การเมืองแห่งความหวัง พรรคการเมืองที่คนไทยโหยหา
บทความนี้มาจากการตั้งคำถามกับ ChatGPT เวอร์ชั่น GPT-4(รุ่นGPT 4o) แล้วเรียบเรียงอีกครั้ง
การเมืองไทย ณ ปัจจุบันอยู่ในภาวะ“อิ่มตัวทางอารมณ์แต่ขาดความหวัง” ซึ่งทำให้สังคมโดยเฉพาะคนรุ่นใหม่เริ่มโหยหา “พรรคการเมืองแบบใหม่” ที่ไม่ใช่แค่ “ใหม่ในรูปแบบ” แต่ “ใหม่ในสาระและวิธีคิด” โดยสามารถจำแนกความต้องการของสังคมไทยต่อพรรคการเมืองในอนาคต ได้ดังนี้
1. พรรคที่มีจุดยืนชัด ไม่คลุมเครือ ไม่อิงผลประโยชน์กลุ่มทุนหรือตระกูลการเมืองเก่า กล้าพูด กล้าเปลี่ยน กล้าชนกับโครงสร้างที่ไม่เป็นธรรม โดยไม่หวังแค่การเลือกตั้งรอบถัดไป
2. พรรคที่อธิบายนโยบายได้แบบ “จับต้องได้” นโยบายต้อง ลงรายละเอียด วัดผลได้ และ มีกรอบเวลา ไม่ขายฝัน ไม่สร้างภาพลวงตา เช่น ไม่ใช่แค่ “แจกเงิน” แต่ชี้ให้เห็นว่าจะทำให้ประชาชน “ลุกขึ้นมาแข็งแรงด้วยตัวเอง” ได้อย่างไร
3. พรรคที่ไม่ใช่ของ “หัวหน้า” แต่เป็นของ“ประชาชน” ไม่พึ่ง “คาแรกเตอร์ของคนดัง” หรือแค่ผู้นำที่ดูดี แต่มีระบบภายในพรรคที่โปร่งใส มีการสร้างคนรุ่นใหม่ มีพื้นที่ให้กับ เยาวชน แรงงาน คนชายขอบ และคนกลุ่มหลากหลายได้ร่วมกำหนดทิศทางพรรค
4. พรรคที่เข้าใจโลกใหม่และสังคมเปลี่ยนแปลง กล้าพูดเรื่อง สิ่งแวดล้อม ความเท่าเทียมทางเพศ AI และเทคโนโลยี Soft Power แรงงานยุคดิจิทัล เชื่อมโยงปัญหาในประเทศกับบริบทโลก เช่น ความมั่นคงทางอาหาร วิกฤตภูมิอากาศ ภาษีแพลตฟอร์มข้ามชาติ
5. พรรคที่กล้าสร้าง “ฉันทามติใหม่” แทนการเล่นการเมืองแบบแบ่งขั้ว
ไม่สร้างความเกลียดชังเพื่อคะแนนเสียง สร้างบทสนทนาร่วมกันระหว่างคนที่คิดต่าง โดยใช้ข้อมูล ข้อเท็จจริง และความเคารพในสิทธิมนุษยชนเป็นฐาน
6. พรรคที่ต่อสู้ระยะยาว ไม่ยอมแลกอุดมการณ์กับอำนาจชั่วคราว ไม่เปลี่ยนจุดยืนเพื่อร่วมรัฐบาลแบบประนีประนอมเกินจำเป็น ยอมแพ้ทางการเมืองเพื่อชนะในทางอุดมการณ์และคุณค่าในระยะยาว
แนวทางเสรีนิยม VS แนวทางอนุรักษ์นิยม แบบพันธ์ทางสำหรับประเทศไทย
แนวคิดพรรคการเมืองใหม่ที่สังคมไทยโหยหาตามบทความที่ได้ร่างไว้ข้างต้นนั้น ไม่สามารถนิยามอย่างตรงไปตรงมาว่า “เสรีนิยม (Liberalism)” หรือ “อนุรักษ์นิยม (Conservatism)” แบบดั้งเดิมได้ทั้งหมด เพราะเป็นแนวทาง ผสมผสานที่เกิดขึ้นจากบริบทเฉพาะของประเทศไทย ซึ่งมีโครงสร้างทางการเมืองแบบ “รัฐราชการ-ทุนผูกขาด” และวัฒนธรรมทางอำนาจที่แตกต่างจากตะวันตก
อย่างไรก็ตาม เราสามารถจำแนกและ สร้างนิยามเชิงแนวคิดใหม่ ได้ว่าเป็น “เสรีนิยมเพื่อความเป็นธรรม” (Progressive Liberalism in Thai context) หรือ “อนุรักษ์นิยมสายปฏิรูป” (Reformist Conservatism) ได้ตามลักษณะพรรคที่เกิดขึ้น ซึ่งอาจอธิบายเป็น 3 แนวทางสำคัญ ดังนี้
