธีอื่น เช่น การกลืนน้ำแร่ไอโอดีนหรือการผ่าตัดส่วน"ไทรอยด์ต่ำ" มักเป็นภาวะถาวรจะต้องรับประทานยาฮอร์โมนทดแทนตลอดชีวิตและเมื่อระดับฮอร์โมนกลับมาเป็นปกติแล้วอาการต่างๆก็จะดีขึ้นน้ำหนักจะปรับเข้าสู่สมดุลแต่หากต้องการลดน้ำหนักก็ต้องอาศัยการควบคุมอาหารและออกกำลังกายควบคู่กันไป

"แม้โรคไทรอยด์จะไม่สามารถป้องกันได้ 100% แต่การดูแลตัวเองด้วยการออกกำลังกายทำกิจกรรมผ่อนคลายความเครียด และกินอาหารที่มีไอโอดีนเพียงพอก็ช่วยลดความเสี่ยงได้ที่สำคัญคืออย่าลืมไปตรวจสุขภาพทุกปีโดยเฉพาะคนที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงหรือเริ่มมีอาการผิดปกติ เพราะถ้าตรวจพบไวก็รักษาได้ทันท่วงทีดีกว่ารักษาในวันที่สายเกินไป" พญ.ธนพร พุทธานุภาพ กล่าวทิ้งท้าย

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...