“ถ้าบ้านขายดี แต่คนไม่รู้จักบริษัท มันเป็นเรื่องแปลกไหม?”
เชื่อหรือไม่ ครั้งหนึ่งบริษัทที่มีชื่อเสียงโด่งดัง ติด Top เบอร์ต้นของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ อย่างบริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SC Asset เคยเจอกับปัญหานี้
ในยุคที่แบรนด์ คฤหาสน์หรู “แกรนด์ บางกอก บูเลอวาร์ด” เป็นที่รู้จักของสังคมไทย มากกว่า ชื่อ SC Asset แม้ในแง่ยอดขายอาจจะไม่ใช่ปัญหามากนัก แต่ในแง่แบรนด์ มันคือ เรื่องใหญ่!
เพราะหมายความว่า SC Asset ไม่ได้ถูกจดจำในฐานะ “แบรนด์อสังหาฯ” ที่แข็งแกร่งจริง ๆ นี่จึงกลายเป็นจุดเปลี่ยน ที่ทำให้ ผู้บริหารหนุ่มไฟแรง “พงศ์ -ณัฐพงศ์ คุณากรวงศ์” ซึ่งเข้ามารับตำแหน่ง CEO บนบทบาทสูงสุดขององค์กร ในวัยเพียง 31 ปี (ช่วงปี 2555)
ท่ามกลาง ในวงการอสังหาฯ ที่เต็มไปด้วยผู้บริหารวัย 40-50 อัพ ลุกขึ้นมาเปลี่ยนสูตรธุรกิจ พาองค์กร ผ่านร้อนผ่านหนาว 4 ยุคสมัย มาสู่ การขึ้นแท่น เป็น ผู้นำในตลาดอสังหาฯหลากหลายเซกเตอร์ ตั้งแต่ บ้านเดี่ยว , คอนโดมิเนียม ,โรงแรม , ออฟฟิศให้เช่า ,คลังสินค้า และ Engine ใหม่ๆ อยู่ในท็อปลิสต์ ที่คนรุ่นใหม่อยากร่วมงานมากที่สุด
ด้วยกลยุทธ์ SC Asset ไม่ได้สร้างบ้านตามเทรนด์ แต่สร้างบ้านที่ “โตไปกับคน” ที่ไหนมีดีมานด์ ที่นั่นมีโอกาสทางธุรกิจ และความเชื่อสำคัญที่ว่า : อสังหาฯ ไม่มีวันตาย แต่แบรนด์ที่ไม่น่าสนใจอาจหายไป..
14 ปี กับ 4 ยุคสมัยของ SC Asset ในมือ “ณัฐพงศ์ คุณากรวงศ์”
“ณัฐพงศ์” บอกเล่าเส้นทางการเติบโตทางธุรกิจของ SC Asset กับ Thairath Money ว่า ตลอดระยะเวลา 14 ปี ในการบริหารงาน บริษัทต้องเผชิญกับ 4 เหตุการณ์สำคัญ และแต่ละช่วงเวลานำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ พร้อมการเรียนรู้จากโจทย์ที่แตกต่างกันออกไป
- Refresh– ปรับภาพลักษณ์และทิศทางธุรกิจ
- Reculture - ปรับวัฒนธรรมองค์กร
- Resilience -วิกฤติโควิด-19 กับการเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภค
- Reform – การปรับโครงสร้างครั้งสำคัญเพื่ออนาคต ผ่านการปรับพอร์ตธุรกิจ (เริ่มปี 2567)
Brand Frist “เอสซี” ต้องเป็นแบรนด์ที่คนจำได้ ไม่ใช่แค่ชื่อโครงการ จากจุดเริ่มต้นที่เข้ามาบริหาร ณ ขณะนั้น ณัฐพงศ์ เล่าว่า บริษัทมีรายได้ จากการขายบ้าน แบรนด์ดัง “บางกอก บูเลอวาร์ด” 7,000 ล้านบาท
