ธุรกิจของคนจีนที่ปรากฏในเมืองไทยตอนนี้ผุดขึ้นมาราวกับดอกเห็ดเอาเท่าที่เห็นๆ และเป็นข่าวก็ไล่มาตั้งแต่ MIXUE , WeDrink , Zhengxin Chicken , Cotti Cofee , TEMU และยังไม่รวมอีกหลายธุรกิจทั้งขนาดเล็ก- ขนาดใหญ่ที่จ่อเข้ามาในเมืองไทยต่อจากนี้ และเรื่องสินค้าจีนตอนนี้ก็ลามไปถึง “ชามตราไก่” ซึ่งผู้ประกอบการที่ลำปางบอก่าชามตราไก่จากจีนได้เข้ามาตีตลาดในประเทศไทย
โดยขายราคาต่ำกว่าทุน 3-5 เท่า ส่งผลให้ผู้ประกอบการและโรงงานเซรามิกใน .ลำปาง ได้รับกระทบอย่างหนัก จนถึงขั้นขาดทุนและปิดตัวลงนับร้อยแห่งอีกด้วย
หากจะไปวิเคราะห์กันว่าทำไมทุนจีนถึงหลั่งไหลเข้ามาในเมืองไทยก้มีหลายแง่มุมน่าสนใจเช่น
- สินค้าจีนมีข้อจำกัดในการส่งออกไปยังสหรัฐฯ และยุโรป ทำให้ต้องหันมาระบายสินค้าหรือตั้งฐานการผลิตในไทย
- การลงทุนในประเทศอื่นเป็นวิธีหนึ่งในการสร้างและเสริมสร้างความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการเมือง
- การลงทุนในหลายประเทศช่วยลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดเดียว
- ในประเทศไทยเป็นตลาดใหญ่ ที่มีกำลังการซื้อสูง ยิ่งเป็นสินค้าที่ราคาไม่แพง คนไทยยิ่งชอบ
- การสนับสนุนจากรัฐบาลจีนในนโยบายนโยบาย "หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง" (Belt and Road Initiative) ที่สนับสนุนการลงทุนและการค้าในหลายประเทศ
และถ้าวิเคราะห์ไปถึงจุดเด่นของคนจีนที่ “หัวการค้า” มีแนวคิดแบบ “นักธุรกิจ” เป็นทุนเดิม ผสมผสานกับความได้เปรียบในหลายปัจจัยที่กล่าวมา การตีตลาดเมืองไทยจึงไม่ใช่เรื่องยากถึงขนาดที่มีคนกล่าวว่า “จีนบุกไทย ง่ายกว่าไทยไปบุกจีน”
โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ผลิตและจำหน่ายสินค้าในหมวดแฟชั่น เครื่องแต่งกาย และ เฟอร์นิเจอร์ ซึ่งวันนี้มีอัตราการผลิตในโรงงานไม่ถึง 50% ของกำลังการผลิต ซํ้าเติมในด้านต้นทุนที่ไม่สามารถแข่งขันได้ และในระยะยาว ธุรกิจเหล่านี้ส่อแวว “ไม่ได้ไปต่อ”
ถ้าเราไล่เรียงทีละประเด็นว่า “จีน” มีเคล็ดลับอะไรในการทำธุรกิจชนิดที่หลายคนมองว่าจะกินรวบ ก็พบว่า
1.จีนเริ่มต้นจากการเป็นโรงงานของโลก
ด้วยการรับจ้างผลิตของง่าย ๆ ก่อนจะค่อย ๆ เรียนรู้การผลิตและการพัฒนาธุรกิจที่ซับซ้อนมากขึ้น จนสามารถสร้างแบรนด์ตัวเองขึ้นมาตัวอย่างที่ชัดเจน คือ Hisense ที่เคยรับจ้างผลิตให้กับแบรนด์ญี่ปุ่นอย่าง Toshiba, Hitachi ก่อนหันมาทำเอง และปัจจุบันขายทีวี จนครองส่วนแบ่งตลาดได้เป็นอันดับ 2 ของโลก ก็ยังไม่รับรวมอีกหลายสินค้าทั้งสมาร์ทโฟน และรถยนต์ไฟฟ้าในปัจจุบันด้วย
2.ชูจุดเด่นราคาถูก สินค้ามีให้เลือกเยอะ