1. เสรีนิยมเพื่อความเป็นธรรม (Progressive Liberalism) พรรคที่เชื่อในสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐาน ความเท่าเทียม และบทบาทของรัฐที่ต้องกระจายโอกาสอย่างทั่วถึง
ลักษณะหลัก
– ส่งเสริมเสรีภาพในการแสดงออก สื่อ ศาสนา การเมือง
– สนับสนุนสวัสดิการแบบ universal basic services (การศึกษา, สาธารณสุข)
– เชื่อในการเปิดตลาด แต่ต้องมีการ“ถ่วงดุลทุนผูกขาด”
– เคารพในความหลากหลายทางเพศ ชาติพันธุ์ วัฒนธรรม
– เน้น“รัฐทันสมัย” ที่ลดอำนาจรวมศูนย์
ตัวอย่างพรรคแนวนี้ในต่างประเทศ – Podemos (สเปน), Greens (นิวซีแลนด์), Justice Party (เกาหลีใต้)
พรรคไทยที่ใกล้เคียง (ในบางช่วง) – พรรคอนาคตใหม่ / ก้าวไกล (ยุคก่อน 2023), พรรคพลังสังคมใหม่ (กลุ่มคนรุ่นใหม่อิสระ)
2. อนุรักษ์นิยมสายปฏิรูป (Reformist Conservatism) พรรคที่เคารพโครงสร้างวัฒนธรรมดั้งเดิม แต่ต้องการปรับเปลี่ยนระบบรัฐราชการและเศรษฐกิจให้ทันสมัย
ลักษณะหลัก
– ไม่ทำลายโครงสร้างสถาบันหลัก แต่เรียกร้องให้โปร่งใสและมีธรรมาภิบาล
– เชื่อในคุณค่าครอบครัว ศาสนา วัฒนธรรม แต่ไม่กีดกันผู้ที่คิดต่าง
– สนับสนุนเศรษฐกิจแบบ SME เกษตรกรรมยั่งยืน และทุนท้องถิ่น
– เน้นศีลธรรมทางการเมือง (ความรับผิดชอบ ความซื่อสัตย์)
– เชื่อในบทบาทของผู้นำที่มีคุณธรรม มากกว่าภาวะผู้นำแบบป๊อปปูลิสต์
ตัวอย่างพรรคแนวนี้ในต่างประเทศ – Christian Democrats (เยอรมนี), Civic Platform (โปแลนด์)
พรรคไทยที่ใกล้เคียง (ในบางส่วน) – พรรคประชาธิปัตย์ยุคแรก, พรรคชาติพัฒนากล้า (บางนโยบาย)
3. พรรคแนวขบถสร้างสรรค์ (Constructive Radicalism) พรรคที่ไม่เพียงต้องการ “แก้ไขปัญหา” แต่ต้องการ“เปลี่ยนระบบ” ผ่านพลังคนรุ่นใหม่และประชาชนฐานราก
ลักษณะหลัก
– ไม่เกรงกลัวการปฏิรูปรัฐประหาร กองทัพ ศาล สื่อรัฐ ฯลฯ
– เสนอการกระจายอำนาจแบบรากฐาน เช่น จังหวัดจัดการตนเอง
– สร้างขบวนการเคลื่อนไหวไปพร้อมกับการทำงานในสภา
– ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม
– กล้าท้าทายวัฒนธรรมอำนาจนิยม-พุทธนิยม-ชนชั้นนิยมในสังคมไทย
ตัวอย่างพรรคแนวนี้ในต่างประเทศ – Pirate Party (เยอรมนี), Syriza (กรีซ), Volt Europa
พรรคไทยที่ใกล้เคียง – พรรคก้าวไกลในช่วง 2020–2023, กลุ่มการเมืองภาคประชาชนที่กำลังฟอร์มตัวใหม่ในปี 2567 เป็นต้น
สรุป พรรคการเมืองใหม่ในสังคมไทยอาจนิยามได้ว่า
พรรคการเมืองแห่งอนาคตในประเทศไทย คือ พรรคแบบ “เสรีนิยมเชิงประชาธิปไตยที่ยึดหลักความเป็นธรรม” (Justice-Oriented Liberal Democracy) หรืออีกชื่อหนึ่งที่อาจใช้ได้คือ “พรรคทางเลือกแห่งความหวัง” (Alternative of Hope Party) พรรคเช่นนี้ไม่ได้จำกัดตัวเองอยู่ในกรอบ “ขวา–ซ้าย” หรือ “อนุรักษ์–เสรีนิยม” แบบตะวันตก แต่ผสมผสานสิ่งที่สังคมไทยต้องการที่สุดในเวลานี้ คือ