ด้วยโจทย์สำคัญ จะทำอย่างไร ให้บริษัทโตได้อีก และ โตได้ต่อเนื่อง ภายใต้เรื่องใหญ่ ชื่อ “บางกอก บูเลอวาร์ด” ดังกว่าชื่อบริษัท นำมาซึ่ง “การ Refresh แบรนด์” นับเป็นจุดเปลี่ยนครั้งแรกเริ่มของบริษัท พร้อมๆกับสร้างการรับรู้ของแบรนด์องค์กร ให้เติบโตไปพร้อมกับสินค้า จนถึงวันนี้ SC ทำสำเร็จเกินคาด ด้วยแนวคิด บริษัทจะโตต่อไปได้ เราต้องมีสินค้าหลายอย่าง มีให้มากกว่า “บางกอก บูเลอวาร์ด”
ขณะย้อนไป ช่วงวิกฤติโควิด-19 ที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจทั่วโลก แต่กลับเป็นช่วงเวลาที่ SC Asset ทำสถิติรายได้และกำไรสูงสุด เนื่องจากพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไป ทำให้ความต้องการพื้นที่อยู่อาศัยเพิ่มขึ้น ในช่วงเวลานั้น “บ้านขายดีจนสร้างไม่ทัน” แต่ก็กลายเป็นโจทย์สำคัญขององค์กร ว่าจะ กล้าหรือไม่กล้าลงทุน ซึ่งบริษัทเลือกจะบู้ต่อ และเป็นผลสำเร็จอีกเช่นกัน
องค์กร ไม่ต่างจาก “คน” จะอยู่ได้ต้องปรับตัว
หากจะกล่าวว่า ความน่าสนใจของ SC Asset ถูกวัดด้วยความสำเร็จในแง่ยอดขาย ภายใต้ ความซบเซาของเศรษฐกิจและธุรกิจขายบ้าน ที่ถูกท้าทายโดยวิกฤิติโควิด-19 แต่กลับกลายเป็นช่วงเวลาที่ SC Asset ทำสถิติรายได้ และกำไรสูงสุด เพราะมาจากการปรับตัวอย่างรวดเร็ว ฉับพลัน ก็คงไม่ผิดเพี้ยน
ประเด็นนี้ ผู้บริหาร SC ถ่ายทอดเพิ่มเติมผ่านแนวคิด ทฤษฎีของ “ชาร์ลส์ ดาร์วิน” ที่ว่า สิ่งมีชีวิตที่อยู่รอดได้ ไม่ใช่สิ่งมีชีวิตที่แข็งแกร่งที่สุด แต่เป็นสิ่งมีชีวิตที่ปรับตัวเก่งที่สุด
ไม่ต่างจากทิศทางของดำเนินธุรกิจของ SC ที่เน้นการปรับตัว ตามสถานการณ์ในทุกๆบริบท ที่เปลี่ยนแปลง ตั้งแต่ แง่เทคโนโลยี ,วิกฤติโควิด ,สงครามการค้า ,การเมือง และ เศรษฐกิจ
ในมุมของผู้นำองค์กร “ณัฐพงศ์” เล่าว่า ตนเองยังใช้หลักการทำงาน เน้น “อ่าน - คิด - พูด - ทำ” ด้วยความจริงที่ว่า โลกเราไม่มีทางหยุดนิ่ง พฤติกรรมผู้บริโภค คนซื้อบ้านเปลี่ยนตลอดเวลา นั่นนำให้ “ผู้นำ” ต้องอ่านสถานการณ์ให้ออก และแม่นยำ ก่อนคาดคะเนอนาคตอันใกล้อย่างเฉียบคม ซึ่งจะส่งผลต่อวิธีคิด และ การทำงาน เรื่อยไปจนถึงวางยุทธศาสตร์ ที่ตอบโจทย์กับสิ่งที่คิดว่าจะเกิดขึ้นได้
นับเป็นจุดสำคัญ ที่จะทำให้องค์กรขับเคลื่อนไปข้างหน้า แต่ทั้งนี้ ต้องไม่ลืม “รีเช็ก” ทุกๆแผนงาน เมื่อมีแนวโน้ม ว่าไม่เป็นอย่างที่คาดไว้ และต้องสื่อสารอย่างเป็นระบบกับคนในทีม เพื่อให้เรือแล่นไปในทิศทางเดียวกัน
“SC Asset เชื่อว่า ธุรกิจเติบโตไม่ใช่เพราะผู้นำเพียงคนเดียว แต่เป็นเพราะทีมงานที่แข็งแกร่ง การทำงานต้องรวดเร็ว แม่นยำ และสื่อสารกันอย่างมีประสิทธิภาพ จะทำให้องค์กรก้าวได้เร็ว ขณะเดียวกัน ทุกครั้งที่ปรับตัว เราต้องตั้งโจทย์ให้ถูก ถ้าตั้งโจทย์ผิด องค์กรก็เดินผิดทาง"
