โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

'อัครพงษ์' วิเคราะห์โพล มติชนXเดลินิวส์ สะท้อนสภาพจริงสังคม ชูแก้ปากท้องอันดับหนึ่ง

MATICHON ONLINE

อัพเดต 13 พ.ย. 2566 เวลา 10.57 น. • เผยแพร่ 13 พ.ย. 2566 เวลา 10.56 น.

‘อัครพงษ์’ วิเคราะห์โพล มติชน X เดลินิวส์ สะท้อนสภาพจริงสังคม ชูแก้ปากท้องอันดับหนึ่ง ชี้ทาง 2 แพร่ง จี้รบ.ไม่ละเลยแก้ปัญหาโครงสร้างด้วย

เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 13 พฤศจิกายน ที่ห้องประชุมใหญ่ อาคารหนังสือพิมพ์ข่าวสด หนังสือพิมพ์มติชน ร่วม กับหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ร่วมจัดรายการพิเศษ สรุปโพล มติชน x เดลินิวส์ : รัฐบาลเศรษฐาควรแก้ปัญหาอะไร? หลังจากที่เครือมติชนและเดลินิวส์ ร่วมกันจัดทำโพล “มติชน X เดลินิวส์ : รัฐบาลเศรษฐา ควรแก้ไขปัญหาอะไร” โดยเปิดให้ ทุกภาคส่วนได้ร่วมกันทำโพลผ่านทุกชองท่างทางเว็บไซต์และสแกนคิวอาร์โค้ดของสื่อเครือมติชน และเดนิวส์ ระหว่างวันที่ 1-31 ตุลาคมที่ผ่านมา เพื่อสะท้อนเสียงความต้องการของประชาชนว่าต้องการให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาอะไรก่อน ระหว่าง 1.การเมือง 2.เศรษฐกิจ ปากท้อง โดยมี น.ส.ปานบัว บุนปาน กรรมการผู้จัดการบริษัท มติชน จำกัด(มหาชน) นายปราปต์ บุนปาน รองกรรมการผู้จัดการสายเทคโนโลยีและดิจิทัลมีเดีย บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) นายสุริวงค์ เอื้อปฏิภาน รองกรรมการผู้จัดการมติชนฝ่ายสื่อออนไลน์ และบรรณาธิการข่าวสด นายนฤตย์ เสกธีระ บรรณาธิการมติชน นายปารเมศ เหตระกูล กรรมการบริหารหนังสือพิมพ์เดลินิวส์และเดลินิวส์ออนไลน์ นางสิริวรรณ พันธุ์ปรีชากิจ กรรมการบริหารหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ผศ.อัครพงษ์ ค่ำคูณ อดีตคณบดี วิทยาลัยนานาชาติปรีดีพนมยงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ดร.อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์ อาจารย์คณะมนุษยศาสตร์ ภาควิชาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ รศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ กรรมการวิทยาลัยนานาชาติปรีดีพนมยงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเศรษฐกิจดิจิทัล มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย นายศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ นักวิชาการ และ คอลัมนิสต์ มติชนสุดสัปดาห์ พร้อมผู้บริหารทั้งเครือมติชน และเดลินิวส์ นายโอโมริ สึคาสะ เลขานุการเอก สถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่น ประจำกรุงเทพฯ เข้าร่วมงาน ดำเนินรายการโดย นายเอกภัทร์ เชิดธรรมธร พิธีกรมติชนทีวี