– ความกล้าในการเปลี่ยนแปลง
– ความเข้าใจในคนตัวเล็ก
– ความโปร่งใสในการบริหาร
– และความร่วมมือข้ามขั้วเพื่อสร้างอนาคตร่วมกัน
ประเทศไทยยังไม่มีพรรคการเมืองใดที่ตอบโจทย์ “ทุกข้อ” ข้างต้นได้อย่างเต็มที่ แต่ปรากฏการณ์ในหลายประเทศชี้ให้เห็นว่าพรรคการเมืองยุคใหม่ไม่จำเป็นต้องเป็น“พรรคใหญ่” เสมอไป แต่อาจเป็น“พรรคที่มีเป้าหมายชัด มีความกล้า และมีระบบจัดการที่เปิดกว้าง”
การเลือกตั้งครั้งหน้า จึงไม่ใช่แค่การเลือกใครเป็นนายกรัฐมนตรี แต่เป็นการเลือกอนาคตของพรรคการเมืองแบบใหม่ในสังคมที่ต้องการคำตอบใหม่
บทวิเคราะห์ 9 พรรคการเมืองไทยที่ควรจะปรับตัวให้สร้างความหวัง
บทวิเคราะห์พรรคการเมืองหลัก 9 พรรคในปัจจุบัน พร้อมข้อเสนอแนะว่าควรปรับตัวอย่างไรเพื่อสร้างความหวังให้ประชาชน
พรรคเพื่อไทย
หลังจากได้รับโอกาสจัดตั้งรัฐบาลในปี 2566 แต่ต้องร่วมรัฐบาลกับพรรคการเมืองที่เคยเป็นฝ่ายตรงข้ามทางอุดมการณ์ พรรคเพื่อไทยจึงประสบปัญหาศรัทธาสั่นคลอนจากฐานเสียงเดิมอย่างรุนแรง โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่และภาคประชาชนที่คาดหวังพรรคในฐานะผู้นำการเปลี่ยนแปลง
หากพรรคต้องการฟื้นความหวัง พรรคต้อง “ทบทวนบทบาท” อย่างจริงจัง หันกลับมายึดหลักประชาธิปไตย เสนอวิสัยทัศน์ที่ชัดเจน ไม่เน้นเกมการเมืองหรือผลประโยชน์เฉพาะกลุ่ม พร้อมเปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่มีบทบาทจริง ไม่ใช่แค่เชิงสัญลักษณ์ และต้องสร้างนโยบายเชิงโครงสร้างที่ไปไกลกว่าแค่การบริหารราชการแบบดั้งเดิม เช่น ปฏิรูประบบราชการ ปรับระบบภาษีให้ลดเหลื่อมล้ำ และกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น
พรรคประชาชน
ในฐานะพรรคใหม่ที่มาแทนพรรคก้าวไกล พรรคประชาชนเผชิญภารกิจหนักในการสืบทอดความหวังของประชาชนกลุ่มใหญ่ที่เคยเลือกฝ่ายก้าวหน้า พรรคต้องรักษาจุดยืนเรื่องสิทธิเสรีภาพ การปฏิรูปโครงสร้างอำนาจ และความกล้าในการชนกับอำนาจเก่า
สิ่งสำคัญคือพรรคต้องสร้าง “ฐานทางความคิดที่เป็นระบบ” ไม่ใช่แค่การเคลื่อนไหวทางวาทกรรม พร้อมวางยุทธศาสตร์ในระยะยาวให้ชัดเจน พรรคควรพัฒนานโยบายที่จับต้องได้มากขึ้น ใช้เครื่องมือดิจิทัลสร้างการมีส่วนร่วม และเป็นพื้นที่ทางการเมืองของคนรุ่นใหม่จริง ๆ ไม่ใช่แค่ภาคีการเคลื่อนไหว นอกจากนี้ ควรระมัดระวังไม่ตกหลุมการตอบโต้แบบสุดโต่ง แต่เปลี่ยนเป็นพลังสร้างสรรค์ที่สังคมเชื่อถือได้ในระยะยาว
พรรคภูมิใจไทย
แม้พรรคจะยืนหนึ่งเรื่องนโยบายประชานิยมเชิงปฏิบัติ เช่น กัญชาเสรีและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในท้องถิ่น แต่ก็ถูกวิจารณ์เรื่องอุดมการณ์ไม่ชัดเจนและความใกล้ชิดกับกลุ่มทุนและข้าราชการประจำ หากพรรคยังยึดแนวทางเดิม จะเผชิญแรงเสื่อมศรัทธาในระยะยาว
