โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อะลาดิน (Aladdin) เป็นคนจีน? เด็กขี้เกียจ เกาะแม่กิน จนได้ร่วมเตียงเจ้าหญิงที่ไม่ใช่จัสมิน

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 27 ก.ค. 2566 เวลา 15.58 น. • เผยแพร่ 02 เม.ย. 2565 เวลา 08.55 น.
โปสเตอร์ภาพยนตร์ Aladdin - อะลาดิน ปี 2019

เมื่อมีคนกล่าวถึง “เจ้าหญิงดิสนีย์” หนึ่งในเจ้าหญิงที่ผู้คนจดจำได้มากคนหนึ่งคือ “เจ้าหญิงจัสมิน” จากเรื่อง “Aladdin” เจ้าหญิงสไตล์ “แขก” รูปร่างหน้าตาคล้ายชาวตะวันออกกลาง เล่าเรื่องที่มีฉากหลังในดินแดนทะเลทรายและเมืองอาหรับที่มั่งคั่งรุ่งเรือง แต่แท้จริงแล้ว เรื่องราวตาม “ต้นฉบับ” นั้นเหตุการณ์ในเรื่องเกิดขึ้นที่ประเทศจีน

ที่มาของอะลาดิน

เรื่องราวของอะลาดินถูกเล่าว่ามีฉากหลังเกิดขึ้นในประเทศจีน (คาดว่าน่าจะเป็นจีนด้านตะวันตก) และแอฟริกา (คาดว่าน่าจะเป็นแอฟริกาเหนือ) เป็นเรื่องของอะลาดิน หนุ่มที่อาศัยอยู่ใน “เมืองหลวงแห่งหนึ่งในอาณาจักรที่กว้างใหญ่และมั่งคั่งของจีน” กับเจ้าหญิงที่มีชื่อว่า“Badroulbadour” ในภาษาอาหรับหมายถึง พระจันทร์เต็มดวงของพระจันทร์เต็มดวง (ไม่ได้มีชื่อว่า Jasmine ตามฉบับดิสนีย์ ) ผู้เชี่ยวชาญด้านวรรณกรรมก็มองว่า สุลต่านในเรื่องก็สื่อสารหมายถึง “ชาวจีน” นอกจากนี้ในเรื่องราวก็ไม่มีลิงและไม่มีพรมวิเศษแต่อย่างใด

เป็นเรื่องเข้าใจผิดกันอยู่มากว่า อะลาดินเป็นหนึ่งในเรื่องเล่าใน “Arabian Nights” หรือที่รู้จักกันดีว่า อาหรับราตรี ซึ่งเป็นบันทึกรวมเรื่องเล่าและตำนานของชาวอาหรับ แต่เรื่องอะลาดินนี้ถูกบันทึกเป็นครั้งแรกโดย Antoine Galland ในช่วงศตวรรษที่ 18 เรื่องถูกบันทึกลงในหนังสือ “The One Thousand and One Nights” ฉบับยุโรปอันเป็นหนังสือเล่าเรื่องนิทานปรัมปราของตะวันออกกลาง หนังสือเป็นที่รู้จักกันในชื่อ “Arabian Nights”

Antoine Galland อ้างว่าเขาได้ฟังเรื่องเล่าจากนักเดินทางชาวซีเรียนที่พบกันในกรุงปารีสนามว่า Hanna Diyab ขณะที่ Antoine Galland นำเรื่องเล่านี้เพิ่มเติมเข้าไปในหนังสืออาหรับราตรีฉบับที่เขาจัดทำขึ้น นั่นจึงทำให้อะลาดินกลายเป็นที่รู้จัก ก่อนหน้านี้ คนส่วนใหญ่เชื่อกันว่าเป็นแค่ข้อกล่าวอ้างของ Antoine Galland จนกระทั่งบันทึกของ Diyab ถูกค้นพบในห้องสมุดวาติกันเมื่อไม่นานมานี้ ซึ่งถือเป็นการยืนยันเหตุผลที่ Galland กล่าวอ้าง

อย่างไรก็ตาม ยังมีข้อถกเถียงที่ไม่สามารถหาข้อสรุปได้อีกหนึ่งข้อ นั่นคือ โครงเรื่องอันเป็นที่กล่าวขานกันต่อมานั้น มาจากการบอกเล่าของ Diyad มากน้อยแค่ไหน หรือเรื่องนี้ถูกตีความต่อโดย Galland ด้วยหรือไม่

