โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไลฟ์สไตล์

Boyhood - เมื่อภาพยนตร์เติบโตไปกับเรา - เพจ Kanin The Movie

TALK TODAY

เผยแพร่ 17 ก.ย 2562 เวลา 17.00 น. • Kanin The Movie

คนเขาชอบพูดกันว่า “จงคว้าช่วงเวลานั้นไว้” 

ไม่รู้สิ ฉันว่ามันตรงกันข้าม 

ช่วงเวลาต่างหากที่คว้าเราเอาไว้ 

ย้อนกลับไปปี 2001 , ริชาร์ด ลิงค์เลเตอร์ กำลังนั่งหาไอเดียเกี่ยวกับหนังใหม่ของเขาที่ว่าด้วยเรื่อง “ช่วงเวลาวัยเด็ก” ซึ่งเกิดมาจากการที่เขาเป็นพ่อคนและเริ่มเห็นลูกเติบโตจนอดสงสัยไม่ได้ว่าช่วงเวลาวัยเด็กของตัวเองเป็นยังไง? หรือกระทั่งช่วงเวลาวัยเด็กคืออะไร? ปัญหาของ ริชาร์ด สำหรับโปรเจ็กต์นี้คือเขาตัดสินใจไม่ได้ว่าตัวเองจะเลือกโมเมนต์ไหนมาเล่าดี ช่วงเวลาเด็กตรงไหนที่ควรแค่แก่การหยิบมาพูดถึง ผ่านเลยไปปัญหาดังกล่าวก็เรื้อรังจนทำเขาเกือบถอดใจจนกระทั่งวันหนึ่ง ไอเดียที่เขาต้องการมานับปีก็ผุดขึ้นมา โมเมนต์สำคัญที่กลายเป็นคอนเซ็ปต์ให้กับงานของเขา - “ก็ถ่ายหนังเรื่องนี้ทีละนิดไปทุก ๆ ปีสิ”

Boyhoodเป็นภาพยนตร์ดราม่าความยาว 165 นาที จาก ริชาร์ด ลิงค์เลเตอร์ บอกเล่าเรื่องราวของ เมสัน กับการเติบโตตลอดระยะเวลา 12 ปีเต็ม (จากประถมจนขึ้นมหาลัย) โดยความพิเศษของหนังที่เรียกร้องให้ผู้คนสนใจตั้งแต่แรกได้ยินคือคอนเซ็ปต์ “ถ่ายทำ 12 ปีจริง” ตามระยะเวลาการเติบโตของนักแสดง มันฟังดูเป็นไอเดียที่บ้า (และหาเรื่องเสี่ยง) แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าการได้เห็นตัวละครของ เอลลาร์ โคลเทรน, ลอเรไล ลิงค์เลเตอร์, แพทริเซีย อาร์เคตต์ และ อีธาน ฮอว์ค ค่อย ๆ เติบโตและเปลี่ยนแปลงตามระยะเวลาจริง (หาใช่การเมคอัพหรือหานักแสดงหน้าเหมือนที่โตหรือเด็กกว่ามาเล่น) นั้นเป็นประสบการณ์ที่น่าจดจำเสียเหลือเกิน และทำให้เรารู้สึกว่า ณ ขณะที่เรื่องราวของมันว่าด้วยการก้าวข้ามช่วงเวลาของหนุ่มน้อย วัย 6 ขวบถึง 18 ปี สถานะของหนังเองไม่ก็ต่างกันเสียเท่าไหร่ มันค่อย ๆ เติบโตทีละนิด กลายเป็นบันทึกความทรงจำขนาดใหญ่ ซึ่งไม่ใช่แค่เรื่องช่วงวัยเด็กเท่านั้น แต่ยังไปไกลถึงวัฒนธรรม สังคม การเมือง และความเป็นไปของโลกด้วย 

