โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เนื้อหมูสันนอก VS สันใน เลือกสันไหนเฮลท์ตี้กว่ากัน

AW_JUN_Left-or-Right_PHOTO_ALBUM_HL.jpg

ใครเคยไปจ่ายตลาดสด เวลาเลือกซื้อเนื้อหมูคงจะเคยประสบปัญหาตาลายกับชนิดอันหลากหลายของของเนื้อหมูที่มีหลายแบบ หลายราคา จนบางครั้งก็ทำเอาเราเลือกไม่ถูกเหมือนกันว่าเนื้อส่วนไหนดีนะที่เราจะเอาไปประกอบอาหาร วันนี้ Left or Right ขอเอาใจคนที่จ่ายตลาด เลือกซื้อเนื้อหมูด้วยตัวเอง ด้วยการยกเอาส่วนของเนื้อหมูยอดฮิต 2 ส่วน นั่นก็คือ เนื้อสันใน และเนื้อสันนอก มาดูกันดีกว่าใครจะมีดีมากกว่ากัน เลือกซื้อหมูครั้งหน้าจะได้มั่นใจว่าได้ส่วนที่ดีและเหมาะที่สุด

เนื้อหมูสันนอก VS สันใน เลือกสันไหนเฮลท์ตี้กว่ากัน
ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักกับเนื้อหมูทั้ง 2 ส่วนกันก่อนนะคะ เพราะมีคนจำนวนไม่น้อยเลยค่ะที่แยกไม่ออกว่าอันไหนกันนะสันนอก สันใน เริ่มที่สันนอก สันนอกเป็นเนื้อส่วนกลางลำตัวที่จะอยู่ติดกับซี่โครงหมู กินพื้นที่ยาวจากหน้าขามาถึงสะโพก มีลักษณะเป็นเนื้อแน่นๆ สีอ่อนๆ มีมันอยู่ตามริมขอบ ส่วนเนื้อสันในจะอยู่ข้างในใกล้ๆ กับตับหมู มีลักษณะเป็นเส้นใหญ่ๆ มีน้ำหนักประมาณ 7-8 ขีดต่อเส้น มีลักษณะเป็นเนื้อล้วนๆ ไม่มีมันปะปน และมีสีแดงเข้มกว่าสันนอก

สายลดน้ำหนักสงสัยส่วนไหนกันนะมีแคลอรี่ที่มากกว่า
พูดถึงเรื่องแคลอรี่ สายลดน้ำหนักทั้งหลายคงหูผึ่งตั้งใจฟังกันน่าดู เพราะคงปฏิเสธไม่ได้ว่าแคลอรี่เป็นปัจจัยสำคัญในการลดน้ำหนัก เวลาจะกินอะไรก็ต้องเลือกให้แน่ใจที่สุด ในส่วนของเนื้อหมูทั้งสองส่วน จำนวนแคลอรี่ก็มีดังต่อนี้ เริ่มที่สันนอก ในสันนอกดิบๆ ชิ้นขนาด 100 กรัม จะให้พลังงานทั้งหมดประมาณ 240 แคลอรี่ และสันในดิบๆ ชิ้นขนาด 100 กรัมเช่นกัน จะให้พลังงานประมาณ 140 แคลอรี่ค่ะ หูย ห่างกันตั้ง 100 แคลอรี่แหนะ ทีนี้สายลดน้ำหนักคงจะต้องมองหาสันในหมูเวลาเลือกซื้อหมูแล้วล่ะค่ะ งานนี้สันในชนะไปสวยๆ แต่แนะนำให้นำไปประกอบอาหารโดยหลีกเลี่ยงการทอดนะคะ เพราะเมื่อผ่านการปรุงแล้ว แคลอรี่จะมีสิทธิ์พุ่งสูงจนหยุดไม่อยู่แน่ ถ้าอยากลดน้ำหนักอย่าลืมคำนึงถึงส่วนนี้ล่ะ