เพื่อสร้างความหวัง พรรคควร “เลิกเล่นการเมืองแบบอิงผลประโยชน์” และหันมาสร้างภาพลักษณ์ของพรรคพัฒนาเชิงระบบ โดยเน้นการสร้างระบบสวัสดิการถ้วนหน้า กระจายอำนาจอย่างแท้จริง และปฏิรูประบบสาธารณสุข-การศึกษาในระดับรากฐาน พรรคยังมีโอกาสเป็นพรรคท้องถิ่นนิยมยุคใหม่ หากกล้าสลัดภาพการเมืองแบบกลุ่มผลประโยชน์ และหันมาเน้นนวัตกรรมทางนโยบาย
พรรคประชาธิปัตย์
พรรคประชาธิปัตย์ในยุคหลังปี 2562 ประสบวิกฤตศรัทธาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะจากฐานเสียงเดิมในเขตเมืองและภาคใต้ที่ลดลงอย่างเห็นได้ชัด ส่วนหนึ่งเพราะพรรคสูญเสียอัตลักษณ์เดิมในฐานะ “พรรคเสรีนิยมประชาธิปไตยสายกลาง” และกลายเป็นเพียงพรรคที่เน้นประนีประนอมทางการเมืองเพื่อความอยู่รอด
หากพรรคต้องการฟื้นตัว พรรคประชาธิปัตย์ต้อง “คืนตัวตน” กลับสู่จุดยืนเดิมที่เคยได้รับความเชื่อถือ คือความกล้าหาญทางความคิด เสรีภาพทางการเมือง ความโปร่งใส และการตรวจสอบถ่วงดุลอย่างสร้างสรรค์ พรรคควรเสนอชุดนโยบายที่ทันสมัย เช่น ระบบสวัสดิการที่เน้นสิทธิขั้นพื้นฐาน, เศรษฐกิจฐานชุมชนยุคใหม่, และการศึกษาที่เท่าเทียม นอกจากนี้ ต้องเปิดพื้นที่ให้ผู้นำรุ่นใหม่ที่มีความคิดก้าวหน้าขึ้นมามีบทบาทจริง มิใช่แค่ทำงานภายในโครงสร้างเดิม หากปรับตัวได้ทัน พรรคประชาธิปัตย์ยังมีศักยภาพเป็นพรรคกลางขวายุคใหม่ที่รักษาอุดมการณ์โดยไม่ล้าสมัย
พรรครวมไทยสร้างชาติ
พรรคที่มีจุดเริ่มต้นจากฐานสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ยังคงมีภาพลักษณ์อนุรักษนิยมสุดโต่ง ขาดความเชื่อมโยงกับคนรุ่นใหม่และประชาชนเมือง หากยังใช้แนวทางเดิม พรรคจะถูกลดทอนบทบาทหลังยุคเปลี่ยนผ่านผู้นำ
หากต้องการปรับตัว พรรคต้องเปลี่ยนจาก“การเมืองแบบปกป้องอำนาจ” ไปสู่ “การเมืองแบบออกแบบอนาคต” คือ ต้องมีนโยบายพัฒนาประเทศอย่างเป็นระบบ ใช้เทคโนโลยี-เศรษฐกิจสร้างสรรค์ และสร้างแนวร่วมใหม่ที่ไม่อิงกับกลุ่มอำนาจเก่า พรรคอาจเริ่มจากการปรับจุดยืนเป็น“อนุรักษ์นิยมสายปฏิรูป” ที่ยอมรับความเปลี่ยนแปลงในกรอบของวัฒนธรรมไทย ไม่ปิดกั้นความหลากหลาย และขยับเข้าหาประชาชนให้มากขึ้น
พรรคพลังประชารัฐ
จากพรรคที่เคยมีอำนาจสูงสุดในรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ปัจจุบันพรรคพลังประชารัฐกลับต้องเผชิญภาวะถดถอยทั้งด้านความนิยมและความชัดเจนทางนโยบาย การเป็นพรรคที่รวมกลุ่มผลประโยชน์ทำให้ยากต่อการดึงดูดคนรุ่นใหม่
หากพรรคยังต้องการอยู่รอดในการเลือกตั้งครั้งต่อไป ต้องเร่ง“สร้างอัตลักษณ์ใหม่” ที่ไม่ผูกติดกับผู้นำหรือระบบราชการ พรรคควรหันไปพัฒนานโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อคนทำงานนอกระบบ เกษตรกรรุ่นใหม่ และเศรษฐกิจท้องถิ่น ตลอดจนต้องเปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ในพรรคมีบทบาทจริง หากยังคงยึดรูปแบบเดิม พรรคอาจกลายเป็นเพียงพรรคสนับสนุนอำนาจเก่าแบบไม่มีความหมายเชิงอุดมการณ์อีกต่อไป
