โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เมื่อการคลอดลูกเกือบพรากชีวิตเธอไป...คุยกับ 'แหม่ม จีราพร' คุณแม่สายสตรองที่เสียสละทุกอย่างได้เพื่อลูก

INTERVIEW TODAY เผยแพร่ 25 ส.ค. เวลา 17.01 น. • @mint.nisara

ไฮไลต์

  • แหม่มให้กำเนิดลูกคนที่ 2 แต่ด้วยภาวะรกเกาะต่ำ ทำให้เธอเสียเลือดจำนวนมากจนหมดสติ ช็อก และเข้าขั้นโคม่า
  • เหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นในเวลาอันรวดเร็ว มีช่วงเวลาที่เธอเกือบเฉียดตายแต่กลับมาได้ด้วยการช่วยเหลือของทีมแพทย์-พยาบาลและเหตุปาฏิหาริย์
  • หลังจากการรักษาตัวในโรงพยาบาล 1 เดือนเต็ม ๆ และการเข้า ๆ ออก ๆ โรงพยาบาลตลอด 6 ปีที่ผ่านมา เธอก็ยังคงไม่หมดหวังหรือรู้สึกท้อแท้กับอาการเจ็บป่วย เพราะความหมายของการมีชีวิตในทุก ๆ วันของแหม่มคือการอยู่เพื่อลูก

ความรักของแม่มีพลังวิเศษที่น่ามหัศจรรย์ พลังที่ทำให้ผู้หญิงคนหนึ่งสามารถลุกขึ้นเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่างเพื่อคน ๆ นึงได้ และไม่ว่าจะเจออุปสรรคที่หนักหนาแค่ไหน 'ความเป็นแม่' จะผลักดันให้เธอก้าวข้ามมันได้อย่างสำเร็จ…เพื่อลูก

เรื่องราวของ 'แหม่ม จีราพร ไกรวงค์' คือสิ่งที่ยืนยันพลังรักของแม่ เมื่อ 6 ปีที่แล้ว เธอเป็นเจ้าหน้าที่บัญชี อยู่ที่บริษัท เอ็น.ซี.อาร์. รับเบอร์อินดัสตรี้ จำกัด และประสบกับภาวะรกเกาะต่ำในช่วงตั้งครรภ์ลูกคนที่ 2 และอาการก็ทรุดตัวลงเร็วมากจนเธอเกือบเอาชีวิตไม่รอด แต่ด้วยปาฏิหาริย์และสายใยระหว่างแม่-ลูก เธอจึงได้ลมหายใจกลับคืนมาอย่างเหลือเชื่อ และนี่คือเรื่องราวที่น่าประทับใจของเธอ…

"ตอนนั้นแหม่มตั้งท้องน้องนีร ลูกคนที่ 2 ค่ะ ซึ่งทุกอย่างก็ปกติดีจนเข้าเดือนที่ 7 คุณหมอบอกกับเราว่า เรามีภาวะรกเกาะต่ำนะ คือรกเกาะอยู่ที่ผนังมดลูกส่วนล่าง แล้วมันไปขวางปากมดลูกทำให้มีเลือดออกทางช่องคลอด ซึ่งที่เราทราบอีกอย่างจากที่คุณหมอแจ้งเบื้องต้นก็คือ ถ้ารกยังเกาะต่ำ ตอนคลอดน้องโดยการผ่า เราจะต้องถูกตัดมดลูกออกและอาจจะตามด้วยการตัดรังไข่ไปด้วยถ้ารกยังเกาะอยู่บริเวณนั้น ซึ่งในตอนนั้นเราก็ไม่ได้คิดถึงอะไรเลย ในหัวคิดถึงแต่ลูก อยากให้ลูกปลอดภัยก็พอ ตัวเราเองจะยังไงก็ได้

อาการทุกอย่างก็ยังไม่ได้มีอะไรน่าเป็นห่วงจนกระทั่งเข้าเดือนที่ 9 ครบกำหนดคลอดแล้วแต่ว่ามดลูกของเราก็ยังมีปัญหา เป็นช่วงเดือนที่รู้สึกว่าหนักท้องมาก ปวดหน่วง ๆ ตลอดเวลา พอใกล้กำหนดคลอดเราก็ไปพบคุณหมอ เพื่อนัดวันผ่า ซึ่งจริง ๆ แล้วคุณหมอนัดผ่าคลอด วันที่ 8 เม.ย. 58 แต่ 3 วันก่อนหน้านัดหมายก็เกิดเหตุฉุกเฉินขึ้น