องค์กรที่อยู่รอดได้ คือ องค์กรที่ปรับตัวเก่ง ไม่หยุดอยู่กับที่ ทำให้ปัจจุบัน SC Asset ไม่ได้ประกอบธุรกิจพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยในกลุ่มบ้าน คอนโดมิเนียมเพื่อขาย ที่ ณ สิ้นปี 2568 จะมีจำนวนโครงการทั้งหมด 96 โครงการ มูลค่ารวม 94,500 ล้านบาทเท่านั้น แต่มีการปรับโครงสร้างและพอร์ตโฟลิโอ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ได้แก่ …
- โรงแรม (Hospitality) รวม 545 ห้อง
- คลังสินค้า (Logistics & Warehousing) 200,000 ตารางเมตร
- ออฟฟิศ (Office Space ) 120,000 ตารางเมตร
- อพาร์ตเมนต์เพื่อเช่าในสหรัฐอเมริกา 5 อาคาร
ถอดรหัสความสำเร็จ กับ บ้านที่ดี ต้องไม่ใช่แค่ “ฝัน”
“ณัฐพงศ์” ระบุว่า SC Asset จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย มาแล้ว 22 ปี การยอมรับ ถูกสานต่อ จากกลยุทธ์ ที่วาง “ลูกค้า” เป็นศูนย์กลาง ทำธุรกิจเพื่อสร้างมูลค่าให้ลูกค้าอย่างแท้จริง
สิ่งสำคัญที่สุดของ SC Asset ไม่ใช่แค่การสร้างบ้าน แต่คือการสร้าง "เช้าที่ดี" ให้กับลูกค้า พร้อมมองว่า ที่อยู่อาศัยที่ดี ไม่ใช่แค่ที่พักพิง แต่ต้องเป็นพื้นที่ที่ให้พลังกับผู้อยู่อาศัย เพื่อให้พวกเขาได้ใช้ชีวิตตามความฝัน นั่นทำให้ ทุกโครงการ ถูกออกแบบจากโจทย์ของลูกค้าเป็นที่ตั้งเสมอ
จะสะท้อนได้ว่า SC Asset ไม่ได้เน้นแค่ทำบ้านให้สวย หรือเลือกทำเลดี ๆ อีกต่อไป แต่ลงลึกไปถึง “ชีวิตของคนที่อยู่” ว่าแต่ละกลุ่มมีความต้องการแบบไหน นำมาสู่ สินค้าแบบใหม่ ๆ เช่น
บ้านเกมเมอร์ ที่ออกแบบห้องเล่นเกมให้เหมาะกับการสตรีม ลดเสียงสะท้อน มีระบบไฟที่ช่วยให้เล่นได้ฟีลมากขึ้น หรือ บ้านคนโสด ที่มาจากความเข้าใจไลฟ์สไตล์ การออกแบบพื้นที่ให้ใช้งานได้ครบโดยไม่ทำให้รู้สึกเหงา
เช่น มุมทำงานที่ปรับได้หลากหลาย หรือโซนรับแขกที่รองรับเพื่อนมาสังสรรค์ ด้วยหลักคิดที่ว่า บ้านที่ช่วยให้ชีวิตดีขึ้น ต้อง ไม่ใช่แค่ “ฝัน” และไม่ใช่แค่บ้านราคาแพง และไม่ใช่แค่ตึก บ้าน อาคาร แต่หมายรวมถึง การบริการด้วย ภายใต้ปัจจุบัน บริษัทดังกล่าว มีโครงการตั้งแต่ราคาถูกสุด 2 ล้าน+ ไปจนถึง หลัก 100 ล้านบาท
“ที่อยู่อาศัยที่ดี คือ บ้านที่ตื่นขึ้นมาแล้วมีพลัง ไม่ว่าเขาคนนั้น จะมีบทบาท มีภารกิจอะไร ทั้งคอนโดฯ หรือ บ้าน ที่อยู่ ต้องเป็นจุดเริ่มต้นของวันที่ดีให้กับเขาได้ เพื่อไปทำเรื่องที่ยิ่งใหญ่กว่า”