มติชน เดลินิวส์

จากนั้นมีการเสวนาในหัวข้อ : วิเคราะห์ข้อมูลโพล มติชน x เดลินิวส์ โดยผศ.อัครพงษ์ กล่าวว่า โพลนี้เป็นการสำรวจความคิดเห็นไม่ได้เป็นการทำโพลในทางวิชาการ ซึ่ง 4 หมื่นคนที่มาร่วมแสดงความคิดเห็นถือว่าเยอะมาก เพราะฉะนั้นจำนวนผู้ร่วมทำโพล 4 หมื่นคนในครั้งนี้ แสดงให้เห็นว่า คนอยากจะส่งเสียงจริง ๆ และสะท้อน ว่า ไม่มีการระดมมาตอบคำถาม คือ ถ้าคิดว่า 8 หมื่นคนในการทำโพลครั้งก่อน สีส้มได้ที่ 1 ถ้าครั้งนี้มีการระดม การแก้ปัญหาโครงสร้างควรจะชนะการแก้ปัญหาปากท้อง แต่กลายเป็นว่าคนที่มาทำโพลจริง ๆ คือ คนที่อยากจะสะท้อนภาพของบรรยากาศในสังคม ฉะนั้นตนคิดว่าประเด็นสำคัญของโพลอันดับแรก คือ บรรยากาศของการเลือกตั้งกับหลังเลือกตั้ง มันคนละเรื่องกันเลย บรรยากาศก่อนเลือกตั้ง การหาเสียงของทุกพรรคการเมืองไม่ว่าจะเป็นพรรคไหน ตนคิดว่าเขาเน้นไปพรรคที่ชนะและพรรคที่ได้เสียงส่วนใหญ่ เน้นไปในเรื่องโครงสร้างเป็นส่วนใหญ่ อยากจะปฏิรูปนั่น ปฏิรูปนี่ เวลาหาเสียงทุกคนอยากจะเปลี่ยนแปลงไม่เอา ส.ว. ปฏิรูปเรื่องการทุจริตคอร์รัปชั่น แต่พอหลังการเลือกตั้ง มันเข้าสู่โหมดของสัจธรรมชีวิต เราจะดำรงอยู่อย่างไร เพราะฉะนั้น คีย์เวิร์ด มีแค่ 2 คำ คือ ลดรายจ่ายกับเพิ่มรายได้ โพลนี้มันสะท้อนจริง ๆ ว่าสังคมต้องการที่จะให้รัฐบาลนั้นช่วยทำให้เงินในกระเป๋าไม่น้อยลง และทำอย่างไรให้เงินมาเติมมากขึ้น นี่เราอยู่ในโลกแห่งความเป็นจริงแล้ว และจำนวน 4 หมื่นคนมันสะท้อนเรื่องของสัดส่วนประชากรในสัดส่วนประชากรจริงได้พอสมควร หมายความว่าถ้าดูจำนวนประชากร 66 ล้านคน เราใช้ข้อมูลที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษาและข้อมูลของกระทรวงมหาดไทย

“51 ปีขึ้นไปใน 66 ล้านคนมีประมาณ 32% แต่มาทำโพลเราตั้ง 50 กว่าเปอร์เซ็นต์ แปลว่าถือว่ามากกว่าสัดส่วนประชากรจริงที่อยู่ในสังคม และที่บอกว่าคนอายุ 18-20 ปีมาทำโพลน้อย ถือว่าไม่น้อย ถือว่ามากกว่าสัดส่วนประชากรจริงด้วยซ้ำไป เพราะว่า 18-20 ปีหรือว่าต่ำกว่า 30 ปี ในสัดส่วนประชากร มีอยู่ประมาณ 17 % ของประเทศไทย แต่มาทำของเราอยู่เกือบถึง 17-18 % เลย ฉะนั้นตัวสัดส่วนประชากรจริงกับสัดส่วนประชากรในโพล ถ้าเป็นนักสถิติศาสตร์ เขาจะมองว่ามันสะท้อนสัดส่วนที่เกิดขึ้นจริงในสังคม ซึ่งถือว่าตัวเลขทางสถิติดี แล้วก็สะท้อนความเป็นจริง” ผศ.อัครพงษ์ กล่าว