กรณีของ Mixue, Wedrink, Cotti Coffee, Zhengxin รวมถึง TEMU เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุด เน้นราคาให้ผู้บริโภคทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงได้ เริ่มต้นหลักสิบบาท และถูกกว่าแบรนด์อื่น ๆ ในตลาดจะเห็นว่า แบรนด์จีนส่วนใหญ่มักยึดกลยุทธ์เน้นกำไรน้อยเพราะขายราคาถูก แลกกับการเข้าถึงลูกค้าขนาดใหญ่ได้
3.ตัดต้นทุนที่ไม่จำเป็นออกไป
เป็นอีกกลยุทธ์ในการ “ดั๊มราคา” สินค้าและบริการ ที่ใช้ได้ผลมาก ยกตัวอย่างชัดเจนคือ SHEIN ที่ไม่มีหน้าร้านแบบ Zara, H&M หรือ Uniqlo มีแต่แพลตฟอร์มออนไลน์ของตัวเอง ทำให้ SHEIN เชื่อมต่อกับลูกค้าโดยตรง แถมยังไปทั่วโลกได้ง่ายกว่าและพอไม่มีหน้าร้าน ต้นทุนก็ลดลงมาก ยอดขายก็กลายเป็นกำไรได้มากขึ้น หรืออย่าง TEMU ใช้วิธีดีลกับโรงงานหรือผู้ผลิตสินค้าโดยตรง รอให้ลูกค้าเข้ามาสั่งแบบ Group Buying หรือสั่งมาทีเดียว ก่อนจะผลิตและส่งให้ลูกค้าภายหลัง
4.ยิ่งมีซัพพลายเออร์มาก ต้นทุนก็ยิ่งถูกลง
กรณีนี้ต้องยกตัวอย่างรถยนต์ไฟฟ้าที่เข้ามาตีตลาดเมืองไทย ค่ายรถอื่นๆ บ่นว่าสู้ราคาแบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าจากจีนไม่ได้ก็เพราะในจีนมีบริษัทผลิตแบตเตอรี่อย่าง CATL รวมทั้ง BYD ที่มีโรงงานผลิตแบตเตอรี่ของตัวเอง ทำให้สามารถควบคุมต้นทุนแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าได้ดี หรือการที่ Mixue มีโรงงานผลิตวัตถุดิบของตัวเอง มีครัวกลาง และระบบเครือข่ายคลังสินค้าที่มีประสิทธิภาพ ก็สามารถควบคุมต้นทุนธุรกิจตัวเองได้เช่นกัน
ซึ่งมีการวิเคราะห์กันไปอีกว่าในช่วงเปิดตลาดแบบนี้ ธุรกิจจีนจะใช้วิธีดั๊มราคาเพื่อดึงลูกค้า ในช่วงต้นก็หวังกำไรน้อยๆ เน้นขายในปริมาณมากๆ
ถ้าไปดูตัวเลขก็ยิ่งชัดเจน โดยพบว่าธุรกิจจีนส่วนใหญ่มักมีอัตรากำไรสุทธิไม่ถึง 10% ยกตัวอย่างเช่น
- Hisense อัตรากำไรสุทธิ 3%
- BYD อัตรากำไรสุทธิ 5%
- SHEIN อัตรากำไรสุทธิ 5%
- Xiaomi อัตรากำไรสุทธิ 6%
แต่พอสินค้าเริ่มฮิตเริ่มติดตลาด และเริ่มมีส่วนแบ่งการตลาดมากขึ้น สินค้าเหล่านี้ก็จะเริ่มพัฒนาคุณภาพให้สูงขึ้น ราคาแพงขึ้น จนถึงเวลานั้นลูกค้าก็ต้องซื้อเนื่องจากไม่มีคู่แข่งที่ไหนเหลืออยู่แล้ว ด้วยประเด็นต่างๆ เหล่านี้
จึงเป็นที่วิตกกังวลของ SMEs เมืองไทยรวมถึงธุรกิจต่างๆ ที่หากสู้ไม่ได้ก็มีแต่จะตายเรียบ ในฐานะลูกค้าอาจมองว่าเป็นผลดีที่ได้สินค้าหลากหลายราคาไม่แพง แต่ถ้ามองการณ์ไกลในระยะยาวหากภาครัฐไม่มีมาตรการใดๆ มาสนับสนุนหรือช่วยเหลือผู้ประกอบการเมืองไทยให้ชัดเจน ผลกระทบที่ตามมาอาจได้ไม่คุ้มเสีย
รวมแฟรนไชส์ไทย >660 แบรนด์ - www.ThaiFranchiseCenter.com