“สินค้า ราคา 10 ล้าน แต่อยู่คนละทำเล ความต้องการของลูกค้าก็อาจจะไม่เหมือนกัน บางกลุ่มต้องการพื้นที่ใหญ่ แต่ส่วนตัว ขณะอีกกลุ่มเน้นความคุ้มค่า โจทย์ในการดีไซน์ ก็ย่อมไม่เหมือนกัน แต่พอบริษัทมี culture ที่ทำงานใกล้ชิดลูกค้า จึงไม่ใช่เรื่องยากซะทีเดียว”
ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ไม่มีวันตาย…แต่ต้องปรับตัว
“ ทุกยุคเศรษฐกิจมีขึ้นมีลง แต่อสังหาฯ ไม่เคยเป็นธุรกิจที่หายไป "
นี่คือ ความเชื่อแน่วแน่ ของ ผู้บริหารหนุ่ม ที่เคี่ยวเข็ญ ปลุกปั้นภาพลักษณ์ใหม่ให้กับ SC Asset จนติด TOP กลายเป็นองค์กรที่คนรุ่นใหม่อยากร่วมงานมากที่สุด และเป็นแบรนด์ที่คนนึกถึงลำดับแรกๆ เมื่ออยากมีบ้านคุณภาพดีๆสักหลัง
“ณัฐพงศ์” ยอมรับว่า ปัจจุบัน ไม่ได้เป็นยุคขาขึ้น ของธุรกิจขายบ้านด้วยความท้าทายอันหนักหน่วง แม้ปีนี้ยังประกาศการลงทุนใหญ่ เปิดโครงการใหม่ 15 โครงการ 28,000 ล้านบาท
ไฮไลต์ คือ แบรนด์ใหม่ SONLE บ้านเดี่ยวสไตล์ Sophisticated Modern Tropical ราคาเริ่มต้น 200 ล้านบาท และ บ้านเดี่ยวซีรีส์ใหม่ 2025 จากแบรนด์ Bangkok Boulevard แต่ปีนี้ อสังหาฯ มีอุปสรรค 3 ลูก คือ
-หนี้ครัวเรือนสูง
-โอเวอร์ซัพพลาย
-ความเชื่อมั่นต่ำเศรษฐกิจต่ำ
เจาะปัญหา โอเวอร์ซัพพลาย ย้อนไป ผู้บริหารดังเล่าว่า ก่อนช่วงวิกฤติโควิด ดีมานด์คอนโดฯ สูงกว่า โครงการบ้าน แต่โควิด ทำให้เกิดเทรนด์ ทำงานที่บ้าน นำมาสู่ การเปลี่ยนแปลงของตลาดที่อยู่อาศัย เพิ่มต้องการบ้านสูงกว่าคอนโดฯ
แต่หลังจากโควิดจบลง วิถีเดิมๆกลับมา ความต้องการของบ้านและคอนโดฯ กลับมามีความใกล้เคียงกันอีกครั้ง แต่ทิ้งซัพพลายบ้านที่ช่วงโควิดผู้ประกอบการทุกราย หันมาเจาะตลาดอย่างดุเดือดไว้ ทำให้ตลาดบ้านกำลังโอเวอร์ซัพพลาย ทำให้บ้านขายได้ยากขึ้น ในห้วง 2-3 ปีนี้
ทำไม ? บ้านถูกขายยาก “บ้านแพง” ขายคล่อง
ทำไม ? บ้านถูกขายยาก “บ้านแพง” ขายคล่อง ในข้อคำถามนี้ ผู้บริหารอสังหาฯดัง อธิบายด้วยข้อเหตุผลที่ว่า ตั้งแต่เกิดวิกฤติโควิด เศรษฐกิจไทย ยังมีการฟื้นตัวแบบ K-Shaped มีบางธุรกิจฟื้นเร็ว บางธุรกิจช้า คนรวยบางอาชีพ ยิ่งรวยขึ้นไปอีก คนลำบาก ก็ลำบากมากขึ้น
ซึ่งมีผลผูกพัน กับตลาดบ้านที่เคยมีมูลค่าถึง 2 แสนล้านบาทต่อปี แต่ปัจจุบัน ลดลงเหลือ 1.5 แสนล้านบาท ขณะข้อมูลที่วิเคราะห์ จากอัตราดูดซับ ประเมินว่า ปัจจุบัน บ้านมูลค่ามากกว่า 10 ล้านบาท อาจจะใช้เวลาในการขายเฉลี่ย 4 ปี ถึงจะหมด ขณะ บ้านต่ำกว่า 10 ล้านบาท ใช้เวลาขายเฉลี่ย 6 ปี คาดว่า อีก 3 ปี นับจากนี้ ก็ยังจะเป็นเทรนด์เช่นนี้ต่อไป อภายใต้อุปสรรค 3 ลูก ที่กล่าวไว้ข้างต้น