นี่ไม่ใช่ผลงานแรกของ ลิงค์เลเตอร์ ที่เล่นกับ “เวลา” เราเคยได้เห็นเขาทดลองกับภาพยนตร์อย่าง The Before Trilogy (1995-2013) มาแล้วที่ใช้ระยะห่างเวลาจริงสร้างพื้นที่และเรื่องราวให้กับความสัมพันธ์ของตัวละครชายหญิงสองคน จนกลายเป็นหนังรักที่ไม่เพียงแต่ตัวละครเท่านั้นที่เติบโตขึ้น คนดูเองก็เช่นกัน - ใน Boyhood เอง เวลาก็เป็นองค์ประกอบสำคัญเช่นกัน แม้ว่าภาพลักษณ์ภายนอกมันจะเหมือนกับหนัง Coming of Age ธรรมดา แต่ด้วยคอนเซ็ปต์ของการถ่ายตามระยะเวลาจริง 12 ปี มันจึงไม่ใช่หนังที่ถูกสร้างขึ้นมาด้วยวิธีปกติทั่วไปอย่างแน่นอน หากแต่มีวิธีคิด วิธีดีไซน์ในแบบเฉพาะของตัวเอง  

แม้ระยะเวลาจะกินยาวไปถึง 12 ปี (หรือ 4,000 วันโดยประมาณ) Boyhood กลับมีจำนวนวันถ่ายทำเพียง 45 วันเท่านั้น (เริ่มโปรดักชั่น พฤษภาคม 2002 สิ้นสุด สิงหาคม 2013) โดยในแต่ละปี ทีมงานและนักแสดงจะกลับมารวมตัวกัน 1-2 ครั้งเพื่อถ่ายทำกัน 3-4 วัน โดยมีระยะเวลา Pre-Production 2 เดือนและ Post-Production 1 เดือนโดยประมาณ ริชาร์ด เริ่มถ่ายโดยที่บทยังไม่เสร็จสมบูรณ์ แต่นั่นก็เป็นความต้องการของเขาที่เหลือพื้นที่ไว้ใส่รายละเอียดต่างๆที่เข้ามาในแต่ละปี โดยวางไว้แค่พล็อตสำคัญของแต่ละตัวละครในแต่ละช่วงเวลาและฉากจบของเรื่องเท่านั้น ที่เหลือจะเป็นการเติมแต่งโดย ริชาร์ด และนักแสดงคนอื่น ๆ ที่เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาบทด้วยกัน จากประสบการณ์ชีวิตในแต่ละปีที่แตกต่างกันออกไป (ทำให้หนังมี 12 สคริปต์ ตามระยะเวลา 12 ปี) ลองจินตนาการชีวิตของตัวเองดูว่า 12 ปีที่ผ่านมามีอะไรเกิดขึ้นบ้าง? สำหรับเรามันค่อนข้างเป็นสเกลที่ใหญ่มากๆ แต่อาจจะไม่เกินเลยไปหากคุณค่อยๆเก็บบันทึกทีละนิดในแต่ละปีเรื่อย ๆ

เราจึงได้เห็นว่าความพิเศษของ Boyhood ไม่ใช่แค่การที่มันเป็นหนังที่ถ่ายทำยาวนานหรือว่าใช้นักแสดงคนเดิมเล่นตั้งแต่เด็กยันโตเป็นวัยรุ่น (ซึ่งเป็นไอเดียที่อันตรายเสียเหลือเกิน หากมองว่าชีวิตคนเรานั้นไม่แน่ไม่นอน ซึ่งจริง ๆ ริชาร์ด ก็ไม่ได้มองข้ามจุดนี้ เขาทาบทามให้ อีธาน ฮอว์ค มากำกับต่อหากวันหนึ่งเขาตายไปแล้วเรียบร้อย) แต่มันยังทำหน้าที่เป็นจดหมายเหตุ บันทึกประวัติศาสตร์ ณ ช่วงเวลานั้นเอาไว้อย่างสมจริงอีกด้วย (หรืออย่างน้อย ๆ ก็รู้สึกว่าไร้การปรุงแต่งมาก ๆ)  

