โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อัยการ ดำเนินคดี ผู้ฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ 3 วัน กว่า 600 ราย เด็ดขาด รวดเร็ว

อัยการ ดำเนินคดี ผู้ฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ 3 วัน กว่า 600 ราย เด็ดขาด รวดเร็ว

วันที่ 7 เมษายน 2563 ที่สำนักงานอัยการสูงสุด ถนนแจ้งวัฒนะ นายประยุทธ เพชรคุณ รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด แถลงข่าว สถิติผู้ฝ่าฝืน พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 ฉบับที่ 1 ระหว่างวันที่ 3-6 เมษายน 2563 ว่า เรื่องนี้ นายวงศ์สกุล กิตติพรหมวงศ์ อัยการสูงสุด ได้กำชับให้สำนักงานอัยการทั่วประเทศ นำเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารมาใช้ โดยให้รายงานภาพรวมของการดำเนินคดีผ่านระบบสารระบบคดีอิเล็คทรอนิกส์ของสำนักงานอัยการสูงสุด พร้อมแจ้งให้งานโฆษก สำนักงานอัยการสูงสุดและสำนักงานเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารรวบรวมและประมวลผลภาพรวมั้งประเทศในการดำเนินคดีกับผู้ฝ่าฝืนพระราชกำหนดดังกล่าว ถึงวันที่ 6 เมษายน 2563 ซึ่งเป็นวันที่ศาลแขวงทั่วประเทศ เปิดทำการในช่วงวันหยุด โดยมีนายรัชต์เทพ ดีประหลาด ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารกิจการสำนักงานอัยการสูงสุด และนางณฐนน แก้วกระจ่าง ผู้อำนวยการสำนักเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารได้ดำเนินการรวบรวมวิเคราะห์แล้ว ปรากฎผล ดังนี้ (1.) จำนวนคดี และจำนวนผู้ต้องหา หรือจำเลย ที่กระทำความผิดและถูกดำเนินคดี สำหรับภาพรวมทั้งประเทศมีการฝ่าฝืนทั้งสิ้น จำนวน 438 คดี จำนวน จำเลย ที่ถูกดำเนินคดี 623 ราย, (2.) ทุกคดีพนักงานอัยการได้มีคำขอให้ศาลลงโทษสถานหนัก ซึ่งศาลได้ใช้ดุลยพินิจ ลงโทษ จำเลย ตามคำขอของพนักงานอัยการ เช่น คดีที่พนักงานอัยการฟ้องต่อศาลแขวงพระนครศรีอยุธยา ลงโทษจำคุก 2-4 เดือน โดยไม่รอการลงโทษ (ข้อหามั่วสุม) และคดีที่ศาลแขวงจังหวัดอุบลราชธานี ที่ให้จำคุก 15 วัน เปลี่ยนโทษเป็นกักขังแทน 15 วัน เป็นต้น
 
(3.) ประเภทคดีที่มีการฝ่าฝืนมากที่สุด ได้แก่ การออกนอกเคหะสถาน โดยช่วงอายุที่กระทำความผิดมากที่สุด เป็นช่วงอายุระหว่าง 20-35 ปี รองลงมา คือ ช่วงอายุ ระหว่าง 35-55 ปี ซึ่งเป็นช่วงอายุที่กระทรวงสาธารณสุขให้ระมัดระวังในการแพร่เชื้อ
 
ทั้งนี้ จังหวัดที่มีสถิติผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ โควิด-19 สูง เช่น กรุงเทพมหานคร จังหวัดนนทบุรี จังหวัดชลบุรี และจังหวัดเชียงใหม่ ยังเป็นจังหัดที่มีจำนวนสถิติคดี และจำนวนผู้ฝ่าฝืน พ.ร.ก. มีจำนวนสูงด้วยเช่นกัน ซึ่ง อัยการสูงสุด ยังได้กำชับให้พนักงานอัยการทั่วประเทศได้บังคับใช้กฎหมายอย่างรวดเร็วและเฉียบขาดต่อไป ตนจึงอยากเตือนประชาชนให้เคารพกฎหมาย เพราะเจ้าพนักงานจะบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด เด็ดขาด ในทุกข้อหาความผิด และจะขอให้ศาลลงโทษสถานหนักในทุกข้อหาเช่นกัน
 