โปรตีนยิ่งสูง ยิ่งดี เพราะพี่อยากมีกล้าม
ถัดจากแคลอรี่ที่หลายคนอยากรู้ คงจะหนีไม่พ้นโปรตีนที่ก็สำคัญไม่แพ้กัน เพราะโปรตีนเป็นสารอาหารสำคัญที่มีส่วนช่วยในการทำงานโดยรวมของร่างกาย ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ และสำหรับคนที่เล่นกีฬาแล้วนั้นยิ่งต้องกินเยอะๆ เพราะเป็นสารอาหารสำคัญที่จะเข้าไปซ่อมแซมกล้ามเนื้อที่เสียหายจากการออกกำลังกาย ทำให้กล้ามเนื้อมีขนาดใหญ่และแข็งแรงขึ้น โดยเนื้อสัตว์เป็นแหล่งโปรตีนหลักที่เรากินทุกวัน แล้วเนื้อหมูล่ะ สันนอกกับสันใน อันไหนมีโปรตีนเยอะกว่ากัน งานนี้ต้องให้รางวัลทั้ง 2 ชนิดเลยค่ะ เพราะมีปริมาณโปรตีนพอๆ กันนั่นก็คือประมาณ 27 กรัม ต่อเนื้อดิบขนาด 100 กรัม งานนี้ไม่ต้องเลือกมาก ลุยเลย ได้โปรตีนทั้งคู่

อยากได้เนื้อลีนๆ ไร้ไขมัน สันไหนดีนะ
ถ้าไม่พูดถึงไขมันก็คงไม่ได้ใช่ไหมล่ะคะ ต้องมีคนแอบอยากรู้อยู่ไม่น้อย เพราะเนื้อลีนๆ ล้วนๆ ไร้ไขมันก็ทำให้เราอุ่นใจเวลาจะกินเนื้ออะไรก็ตามแต่ ในสำหรับสันนอกนั้นมีไขมันอยู่ประมาณ 14 กรัม ต่อเนื้อดิบๆ 100 กรัม โดยไขมันของเนื้อสันนอกจะติดอยู่ตรงขอบๆ ของเนื้อ ตรงส่วนนี้ไม่ค่อยน่าเป็นห่วงสำหรับคนอยากเลี่ยงไขมันเพราะเราสามารถใช้มีดเลาะออกก่อนนำมาปรุงอาหารได้นะคะ ก็เป็นทางเลือกที่ดีเช่นกัน ส่วนสันในนั้นมีไขมันอยู่เพียงแค่ 3.5 กรัม ต่อเนื้อดิบๆ 100 กรัม น้อยสุดๆ เลย ดังนั้นในส่วนของเนื้อที่มีไขมันน้อยสันในก็ต้องชนะไปเลยค่ะ

รสสัมผัสที่ใช่ เหมาะกับการปรุงอาหารที่ชอบ
ในส่วนสุดท้ายเรามาดูเรื่องเนื้อสัมผัสที่ถูกปากกันบ้างดีกว่าค่ะ ว่าเนื้อหมูทั้งสองส่วนนั้นส่วนไหนจะอร่อยได้ใจคนกินมากกว่ากัน เริ่มที่สันนอก จะมีลักษณะเป็นเนื้อที่ค่อนข้างแข็งเพราะเป็นเนื้อส่วนที่เจ้าหมูได้ออกแรงบ่อยๆ แต่เนื้อลักษณะนี้เหมาะกับการนำมาทำสเต็ก หมูสะเต๊ะ หรือทำหมูแดดเดียวเป็นที่สุด ส่วนสันในนั้นจะมีลักษณะเป็นเนื้อที่นุ่มกว่ามาก เป็นเส้นขนาดไม่ใหญ่ ง่ายต่อการนำมาประกอบอาหาร เหมาะที่สุดสำหรับนำมาทำพะแนง หรือใส่ในผัดผัก นำมาใส่สุกี้หรือปิ้งย่างบาร์บีคิวก็จะเหมาะสุดๆ เลย งานนี้ไม่มีผู้แพ้หรือผู้ชนะค่ะเพราะเนื้อแต่ละชนิดก็เหมาะกับชนิดอาหารที่แตกต่างกัน อยู่ที่ว่าเราจะเลือกอย่างไรให้เหมาะกับอาหารที่เราจะทำ

สำหรับคนที่แยกไม่ออกหรือเลือกไม่ถูกทุกทีเวลาไปซื้อเนื้อหมู คงจะมีไอเดียดีๆ บ้างแล้วใช่ไหมล่ะคะสำหรับการเลือกซื้อครั้งต่อไป ทีนี้จะเลือกเนื้อหมูส่วนไหนก็แล้วแต่ความชอบและประโยชน์ที่อยากได้กันเลยค่ะ แต่ที่สำคัญที่สุดก็คือมื้ออาหารที่เราจะนำเนื้อหมูไปประกอบ ควรที่จะมีสารอาหารครบทั้ง 5 หมู่ และหลากหลายไปทั้งแป้ง เนื้อสัตว์ ผัก ผลไม้ และไขมันดีในปริมาณที่เหมาะสม เพื่อสุขภาพดีที่ยั่งยืนสไตล์ Healthy Living

ดูข่าวต้นฉบับ