การทำหน้าที่เป็นบทบันทึกประวัติศาสตร์ทำให้ Boyhood ไปไกลกว่าแค่เรื่องของเด็กที่เติบโต แต่มันยังทำให้เรา (ผู้ชม) รู้สึกเติบโตตามการเปลี่ยนแปลงของโลกด้วย การที่หนังอุดมไปด้วยกิจกรรมชีวิตที่แตกต่างกันไปทำให้เราได้สังเกตการณ์ความเป็นไปในแต่ละปีที่ออกมาธรรมชาติมาก ริชาร์ด ลิงค์เลเตอร์ ให้สัมภาษณ์ว่าสาเหตุที่เขาเลือกจะไม่บอกปีหรือลำดับเวลาในหนังก็เพราะเขาไม่ต้องการทำให้มัน ‘ชัดเจน’ จนเกินไป การไหลไปของเวลาจากปีที่หนึ่งไปยังปีที่สอง สาม สี่ เราจะสังเกตได้จากการสำรวจสภาพแวดล้อม (นอกเหนือจากตัวละครที่มีความเปลี่ยนแปลงไปเรื่อย ๆ) คุณอาจจะรู้สึกได้จากดีเทลยิบ ๆ ย่อย ๆ ที่โผล่เข้ามา ทั้งเหตุการณ์ 9/11, งานเปิดตัวหนังสือ แฮร์รี่ พ็อตเตอร์, การหาเสียงเลือกตั้ง, เกมที่เล่น หรือกระทั่งเพลงที่ประกอบอยู่ในแต่ละช่วงปี (หนังไม่มีสกอร์ ใช้ผลงานเพลงจากหลากหลายศิลปิน) เพื่อทำให้คุณหยุดชะงักและตระหนักว่าช่วงเวลากำลังเดินทางไปข้างหน้า พบสิ่งใหม่ ๆ ที่แตกต่างออกไปจากชีวิตเมื่อปีที่ผ่านมา ซึ่งบางทีการเติบโตในชีวิตจริงเราก็อาจเป็นแบบนั้น เราอาจจะไม่รู้สึกได้ถึงการเติบโตของตัวเองจนกระทั่งได้มองย้อนกลับไปดูร่องรอยชีวิตที่ผ่านมา ซึ่ง Boyhood คือหนังที่พูดถึงเรื่องนั้น เพียงแต่เราอยู่ในสถานะผู้สังเกตการณ์ ราวกับเพื่อนบ้านที่ค่อย ๆ เห็นครอบครัวบ้านตรงข้ามเติบโตขึ้นทีละนิด ๆ จนต้องสังเกต 