อัครพงษ์

ผศ.อัครพงษ์ กล่าวว่า ถึงแม้โพลของเรา จะเป็นโพลซึ่งมีผู้ชายมากกว่าประชากรที่เป็นชายของเราประมาณ 60 % เพศหญิง 33 % และเพศทางเลือกอีกประมาณ 5 % ดังนั้น ในแง่สถิติของจำนวนประชากรตนถือว่าสะท้อนความเป็นจริงในทางวิชาการ กับสัดส่วนประชากรจริงใน 66 ล้านคน แล้วก็มีผลของการวิเคราะห์น้อยกว่าค่ามาตรฐาน แล้วก็มีความน่าสนใจเชื่อถือได้ถึง 95% และผลของการสำรวจออกมา 5 อันดับปัญหาตรงกันเกือบทุกกลุ่มประชากร โดย เราแบ่งกลุ่มประชากรออกเป็น เพศ ภูมิลำเนา รายได้ ระดับการศึกษา และอาชีพ

ผศ.อัครพงษ์ กล่าวว่า 60% ของประชากร 66 ล้านคน สะท้อนออกมาในตัวอย่าง ที่มีค่าความน่าเชื่อถือมากกว่าอยากจะได้ให้แก้ปัญหาเศรษฐกิจมากกว่าแก้ปัญหาโครงสร้าง จะขอพูดในทางเศรษฐกิจก่อน แน่นอนว่า 3 อันดับ คือ ลดรายจ่ายเป็นเรื่องพื้นฐานรัฐบาลไหนก็ต้องมาช่วย แต่ในอีกแง่หนึ่งแปลว่าอาจจะไม่เห็นแสงสว่างในการเพิ่มรายได้หรือเปล่า ฉะนั้นลดรายจ่ายตรงนี้มัน ‘ควิกวิน’ ซึ่งหากไปดูในเรื่องของการแถลงนโยบายก็แถลงผลประกอบการของ 60 วันแรกก็ตรงกัน แสดงว่าผลโพล ผลการวิเคราะห์ของทีมรัฐบาลและสถานการณ์ความเป็นจริงของสังคมไปนทิศทางเดียวกัน ในแง่นี้ถือว่าเป็นที่น่าดีใจ ที่รัฐบาลนั้นเข้าใจว่ามีปัญหานี้ ฉะนั้นเรื่องของลดค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าน้ำมัน เป็นเรื่องที่จะต้องทำทันที ส่วนเรื่องของหนี้ ซึ่งหมักหมมมาหลังรัฐประหารมัน 9 ปี มันสร้างหนี้มาเรื่อย ๆ ฉะนั้นสิ่งสำคัญ คือ อยากให้ลดหนี้ 2 อันรวมกันนี้มัน 46% แล้ว เกือบครึ่งหนึ่งแล้ว นี่ยังไม่รวมถึงเกษตรกรซึ่งเป็นประชากรส่วนใหญ่ ของประเทศ ซึ่งทั้ง 3 อันดับ สะท้อนให้เห็นว่าคนอยากจะลดรายจ่าย

ผศ.อัครพงษ์ กล่าวว่า หากตัด 3 อันดับออกไป นโยบายเรือธงของรัฐบาล อย่างดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท กลายเป็นเรื่องที่ประชาชนให้ความหวังมากที่สุดในแง่ของการเพิ่มรายได้ แต่ในทางวิชาการแล้ว 10,000บาท มันไม่ได้เพิ่มรายได้ หากพูดกันอย่างตรงไปตรงมาคือ นโยบายนี้ตนคิดว่าเป็นเรื่องของการเพิ่มอำนาจการซื้อ กำลังซื้อ ถ้าเราคิดว่ากำลังซื้อเป็นสิ่งสำคัญในการรันระบบเศรษฐกิจ และทำให้ระบบเศรษฐกิจเคลื่อน ตนคิดว่าอันนี้อาจจะเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญที่สุดที่ประชาชนมองเห็น เพราะเรื่องของการเพิ่มค่าแรงเงินเดือนปริญญาตรีก็ลดลงตามลำดับ แต่ความต่างกันไม่มาก ถ้าทำได้ก็ควรจะต้องทำไปพร้อม ๆ กัน คือ เพิ่มกำลังซื้อ 10,000 บาท ไม่ใช่เพิ่มรายได้ เพราะการเพิ่มรายได้แปลว่าต้องมีทุกเดือน