แม้จะมีข้อบ่งชี้ว่าเรื่องราวของอะลาดิน เกิดขึ้นในจีน นักวิเคราะห์วรรณกรรมบางรายเชื่อว่า อลาดิน เป็นชาวจีน บางรายเชื่อว่าข้อมูลเรื่องเชื้อชาติของ “อะลาดิน” ไม่เคยถูกเอ่ยถึงอย่างชัดเจนแบบเห็นพ้องตรงกันทุกฝ่ายมาก่อน แต่ที่แน่ชัดคือไม่ได้เป็นเด็กเชื้อสายอาหรับซึ่งไปที่จีน

ขณะที่ชื่อของเจ้าหญิง หรือตำแหน่งที่เอ่ยถึงในเรื่องซึ่งใช้ว่า “สุลต่าน” ไปจนถึงธรรมเนียมแบบอิสลามนั้นก็ยังดูเหมือนเป็นเจตนาใส่กลิ่นอายแบบตะวันออกกลางไปมากกว่า Wen-chin Ouyang ศาสตราจารย์จากวิทยาลัยบูรพคดีศึกษาและการศึกษาแอฟริกา มหาวิทยาลัยลอนดอน ให้สัมภาษณ์กับคอลัมนิสต์ใน South China Morning Post ว่า บริบทของเรื่องเล่านี้ให้บรรยากาศแบบอิสลามมากกว่า และไม่คิดว่าผู้อ่านจะตีความหรือทำความเข้าใจเรื่องราวและองค์ประกอบเชิงวัฒนธรรมภายในเรื่อง อาทิ ความรับผิดชอบ และพันธสัญญากับคนรักแตกต่างออกไปหากเรื่องราวไปบอกเล่าในภูมิประเทศอื่น การใส่รายละเอียดให้เรื่องเกิดขึ้นในจีนเป็นกลยุทธ์ในการเล่าเท่านั้น

ต้นฉบับของอะลาดิน

สำหรับเรื่องราวอะลาดิน ในต้นฉบับ เขาเป็นคนว่างงาน ไม่ยอมทำการทำงานเพราะขี้เกียจ พ่อของเขามีชื่อว่ามุสตาฟา (Mustapha) เมื่อพ่อตาย เขายังคงไม่ทำงาน ทิ้งให้แม่ทำงานเพียงคนเดียว และออกจากบ้านไปผจญภัยเที่ยวเล่นตามใจทุกวัน จนวันหนึ่งได้พบกับ “ผู้วิเศษชาวแอฟริกัน” ที่อ้างตัวว่าเป็นน้องชาย (หรือพี่ชาย) ที่หายสาบสูญของมุสตาฟา

เวลาผ่านไป ผู้วิเศษชาวแอฟริกันคนนั้นพาอะลาดินเข้าไปในถ้ำ เขามอบแหวนวงหนึ่งให้ไว้เพื่อเป็นสิ่งป้องกันตัวในถ้ำแล้วมอบหมายให้อะลาดินตามหาตะเกียงวิเศษให้เขา เมื่ออะลาดินตามหาตะเกียงพบและกำลังจะมอบให้ผู้วิเศษชาวแอฟริกัน ทว่าเกิดความขัดแย้งระหว่างทั้งสองจนอะลาดินถูกขังติดอยู่ในถ้ำ ส่วนผู้วิเศษชาวแอฟริกันก็เดินทางกลับแอฟริกา

หลายวันผ่านไป อะลาดินรู้สึกหมดหวังจึงสวดอ้อนวอนต่ออัลเลาะห์ ขณะที่เขากำลังสวดนั้นแหวนถูกกระแทกจนทำให้ “จินนี่” โผล่ออกมา เมื่อนั้นอะลาดินจึงสั่งให้จินนี่พาเขาออกจากถ้ำได้สำเร็จ เมื่อกลับมาถึงบ้านก็พบว่าแม่ของเขาป่วยหนัก ไม่มีเงินสำหรับซื้ออาหาร ทั้งสองจึงตัดสินใจที่จะขายตะเกียงเพื่อนำเงินมาใช้จ่าย

วันต่อมาแม่ของอะลาดินทำความสะอาดตะเกียง และเมื่อนั้นจินนี่อีกตนหนึ่งที่อยู่ในตะเกียงก็โผล่ออกมา แต่จินนี่ออกมาหลอกหลอนแม่ของอะลาดินจนทำให้เธอหวาดกลัว อะลาดินมาพบจึงต้องรีบนำตะเกียงกลับเข้าไปในห้องและสั่งให้จินนี่บันดาลอาหารมาให้เขา แต่เมื่ออาหารหมด อะลาดินจึงตัดสินใจนำจานใส่อาหารไปขาย และเป็นเวลาเดียวกับที่เขาได้ข่าวว่า เจ้าหญิงกำลังจะไปอาบน้ำในโรงอาบน้ำ