ด้วยการจับจ้องชีวิตและบริบทสังคมต่าง ๆ ออกมาอย่างเป็นธรรมชาติสมจริง Boyhood จึงถูกมองว่าเป็นหนังที่มีความเป็นสารคดีสูง ด้วยการเล่าเรื่อง สถานการณ์ บทสนทนา การแสดง เพราะบางทีถ้าคุณไม่เคยรู้จัก อีธาน ฮอว์ค และ แพทริเซีย อาร์เคตต์ มาก่อน อาจมีสิทธิสับสนไม่แน่ใจได้เหมือนกัน ริชาร์ด เองเล่าว่าตนเคยเจอกับคนดูที่นิวยอร์กที่คิดว่า Boyhood คือสารคดี คิดว่าตัวละครทุกคนคือ Subject ที่เขาเลือกมาเล่าอย่างละเอียดอ่อน ซึ่ง ริชาร์ด เองไม่ได้มองว่ามันคือสารคดีเพียงแต่เป็นหนังที่ทำให้รู้สึกว่ามันจริงมาก ๆ เท่านั้น ซึ่งเส้นแบ่งระหว่างความจริงกับเรื่องแต่งคือหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญของภาพยนตร์ที่ถูก ริชาร์ด เบลอไว้เสมอ ตั้งแต่ตัวภาพยนตร์ยันเบื้องหลังการถ่ายทำ หากคุณรู้สึกว่าหนังมันจริงเสียยิ่งกว่าเรื่องจริงอาจจะเพราะเป็นการพัฒนาโปรเจ็กต์ที่มีเรื่องของความจริงเข้ามาข้องเกี่ยวเป็นสำคัญ อาทิ ตัวละครหลักหลายคนในหนังถูกหยิบยืมจากคนที่ตนรู้จักจริง ๆ (อีธาน ฮอว์ค ยืมพ่อตัวเองกับ ริชาร์ด มาสวมบทบาท ส่วน แพทริเซีย อาร์เคตต์ ก็มีแม่ของเธอซึ่งเส้นทางชีวิต ๆ เหมือนกับตัวละครของตน – กลับมาเรียนต่อจนสุดท้ายได้กลายเป็นนักบำบัดจิต) แต่ในขณะเดียวกัน Boyhood ก็ไม่ใช่หนังที่เจริญรอยตามชีวิตจริงของนักแสดง เพราะ ริชาร์ด เองก็มีเส้นเรื่องที่วางทุกอย่างไว้ตั้งแต่แรกแล้ว เฉกเช่น เมสัน ของ เอลลาร์ โคลเทรน ที่แม้การแสดงของเขาจะทำให้รู้สึกเหมือนว่าไม่ได้เล่น (หากแต่ใช้ชีวิตไปเรื่อย ๆ) แต่ชีวิตจริงของเขากับ เมสัน กลับเป็นไปคนละทิศทางอย่างชัดเจน ทั้งเรื่องของการมีพี่น้อง ประสบการณ์ต่าง ๆ ในชีวิต โดยเฉพาะการเรียน แม้ในหนังเราจะเห็น เมสัน ใช้ชีวิตอยู่ในโรงเรียนประถมถึงไฮสคูลอย่างเป็นธรรมชาติ แต่จริง ๆ แล้ว เอลลาร์ เรียนหนังสือที่บ้าน (Home School) 

ริชาร์ด ให้สัมภาษณ์ว่าเดิมทีเขาไม่ได้ต้องการให้ เมสัน กับ เอลลาร์ มีชีวิตที่คล้ายกัน (นั่นทำให้เขามองว่านี่ไม่ใช่สารคดี) เมสัน วัย 6 ขวบใน Boyhood มีความแตกต่างจากนักแสดงจริงมาก (เขาบอกว่า เอลลาร์ ตัวจริงเท่กว่าเยอะ ไม่มีทางเหมือนกับในหนังเลยสักนิด) กระนั้น นั่นเป็นเพียงช่วงเริ่มแรกของการถ่ายภาพ เมื่อเวลาผ่านไปความธรรมดาของชีวิต เมสัน กับ เอลลาร์ ก็ค่อยๆกลมกลืนมากขึ้น เป็นปกติมากขึ้น จนหลอมรวมเป็นคนเดียวกันในท้ายที่สุด ริชาร์ด เล่าถึงซีนสุดท้ายบนภูเขาที่ เมสัน กับสาวมหาลัย (ที่เขาปิ๊ง) นั่งคุยกัน แม้ในตอนเริ่ม เอลลาร์ จะไม่ใช่ เมสัน เลยสักนิด แต่ ณ โมเมนต์นั้น “เมสันคือเอลลาร์ เขาอยู่บนภูเขานั่นในตอนจบ” ริชาร์ดกล่าว 