นอกจากนี้หากตัดในเรื่อง การลดค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าน้ำมัน การแก้ปัญหาหนี้สินเรื่องเกษตรกร ออกไป กลายเป็นว่ากลุ่มที่น่าสนใจ ทั้ง กรุงเทพและต่างจังหวัด ครึ่งหนึ่งของคนกรุงเทพก็เห็นพ้องว่าต้องลดรายจ่าย อาทิ แก้ปัญหาหนี้สิน แก้ปัญหาเกษตรกร ตรงกับคนต่างจังหวัด แต่ตรงนี้ตัวเลขที่น่าสนใจคือกลายเป็นว่าภาคกลาง เป็นภาคที่ต้องการให้มีดิจิทัลวอลเล็ตมากกว่าการแก้ปัญหาเกษตร ภาคอื่นเขาจะต้องการลดค่าน้ำ ค่าไฟ แก้ปัญหาหนี้สินตัดออกไปเลยเพราะทุกคนต้องการพ้องกัน แต่ภาคกลางประเด็นสำคัญ คือ คนภาคกลางนั้น ต้องการดิจิทัลวอลเล็ต อันนี้พูดไปเพื่อให้รัฐบาลมีกำลังใจทำงาน จะถูกว่าถูกด่าอะไรก็ต้องทำงาน

ด้านกลุ่มเพศ กลายเป็นว่าเพศหญิงให้ความสนใจกับการเพิ่มค่าแรงมากกว่าดิจิทัลวอลเล็ต ตรงข้ามกับเพศชายและเพศทางเลือกก็จะให้ดิจิทัลวอลเล็ตมากกว่าเพิ่มค่าแรง ซึ่งตนคิดว่าผู้หญิงอยู่ในภาคการผลิตที่ อาจจะมีรายได้หรือค่าตอบแทนน้อยกว่าผู้ชายก็เป็นได้ เขาจึงอยากให้เพิ่มค่าแรง

ด้านกลุ่มอายุ จะเห็นว่า กลุ่มอายุที่ 51 ปี ซึ่งคนส่วนใหญ่ที่มาทำโพล ก็เรียงลำดับว่า ลดน้ำ ค่าไฟ แก้ปัญหาหนี้สิน เกษตรกร ดิจิทัลวอลเว็ต เพิ่มค่าแรง และปัญหาอื่น ๆ ส่วนปัจจัยของคน อายุ 31-40 ปี คือ ต้องการเรื่องเพิ่มค่าแรงมากกว่าดิจิทัลวอลเล็ต ในขณะที่กลุ่มที่เพิ่งทำงานใหม่ต้องการให้เพิ่มค่าแรงมากกว่าเรื่องของการแก้ปัญหาหนี้สิน เพราะเขาอาจจะไม่มีหนี้สินก็ได้ เพราะเพิ่งทำงาน

ผศ.อัครพงษ์ กล่าวว่า เวลาดูในรายละเอียดมันก็จะแตกต่างกันไปสำหรับกลุ่มผลประโยชน์แต่ละกลุ่ม แล้วสุดท้ายกลุ่มที่เป็นนิสิตนักศึกษา 18-20 ปี มีสิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้งครั้งแรก เขาก็ต้องการเรื่องของเงินเดือนค่าตอบแทนมากกว่า แต่เขาต้องการดิจิทัลวอลเล็ตมากกว่าแก้ปัญหาหนี้สินด้วย ดังนั้นถ้าแยกกลุ่มออกมาเราจะเห็นชัดเลยว่ากลุ่มซึ่งเป็นคนทำงานใหม่ ต้องการ ดิจิทัลวอลเล็ต และการเพิ่มรายได้ มากกว่าการลดรายจ่าย