นายประยุทธ เพชรคุณ รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด กล่าวภายหลัง รัฐบาล ได้ประกาศพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 ฉบับที่ 1 เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) โดยมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2563 ที่ผ่านมา อัยการสูงสุด ได้มีหนังสือที่ อส 0006(นย)/ว 137 แจ้งคำสั่ง มาตรการและแนวปฎิบัติให้แก่บุคลากรของสำนังานอัยการสูงสุด เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19)  โดยนายวงศ์สกุล กิตติพรหมวงศ์ อัยการสูงสุด ได้มีหนังสือแจ้งอัยการทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 31 มีนาคม 2563 เพื่อให้การดำเนินการอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อให้การดำเนินคดีประเภท ผู้ทำการักกตุนสินค้า อุปโภค บริโภค และจำหน่ายสินค้าเกินราคาควบคุม เช่น หน้ากากอนามัย ไข่ไก่ หรือสินค้าจำเป็นในครัวเรือน เป็นต้น การฉ้อโกง หรือหลอกลวงประชาชนในรูปบบต่างๆ รวมทั้ง การส่งขอความอันเป็นเท็จทางสื่อออนไลน์ ซึ่งเป็นความผิดตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 ประกอบข้อกำหนดออกตามความในมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2558 (ฉบับที่ 1) พระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ.2558 พระราชบัญญัติว่าด้วยสินค้าและบริการ พ.ศ.2542 และกฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยถือว่า การกระทำดังกล่าวนอกจากจะเป็นความผิดตามกฎหมายดังกล่าวแล้ว ยังส่งผลให้มาตรการที่รัฐบาลกำหนดให้ประชาชนปฎิบัติเพื่อแก้ไขสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ไม่สามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ
 
ตามอำนาจหน้าที่ของพนักงานอัยการเป็นไปอย่างเฉียบขาด รวดเร็ว เพื่อให้ผู้กระทำความผิดได้รับโทษตามกฎหมาย สอดคล้องกับการที่รัฐบาลมีนโยบายที่จะหยุดการแพร่ระบาดและป้องกันผลกระทบทางเศรษฐกิจในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคิตดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) เพื่อให้สามารถแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินให้ยุติลงได้โดยเร็วและป้องกันมิให้เกิดเหตุการณ์ร้ายแรงมากขึ้น อันเป็นการซ้ำเติมต่อประชาชน จึงกำหนดแนวทางปฎิบัติในการดำเนินคดี คือ (1.) ให้ดำเนินคดีโดยปฎิบัติตามกฎหมาย ระเบียบ หลักเกณฑ์ และหนังสือเวียนของสำนักงานอัยการสูงสุดที่เกี่ยวข้อง, (2.) ให้ถือเป็นคดีที่มีความจำเป็น เร่งด่วน  ที่ต้องดำเนินคดีด้วยความรวดเร็ว, (3.) ให้พนักงานอัยการใช้ดุลยพินิจสั่งคดีและบรรยายฟ้อง ขอให้ศาลลงโทษในสถานหนักและไม่รอการลงโทษ, (4.) ของกลางที่เป็นทรัพย์ที่ได้ใช้เหรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิด ขอให้ศษลมีคำสั่งริมตามกฎหมาย, (5.) ผู้กระทำความผิดที่มีประวัติเกี่ยวกับการะทำความผิดในลักษณะเดียวกันมาก่อนให้บรรยายฟ้องให้ศาลทราบข้อเท็จจริง ขอให้ศาลลงโทษสถานหนักหรือเพิ่มโทษหรือนับโทษต่อกัน หรือใช้วิธีการเพื่อความปลอดภัย และ (6.) ให้อธิบดีอัยการ กำกับดูแลการดำเนินคดีของพนักงานอัยการในบังคับบัญชาให้เป็นไปตามแนวทาง ปฎิบัติตามหนังสือนี้โดยหนังสือดังกล่าว ได้แจ้งสั่งการให้อัยการทั่วประเทศถือปฎิบัติทราบแล้ว และถือปฎิบัติ

ดูข่าวต้นฉบับ

ดูเพิ่มเติม สวพ.FM91