สำหรับเรามันจึงไม่ใช่แค่หนัง Coming of Age ทั่ว ๆ ไป เพราะด้วยคอนเซ็ปต์และวิธีการสร้าง หนังจึงมีสถานะ “เติบโต” ไม่ต่างจากตัวละครในเรื่องเสียด้วยซ้ำ ระยะเวลา 12 ปีของ เมสันและครอบครัว ก็คือระยะเวลา 12 ปีของ ริชาร์ด นักแสดง และทีมงานทุกๆคนซึ่งมีเรื่องราวการเปลี่ยนผ่านไม่ต่างกับชีวิตของเด็กและผู้ใหญ่ในเรื่อง (ระยะเวลา 12 ปีดังกล่าว ชีวิตจริงของ อีธาน ฮอว์ค และ แพทริเซีย อาร์เคตต์ เองก็เจอปัญหาชีวิตคู่แทบไม่ต่างกัน) มันจึงเป็นเรื่องราวยิ่งใหญ่ที่มาจากทั้งภายในและภายนอกผลงาน เป็นวิธีการสร้างประสบการณ์ที่น่าสนใจ เป็นการทดลองกับคำว่าเติบโตในภาพยนตร์ที่ท้าทายและได้ผลลัพธ์ที่ไม่มีวันลืม (ซึ่งไม่ว่าคุณจะชอบหรือไม่ ก็ปฏิเสธไม่ได้จริง ๆ ว่าคอนเซ็ปต์บ้า ๆ (ที่สำเร็จ) ของหนังช่างใหญ่โตเหลือเกิน)

Boyhood ออกสู่สายตาคนดูมาแล้วเป็นเวลา 5 ปี ใช้เวลาถ่ายทำ 12 ปี ด้วยจำนวนทีมงานกว่า 450 ชีวิต (กระนั้น ส่วนมากเป็นทีมงานที่ผ่านมาและผ่านไปในแต่ละปี ทีมงานจริงๆที่อยู่ทำงานตั้งแต่ต้นจนจบมีเพียง 12 ชีวิตเท่านั้น) ด้วยทุนสร้าง 2.4 ล้านเหรียญ (โดย IFC เจ้าของหนังจะให้บัดเจ็ท 200,000 เหรียญทุก ๆ ปี ด้วยเงื่อนไขที่ไม่เข้าไปควบคุมงานสร้างใด ๆ ของ ริชาร์ด ไม่ดูแม้กระทั่งกระบวนการการทำภาพยนตร์เสียด้วยซ้ำ) แม้หนังจะคว้าออสการ์ไปได้เพียงสาขาเดียว (สมทบหญิงยอดเยี่ยม แพทริเซีย อาร์เคตต์) แต่ก็นับว่าเป็นหนึ่งในผลงานที่น่าจดจำที่สุดเรื่องหนึ่งในทศวรรษนี้  

หากประโยคตอนจบอันว่าด้วยเรื่อง “เวลาคว้าเราไว้” สรุปภาพรวมทั้งหมดของหนัง สำหรับเรา เบื้องหลังชีวิตและการถ่ายทำของทีมงานและนักแสดง ก็แทบจะมีความหมายไม่ต่างกัน Boyhood กลายเป็นภาพยนตร์ที่ทำหน้าที่มากกว่าภาพยนตร์ เพราะในขณะที่เรากำลังเห็น เมสัน เติบโตขึ้นทุกๆ 14 นาที (โดยประมาณ) เราก็พบว่าชีวิตจำนวนมากมายหลังกล้องเหล่านั้นเองก็เติบโตขึ้นเช่นเดียวกัน – ซึ่งสำหรับเรามันงดงามเท่า ๆ กัน 

อนึ่ง ล่าสุดปลายสิงหาคมที่ผ่านมา ริชาร์ด ลิงค์เลเตอร์ กำลังมีแผนจะทำหนังมิวสิคัลที่ดัดแปลงมาจากงานของ จอร์จ เอส. คอฟแมน เรื่อง Merrily We Roll Along บอกเล่าเรื่องราวชีวิตในวงการบรอดเวย์และฮอลลีวู้ดของชายหนุ่มผู้โด่งดังร่ำรวยที่ต้องมาแลกด้วยการเสียเพื่อน คนรัก และตัวตนของตัวเอง โดยความน่าสนใจนอกจากการลำดับเรื่องแบบย้อนหลัง คือเรื่องราวอันยาวนานนับ 20 ปีของตัวละครตั้งแต่เริ่มต้นสู่จุดจบ ซึ่งแน่นอนว่า ใช่แล้วครับ ริชาร์ด จะถ่ายทำเรื่องนี้ 20 ปีจริง ๆ 

.

ติดตามบทความของเพจ Kanin The Movie ได้บน LINE TODAY ทุกวันพุธ

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...