พรรคชาติไทยพัฒนา
ในฐานะพรรคเก่าแก่ที่เคยมีบทบาทในยุค 2530s พรรคชาติไทยพัฒนายังคงมีฐานเสียงในบางพื้นที่ของภาคกลางและเกษตรกร แต่ความท้าทายคือการ “ต่ออายุทางการเมือง” ให้เท่าทันยุคใหม่
พรรคควรรีแบรนด์ตัวเองให้เป็น “พรรคชนบทยุคดิจิทัล” คือ นำเสนอแนวนโยบายที่ผสมผสานภูมิปัญญาท้องถิ่นกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น เกษตรแม่นยำ โลจิสติกส์เกษตร หรือเทคโนโลยีการศึกษาในต่างจังหวัด หากสามารถทำได้ พรรคชาติไทยพัฒนาจะกลายเป็นพรรคของชนบทยุคใหม่ที่ไม่ยึดติดกับราชการและเครือญาติเท่านั้น นอกจากนี้ควรดึงคนรุ่นใหม่ในท้องถิ่นเข้ามามีบทบาทกำหนดทิศทางพรรคด้วย
พรรคกล้าธรรม
ในฐานะพรรคทางเลือกใหม่ที่เกิดจากกลุ่มคนมีอุดมการณ์แต่ไม่สุดโต่ง พรรคกล้าธรรมยังอยู่ในระยะตั้งไข่ แต่มีศักยภาพในการเป็น “พรรคกลางที่มีจุดยืนมั่นคง” พรรคนี้สามารถเติมช่องว่างระหว่างฝ่ายอนุรักษ์นิยมและก้าวหน้าได้ หากมีนโยบายที่ตอบโจทย์ความหวังของชนชั้นกลางและแรงงานรุ่นใหม่
สิ่งที่พรรคควรทำคือ สื่อสารจุดยืนให้ชัดเจน สร้างระบบการบริหารภายในที่โปร่งใส และไม่พึ่งพาผู้นำเพียงคนเดียว ควรเน้นนโยบายด้านความยุติธรรมทางเศรษฐกิจ การศึกษาเข้าถึงได้ และความสมดุลระหว่างเสรีภาพกับความมั่นคง หากทำได้ พรรคกล้าธรรมจะกลายเป็น“พรรคทางเลือกที่ไม่ขัดแย้ง” และมีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนโครงสร้างการเมืองไทยในระยะยาว
พรรคไทยสร้างไทย
พรรคไทยสร้างไทยก่อตั้งโดยคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ โดยตั้งเป้าเป็น “พรรคของประชาชน” ที่เน้นการปฏิรูประบบราชการ เศรษฐกิจฐานราก และส่งเสริมบทบาทของผู้หญิงในการเมือง อย่างไรก็ตาม หลังเลือกตั้งปี 2566 พรรคยังไม่สามารถเจาะเข้าสู่ฐานเสียงหลักได้อย่างชัดเจน และขาดแรงขับเคลื่อนจากกลุ่มคนรุ่นใหม่ ซึ่งกำลังเป็นพลังการเมืองหลักของประเทศ
หากต้องการเป็นพรรคที่ประชาชนฝากความหวังไว้ได้ พรรคไทยสร้างไทยต้อง ปรับภาพลักษณ์ให้ชัดเจนขึ้น ว่าต้องการเปลี่ยนประเทศในแนวทางใด และแตกต่างจากเพื่อไทยหรือก้าวไกลอย่างไร นอกจากนี้ พรรคควร เปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ คนรุ่นกลาง และคนในชุมชนท้องถิ่นได้ร่วมออกแบบนโยบาย มากกว่าการกำหนดจากบนลงล่าง และควรเน้นการลงมือทำจริงมากกว่าการสื่อสารเพียงเชิงภาพลักษณ์
พรรคยังมีศักยภาพสูงในการเป็น “พรรคทางเลือกของชนชั้นกลางและคนรุ่นแม่” หากสามารถประสานอุดมการณ์กับการทำงานเชิงระบบได้อย่างชัดเจนและต่อเนื่อง