โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ฝุ่น PM 2.5 ท่วมประเทศ ปัญหาอ้อยไฟไหม้ยังสูงเกิน 30%

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 14 ธ.ค. 2566 เวลา 09.10 น. • เผยแพร่ 14 ธ.ค. 2566 เวลา 09.10 น.

สถานการณ์ปัญหาฝุ่น PM 2.5 วนกลับมาอีกครั้งในช่วงหน้าแล้ง ซึ่งหนึ่งในสาเหตุการเกิดฝุ่นมาจากการเผาในภาคเกษตร โดยเฉพาะการเผาอ้อยในช่วงการเปิดหีบอ้อย ซึ่งประเด็นนี้รัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจ ได้เริ่มออกมาตรการแก้ฝุ่น โดยวางกรอบการทำงานไว้ 3 ปี นับจากปี 2564

ล่าสุด นายวิฤทธิ์ วิเศษสินธุ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย รักษาราชการแทนเลขาธิการคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า มาตรการแก้ไขปัญหาอ้อยไฟไหม้เพื่อลดฝุ่น PM 2.5 ได้ถูกประกาศขึ้นให้เดินหน้าตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ภายใต้กรอบระยะเวลา 3 ปีตั้งแต่ปี 2564

โดยให้เริ่มดำเนินการในปีการผลิต 2564/2565 กำหนดว่าต้องปริมาณอ้อยไฟไหม้ส่งเข้าหีบไม่เกิน 10% ถัดมาฤดูการผลิต 2565/2566 ปริมาณอ้อยไฟไหม้ส่งเข้าหีบต้องไม่เกิน 5% และฤดูการผลิต 2566/2567 อ้อยไฟไหม้ ต้องเป็น 0%

ล่าสุดโครงการช่วยเหลือเกษตรกรชาวไร่อ้อยตัดอ้อยสดรัฐบาลจึงเข้ามาช่วยเหลือค่าใช้จ่ายในการตัดอ้อยสดในอัตราตันละ 120 บาท ได้รับงบประมาณ 8,000 ล้านบาทสำหรับฤดูการผลิตปี 2566/2567

เทียบราคาอ้อยสด

อ้อยไฟไหม้ยืน 32%

อย่างไรก็ตาม จากการเก็บสถิติ พบว่า ฤดูการผลิตปี 2563/2564 ปริมาณอ้อยไฟไหม้ลดลงจาก 60-70% เหลือ 26.42% “ต่ำที่สุดเป็นประวัติการณ์”

ขณะที่ปีการผลิต 2564/2565 มีปริมาณอ้อยไฟไหม้ส่งเข้าหีบอยู่ที่ 27.28% และปี 2565/66 อยู่ที่ 32.79%

“การเผาอ้อยส่วนใหญ่เป็นผลมาจากเหตุสุดวิสัยและการขาดเจตนา เพราะมีทั้งเรื่องปัญหาการใช้แรงงานคนที่ขาดแคลนและมีต้นทุนสูง ดังนั้นควรจะมีส่วนที่ต้องยอมรับให้ได้ (Buffer) ที่ไม่เกิน 5% ซึ่งเป็นส่วนที่อยู่นอกเหนือการควบคุมโดยสิ้นเชิง”

แก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง

ปัญหาการเผาอ้อยในประเทศไทย จึงถือเป็นปัญหาในเชิงโครงสร้างอาจไม่สามารถแก้ไขให้ลุล่วงได้ในช่วงข้ามปี

แนวทางปฏิบัติที่ผ่านมา อาทิ การจ่ายเงินช่วยเหลือเพื่อลดต้นทุนการตัดอ้อยสดให้แก่เกษตรกรชาวไร่อ้อยในอัตรา 120 บาทต่อตันอ้อย ถือเป็นมาตรการเฉพาะช่วงเวลาเท่านั้น ส่วนการแก้ไขปัญหาในเชิงโครงสร้าง จะต้องแก้ด้วยการทำความเข้าใจที่ฐานรากของปัญหาและแก้ไขโดยพลิกฟื้นไปทั้งระบบ

“เราไม่ได้นิ่งนอนใจหรือปล่อยให้มีการเผาอ้อย เพราะเราออกมาตรการดักไว้ทุกทาง สิ่งหนึ่งก็ต้องมาทำความเข้าใจเรื่องของโครงสร้างอ้อยด้วย ว่ามีหลายส่วนเป็นองค์ประกอบจะให้ลดการเผาในเวลาแค่ข้ามวันก็คงไม่ได้”

6 แนวทางแก้อ้อยไฟไหม้

สำหรับแนวทางแก้ไขปัญหาการเผาอ้อยในเชิงโครงสร้างของประเทศไทย 1.การสร้างและกระตุ้นการรับรู้ 2.การสร้างรายได้เพิ่ม 3.การร่วมรับผิดรับชอบของทุกภาคส่วน 4.การส่งเสริม สนับสนุน และกำกับของภาครัฐ

ซึ่งจะต้องไม่มุ่งเน้นเฉพาะผลสำเร็จระยะสั้น (Quick Win) มากเกินไปจนพลาดเป้าหมายระยะยาว รวมทั้งพิจารณาบทบาทการช่วยเหลือและการสนับสนุนของภาครัฐที่ไม่ขัดต่อพันธกรณีภายใต้ WTO เช่น สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ เพื่อเปิดโอกาสให้เกษตรกรชาวไร่อ้อยที่มีศักยภาพสามารถเข้าถึงรถตัดอ้อยและเครื่องจักรกลการเกษตรชนิดอื่น หรือการงดเว้นภาษีศุลกากรเมื่อมีการนำเข้ารถตัดอ้อยใหม่ ที่มีขนาดแรงม้าไม่น้อยกว่า 300 แรงม้า