อะลาดินจึงแอบเข้าไปในโรงอาบน้ำ เมื่อได้เห็นหน้าเจ้าหญิงก็ตกหลุมรักอย่างคลั่งไคล้ เขาพยายามสู่ขอเจ้าหญิงจากสุลต่านแต่ไม่ประสบผลสำเร็จ เพราะเจ้าหญิงกำลังจะแต่งงานกับชายสูงศักดิ์คนหนึ่งผู้เป็นบุตรชายของราชมนตรี อะลาดินเคืองแค้นมากจึงสั่งให้จินนี่ใช้อำนาจวิเศษให้เขาเข้าไปนอนกับเจ้าหญิงทุกคืน แล้วสลับตัวสามีของเจ้าหญิงไปขังไว้

ผ่านไปคืนแล้วคืนเล่า จนกระทั่งเจ้าหญิงขอร้องให้สุลต่านทำให้การแต่งงานเป็นโมฆะ สุดท้ายเธอจึงได้แต่งงานอยู่กินกับอะลาดินในพระราชวังที่สร้างขึ้นใหม่สำหรับทั้งสอง

หลายปีผ่านไป ผู้วิเศษชาวแอฟริกันกลับมาที่เมืองและได้ข่าวว่าอะลาดินได้ดิบได้ดี เขาจึงวางอุบายหลอกล่อให้เจ้าหญิงขายตะเกียงวิเศษให้เขาจนสำเร็จ เมื่อนั้นเขาจึงสั่งให้จินนี่ย้ายพระราชวังและเจ้าหญิงไปอยู่กับเขาที่แอฟริกา เวทมนต์ของจินนี่ (แหวน) ไม่สามารถทำลายเวทย์มนต์ของจินนี่ (ตะเกียง) ได้ อะลาดินจึงให้จินนี่ (แหวน) พาเขาไปช่วยเหลือเจ้าหญิง ทั้งสองสังหารผู้วิเศษชาวแอฟริกันได้สำเร็จ พร้อมกับย้ายพระราชวังและกลับมาอาศัยที่จีนตามเดิม

เรื่องเหมือนจะจบลงอย่างสวยงาม แต่ยังมีเรื่องของน้องชาย (หรือพี่ชาย) ของผู้วิเศษชาวแอฟริกันที่ตามมาล้างแค้น เกิดเรื่องวุ่นวายขึ้นแต่สุดท้ายอะลาดินก็สามารถจัดการปัญหาทุกอย่างได้ลงด้วยดี อะลาดินได้กลายเป็นสุลต่านได้รับทรัพย์สมบัติทั้งหมดจากพ่อตา

อะลาดินในเวอร์ชันที่เราคุ้นเคยถูกปรับเปลี่ยนให้เป็นไปตามความต้องการของผู้เขียนบท โดยเฉพาะภาพยนตร์เรื่อง The Thief of Bagdad (1924) และ ภาพยนตร์แอนิเมชันของดิสนีย์เรื่อง Aladdin (1992) ซึ่งทำให้ภาพจำของอะลาดินเปลี่ยนไปจากต้นฉบับอย่างมาก

แอนิเมชันของดิสนีย์ ก็ไม่ได้อ้างอิงกับเวอร์ชันของ Galland แต่ได้รับแรงบันดาลใจจากภาพยนตร์ The Thief of Bagdad ฉบับรีเมคปี 1940 และเล่าเรื่องในฉากหลังของเมือง Agrabah แห่ง Arabia แทนที่แบกแดด (ผู้ศึกษาประวัติศาสตร์ตะวันออกกลางจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดเชื่อว่า ช่วงนั้นสหรัฐฯ ทิ้งระเบิดแบกแดดในสงครามอ่าวครั้งแรก ดิสนีย์จึงต้องเปลี่ยนบริบทเพื่อเลี่ยงความกระอักกระอ่วน)

เช่นเดียวกับ Aladdin เวอร์ชันปี 2019 ก็คงถูกปรับเปลี่ยนไปเช่นกัน

แต่ไม่ว่าจะเวอร์ชันไหน สุดท้ายแล้วเรื่องนี้ก็จบอย่าง “Happy Ending”

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

อ้างอิง:

Is Aladdin really Chinese? How Hollywood invented the tale’s Middle Eastern identity. (2019). Access 22 May 2019, from https://www.scmp.com/culture/books/article/2182653/aladdin-really-chinese-how-hollywood-invented-tales-middle-eastern

Surprising Facts about Aladdin and the Arabian Nights. (2013). Access 22 May 2019, from https://interestingliterature.com/2013/01/30/surprising-facts-about-aladdin/

The Real Story of Aladdin. (2017). Access 22 May 2019, from https://www.chrisdantes.com/the-real-story-of-aladdin/

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 22 พฤษภาคม 2562

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...