“ตลาดอสังหาฯ ต้องใช้เวลาบาลานซ์สมดุลระหว่างซัพพลายและดีมานด์ ยังไม่นับความสามารถในการกู้ขอสินเชื่อของคนไทย ที่มีปัญหาอยู่ด้วยเช่นกัน “
อย่างไรก็ดี SC Asset เชื่อมั่นว่า คนยังต้องการบ้านอยู่เสมอ เพราะที่อยู่อาศัย คือ 1 ในปัจจัยสี่ที่จำเป็น แต่ “บ้านแบบไหน” ต่างหากที่เปลี่ยนไป และแบรนด์ไหน? จะอยู่รอด พร้อมให้แง่คิดว่า ในภาวะโอเวอร์ซัพพลาย ผู้ประกอบการต้องปรับกลยุทธ์ “แบรนดิ้ง” “คุณภาพ” และ “ความน่าเชื่อถือ” เพราะนี่เป็นเรื่องสำคัญมากที่สุด
จากทุกวันนี้ ลูกค้ามีตัวเลือกเยอะในตลาด จึงนับเป็นช่วงวัดใจของธุรกิจ ว่าใครยังจะสามารถรักษายอดขายและอัตราการเติบโตเอาไว้ได้ ภายใต้ คาดการณ์เศรษฐกิจแนวโน้มเติบโตต่ำ แผนธุรกิจต้องแม่นยำ
นั่นก็เป็นเหตุผลเดียวกัน ที่ทำให้ SC Asset จึงต้องปรับตัวขยายไปยัง ธุรกิจใหม่ๆ มากขึ้น เพื่อกระจายความเสี่ยงด้วย “ใช้ความหลากหลาย ในการแก้ความผันผวน” แม้จะมีความเชื่อมั่นในโปรดักส์คุณภาพก็ตาม
Engine 1 – อสังหาฯ ที่อยู่อาศัยเพื่อขาย แนวราบและคอนโด
Engine 2 – อสังหาฯ สร้างรายได้ประจำ
Engine 3 - โอกาสใหม่ ลงทุนในธุรกิจที่มีแนวโน้มเติบโตในอนาคต
ในบทสัมภาษณ์ทิ้งท้าย “ณัฐพงศ์” ไม่ได้ลงลึกในรายละเอียด ของ Engine 3 มากนัก เพียงแต่บอกว่า บริษัทอยู่ระหว่างศึกษาความเป็นไปได้ และเป็นธุรกิจนอกเหนือจากอสังหาฯ แต่อยู่ในช่วง “ขาขึ้น” แน่นอน เพราะทุกๆครั้งที่บริษัทจะมีการลงทุนใหม่ จะประเมินจากโอกาสและความเป็นต้องการ เป็นหลัก อยากให้รอติดตามรายละเอียดเร็วๆนี้
สุดท้าย อาจกล่าวได้ว่า … ในโลกธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา องค์กรที่จะอยู่รอดไม่ใช่องค์กรที่ใหญ่ที่สุด แต่คือ องค์กรที่ปรับตัวได้เร็วที่สุด และ SC Asset กำลังก้าวเข้าสู่ ยุคใหม่ของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และยังคงเดินหน้าเพื่อสร้างนวัตกรรมที่อยู่อาศัยให้ตอบโจทย์ชีวิตของผู้คนในทุกยุคทุกสมัยอย่างแท้จริง
ติดตามข่าวสารด้านการตลาด กับ Thairath Money ได้ที่
https://www.thairath.co.th/money/business_marketing
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https://www.facebook.com/ThairathMoney
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : SC Asset จาก“คฤหาสน์หรู” ที่ขายดี จนคนจำชื่อบริษัทไม่ได้ สู่แบรนด์อสังหาฯดัง ธุรกิจที่ไม่มีวันตาย
ข่าวอื่นที่เกี่ยวข้อง
ตามข่าวก่อนใครได้ที่
- Website : Thairath Money
- LINE Official : Thairath