ด้านการศึกษา กลุ่มที่เป็นปริญญาตรี ตัดสามัญออกไปเพราะสามัญเท่ากันหมด ต้องการเพิ่มรายได้มากกว่าดิจิทัลวอลเล็ต เพราะเขาต้องการความยั่งยืนมากกว่าการให้เป็นครั้ง ๆ ในขณะที่คนต่ำกว่าปริญญาตรีต้องการดิจิทัลวอลเล็ตอย่างมากเลย มากกว่าการแก้ปัญหาเกษตรด้วยซ้ำไป ปริญญาโทแน่นอนต้องการเพิ่มรายได้ค่าตอบแทนมากกว่าดิจิทัลวอลเล็ต ปริญญาเอกเหมือนกับคนอื่นอยู่แล้ว ความน่าสนใจคือเขาต้องการลดปัญหาหนี้สินกับลดค่าน้ำค่าไฟ

ด้านกลุ่มอาชีพ ตอนนี้กลุ่มอาชีพที่สำคัญเลยทุกคน ยกเว้นนักเรียนนักศึกษาเพราะนักเรียนนักศึกษาต้องการเพิ่มค่าตัว เพิ่มเงินเดือนมากกว่า แล้วไม่ได้เห็นไม่ได้คิดว่าไม่ต้องลดค่าน้ำค่าไฟ ต้องการดิจิทัลวอลเล็ตพ้องกับพนักงานบริษัท พนักงานริษัทลดค่าน้ำไฟมันนอนมาอยู่แล้ว แต่ความสำคัญคือต้องการดิจิทัลวอลเล็ตมากกว่าการแก้ปัญหาเกษตรกรหรือการแก้ปัญหาหนี้สิน

ผศ.อัครพงษ์ กล่าวว่ากลุ่มข้าราชการกับรัฐวิสาหกิจแน่นอน อันดับที่ตามมาของบรรดาข้าราชการ คือ เพิ่มรายได้ ดิจิทัลวิลเล็ตนี่อยู่ท้าย ๆ เลย มันก็สะท้อนเสียงของแต่ละภาคส่วน ในขณะที่รับจ้างทั่วไปต้องการดิจิทัลวอลเล็ตเหมือนกัน สุดท้ายเรื่องของรายได้ แน่นอน คนมีรายได้สูงและคนมีรายที่มากกว่า 3 หมื่นขึ้นไปเขาก็ต้องการที่จะแก้ปัญหา ค่าน้ำค่าไฟ ค่าน้ำมัน หนี้สิน เกษตกร ดิจิทัล วอลเล็ต เพิ่มรายได้ คนที่ต้องการดิจิทัลวอลเล็ตมากที่สุดคือคนที่เงินเดือนไม่เกิน 10000 บาท เพราะค่าน้ำค่าไฟยังไงก็ต้องลดอยู่แล้ว หนี้สินก็ต้องลดอยู่แล้ว อีกกลุ่มก็คือกลุ่มที่เป็นนิวจ็อบเบอร์ก็ต้องการเรื่องของการเพิ่มรายได้ด้วย อันนี้ในแง่ของ เรื่องของเศรษฐกิจ

ตัวเลขก็อธิบายให้เห็นชัดเจนจะรู้สึกว่าเรื่องพวกนี้เป็นเรื่องพื้นฐานที่รัฐบาลต้องทำ เพราะฉะนั้นถามว่าผลโพลของ สะท้อนเรื่องเหล่านี้ไหม มันสะท้อนให้เห็นว่าสังคมอยู่ในภาวะทาง 2 แพร่ง คือ แพร่งหนึ่งอยากจะแก้ปัญหาชีวิตประจำวัน ควิกวินขอให้ทำได้ทำเร็ว ในอีกแง่หนึ่งก็อยากให้แก้ปัญหาโครงสร้างด้วย เพระโครงสร้างอย่างที่เราคุยกัน มันเป็นปัญหาระยะยาว ถ้าโครงสร้างดีเรื่องของการเพิ่มรายได้การลดรายจ่าย มันก็ดีตามไปด้วย อันนี้เป็นสูตรสำเร็จอยู่แล้ว ในเรื่องของโครงสร้างมันก็มีความน่าสนใจ