เรื่องของแรงงาน ในบางพื้นที่ที่มีข้อจำกัดในการใช้รถตัดอ้อยและจำเป็นต้องใช้แรงงานคนในการเก็บเกี่ยวอ้อยกระทรวงแรงงานได้ช่วยจัดหาแรงงานภายในประเทศ หรือการสร้างความร่วมมือในการนำเข้าแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านในช่วงเวลาที่จำเป็นต้องใช้แรงงานเพื่อการตัดอ้อย

5.การบังคับใช้กฎหมาย พระราชบัญญัติป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ. 2550 พระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ. 2535 พระราชบัญญัติการจราจรทางบก พ.ศ. 2522 พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2584 ประมวลกฎหมายอาญา และประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ต้องมีความเข้มงวดและมีความจริงจังกับการบังคับใช้กฎหมาย

นอกจากนั้น การกำหนดให้มีการหักเงินจากเกษตรกรชาวไร่อ้อยที่ส่งอ้อยเผาเข้าหีบในอัตราตันละ 30 บาท และนำเงิน 30 บาทดังกล่าวไปเฉลี่ยคืนให้แก่เกษตรกรชาวไร่อ้อยที่ส่งอ้อยสดเข้าหีบในโรงงานน้ำตาลเดียวกัน

6.การวิจัยและพัฒนา เพื่อการแก้ไขปัญหาการเผาอ้อย อาทิ การปรับปรุงพันธุ์อ้อยให้ลดอ้อยไม่หักล้ม และใบหลุดร่วงง่าย เพื่อให้เกษตรกรชาวไร่อ้อยที่ตัดอ้อยด้วยแรงงานคนสามารถตัดอ้อยสดได้โดยไม่จำเป็นต้องเผาก่อนตัด

คุมโรงงานซื้ออ้อยสดไม่ได้

อย่างไรก็ตาม การใช้กฎหมาย ระเบียบ หรือประกาศที่เกี่ยวข้องกับการบังคับไม่ให้โรงงานน้ำตาลรับซื้ออ้อยเผาโดยตรง ยังไม่สามารถทำได้

แต่มีระเบียบที่ใกล้เคียงและเกี่ยวข้องที่สุด คือ ระเบียบที่ว่าด้วยการตัดและส่งอ้อยให้แก่โรงงาน การตรวจสอบคุณภาพอ้อย และการรับอ้อยจากชาวไร่อ้อยหรือหัวหน้ากลุ่มชาวไร่อ้อย พ.ศ. 2553 ข้อ 12 ที่กำหนดให้โรงงานมีสิทธิปฏิเสธการรับซื้ออ้อยจากชาวไร่อ้อยได้ 2 กรณีเท่านั้น คือ

1.คุณภาพอ้อยต่ำกว่า 6 ซีซีเอส โรงงานอาจปฏิเสธการรับซื้ออ้อยส่วนที่ยังไม่ได้หีบของชาวไร่อ้อยรายนั้น ได้ตามคณะทำงานควบคุมการผลิตประจำโรงงานชี้ขาด ส่วนที่หีบแล้วให้จ่ายตามคุณภาพอ้อย

2.อ้อยไฟไหม้ที่มีความบริสุทธิ์ไม่ได้มาตรฐานตามที่คณะทำงานควบคุมการผลิตประจำโรงงานตัดสิน

จะเห็นว่าจากระเบียบข้างต้น ไม่ได้กำหนดสิทธิให้แก่โรงงานน้ำตาลในการไม่รับซื้ออ้อยไฟไหม้ และ สอน. ก็ไม่มีอำนาจในการบังคับให้โรงงานน้ำตาลไม่รับซื้ออ้อยไฟไหม้ นอกเหนือจากการพิจารณาที่คุณภาพของอ้อยและความบริสุทธิ์ของอ้อย

ดังนั้น อ้อยที่ถูกไฟไหม้และถูกส่งเข้าโรงงานน้ำตาล โดยขาดเจตนาเผาของชาวไร่อ้อยหรือด้วยเหตุสุดวิสัย จึงไม่อาจถือเป็นการทำผิดที่เกษตรกรชาวไร่อ้อยต้องได้รับการลงโทษแต่อย่างใด และโรงงานน้ำตาลก็จำเป็นต้องรับอ้อยเข้าหีบตามเงื่อนไขสัญญาที่กำหนด

นอกจากนี้ โรงงานน้ำตาลอาจกำหนดราคารับซื้ออ้อยที่จ่ายให้แก่เกษตรกรชาวไร่อ้อยในทางบวก (Positive) หรือโรงงานน้ำตาลจ่ายเงินเพิ่มเป็นแรงจูงใจให้แก่ชาวไร่อ้อยที่ตัดอ้อยสดส่งเข้าหีบ และไม่มีเงินเพิ่มให้แก่เกษตรกรชาวไร่อ้อยที่ตัดอ้อยไฟไหม้ส่งเข้าหีบ

ภาพสะท้อนทั้งหมดนี้นับได้ว่าเป็นความท้าทายของการลดฝุ่น PM 2.5 จากการเผาอ้อยว่าจะเป็นไปตามกรอบ 3 ปี ได้อย่างไร

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...