“สุดท้ายผมคิดว่าในการเป็นผู้บริหารประเทศจะต้องให้ความสำคัญกับทั้งสองอย่างเพราะว่าคะแนนมันไม่ได้ขาดลอยกัน 60 40 ถ้าเราคิดเป็นจำนวนประชากรที่สะท้อน ประมาณ 30 ล้านคน ต้องการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ อีกประมาณ 25-26 ล้านคนก็ต้องการเรื่องของโครงสร้าง ฉะนั้นเราเห็นว่าคนในประเทศเห็นตรงกัน โพลนี้สะท้อนว่าคนมีจิตใจเดียวกันคือเริ่มจะเซ็งเริ่มจะเหนื่อย เพราะฉะนั้นรัฐบาลก็ต้องไม่เซ็งไม่เหนื่อย รัฐบาลก็จะต้องมีเรื่องของการที่จะพยายามที่จะสร้างบรรยากาศ สร้างความเชื่อมัน เพราะฉะนั้นสุดท้ายในภาวะที่ทรัพยากรมีจำกัด นั่นคือความท้าทายของรัฐบาลที่จะจัดสรรทรัพยากรให้ทั้งสองฝั่งสามารถที่จะคลี่คลายไปได้ เราไม่ใช่เป็นรัฐบาลของคนใดคนหนึ่งเราเป็นรัฐบาลของคนทั้งประเทศ เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะมีเสียงอะไรขึ้นมาต้องรับฟังและ ที่สำคัญก็คือว่า มันมีบางเรื่องที่เราทำได้และไม่ได้ การที่เราตั้งนโยบายอะไรบางอย่างขึ้นมาเราก็ต้องหวังผล ขอเราหวังผลแม้ว่าเราจะมีปนัฏติดหลังเรื่องของความน่าเชื่อถืออะไรก็ตามที ผมคิดว่าสำคัญ คือต้องฟังเสียงประชาชนให้มา ต้องให้กำลังใจรัฐบาลไปเพราะว่าแน่นอน เราไม่สามารถที่จพทำรัฐบาลหายไปหรอก ก็ต้องอยู่กันแบบนี้แหละก็ให้กำลังใจและผลโพลก็จะทำให้เราสะท้อน ไม่ว่าจะดีชั่วมันก็มาจากประชาชน” ผศ.อัครพงษ์ กล่าว

โดย ผศ.อัครพงษ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า 40 % ในแง่ของเรื่องโครงสร้างมีความน่าสนใจมาก แก้รัฐธรรมนูญมาอันดับที่1 แน่นอน เรื่องกระบวน การยุติธรรมก็เป็นเรื่องที่ประชาชนต้องการ ทุกกลุ่มอาชีพทุกกลุ่มรายได้เห็นตรงกันว่าต้องแก้รัฐธรรมนูญก่อน กลุ่มนักศึกษามีความต้องการให้ปฎิรูปกองทัพมากที่สุด แต่ข้าราชการ และรัฐวิสาหกิจนั้นต้องการปฎิรูปกองทัพน้อยที่สุด สิ่งที่เราทำตัวเลขออกมาทุกกลุ่มตัวอย่างไม่ค่อยมีความสนใจเรื่องรัฐสวัสดิการ เรื่องรัฐสวัสดิการกลายเป็นเรื่องท้ายๆ ปัญหาอื่นๆเรื่องทุนสีเทาก็มีเช่นกัน และเรื่องการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น ก็เป็นเรื่องที่ข้าราชการให้ความสนใจมาก

เมื่อดูตามภูมิภาค ทุกภาคนั้นอยากให้แก้รัฐธรรมนูญ ยกเว้นภาคใต้ ภาคใต้นั้นอยากให้ทำเรื่องความยุติธรรมก่อน หากตนมีโอกาสและเวลามากกว่านี้ก็จะทำในรูปแบบการนำเสนอในเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...