ช่วงเย็น ๆ ของวันนั้น เราก็นั่งเล่นอยู่กับลูกชายคนโต ตอนนั้นเขาอายุได้ประมาณ 9 ขวบ เราก็คุยนู่นคุยนี่กันไปเรื่อย ๆ แต่อยู่ ๆ เราก็รู้สึกว่ามีเลือดออกจากช่องคลอดอีกครั้ง ตอนนั้นใจเริ่มไม่ดีละ เราเลยบอกให้ลูกชายรีบไปหาพ่อของเขาซึ่งกำลังทำงานอยู่หน้าหมู่บ้าน และหลังจากนั้นทุกอย่างก็มืดสนิท เราไม่รู้สึกตัวอะไรอีกเลยจนตอนที่แฟนอุ้มขึ้นรถ รีบพาเราไปโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุด เราก็สะลึมสะลือ ตอนนั้นไม่ค่อยรู้เรื่องอะไรแล้ว ช่วงอยู่ในรถ ทั้งแฟนและลูกก็พยายามเรียกเราตลอดเพื่อไม่ให้หลับไป

อาการคือเราตกเลือดจนสลบ ซึ่งเลือดที่ไหลออกมาจากช่องคลอดนั้นเยอะมาก ไหลขนาดที่ว่านองเต็มพื้นบ้านเลย พอไปถึงโรงพยาบาล ก็ขอให้เขาช่วยปฐมพยาบาลเบื้องต้นก่อนแล้วให้ออกซิเจน หลังจากนั้นคุณหมอก็ตัดสินใจให้รีบส่งตัวเราไปที่โรงพยาบาลสิริกิตต์ซึ่งเป็นที่ ๆ เราฝากท้องเอาไว้

พอไปถึง หมอก็ให้นอนรอดูอาการก่อนที่จะถึงเวลาผ่าคลอด และเมื่อเราถูกเข็นเข้าห้องผ่าตัดแล้ว ช่วงเวลาหลังจากนั้นเราก็ไม่รู้สึกตัวอีกเลย…”

เรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมด ‘พี่แหม่ม’ ได้รับรู้จากการบอกเล่าของสามีในภายหลัง เธออยู่ในห้องผ่าคลอดเป็นเวลามากกว่า 8 ชั่วโมงกับการทำงานของทีมหมอที่พยายามสุดเรี่ยวแรงเพื่อรั้งชีวิตของเธอเอาไว้

“แฟนเล่าให้ฟังว่าเราเข้าห้องผ่าคลอดตั้งแต่ 3 ทุ่มของวันนั้นและอยู่จนถึง ตี 5 ของอีกวัน ทั้งทีมแพทย์และพยาบาล ต่างวิ่งเข้าออกกันเพื่อช่วยชีวิตเราอย่างเต็มที่ เพราะตอนคลอดนั้น อาการของเราเข้าขั้นโคม่า เลือดออกไม่หยุด ความดันต่ำ และมีช่วงนึงที่วิกฤตมาก ๆ เพราะเลือดไปเลี้ยงสมองไม่พอและขาดเลือดขั้นหนัก จนทำให้อาการทั้งหมดทรุดลงไปเรื่อย ๆ

พอผ่าน้องออกมาได้อย่างปลอดภัย คุณหมอก็ได้เรียกแฟนเราและพี่ชายเข้าไปคุยว่าอาการของคนไข้เข้าขั้นโคม่านะ แต่คุณหมอก็ช่วยอย่างเต็มที่แล้ว อยากให้ทุกคนเผื่อใจเอาไว้ ซึ่งทุกคนในตอนนั้นช็อกมาก ๆ เพราะไม่คิดว่าเรื่องจะมาไกลถึงขนาดนี้จากแค่ปัญหารกเกาะต่ำ พอคุยกับคุณหมอเสร็จ แฟนเราเลยขออนุญาตให้พาน้องที่อยู่ในห้องเด็กแรกเกิด ขอให้น้องและแม่ได้เจอกันได้ไหม แฟนบอกว่าอย่างน้อย ๆ แม่ก็ตั้งท้องเขามาตั้ง 9 เดือน ยังไม่ทันได้เห็นหน้าลูกเลย ไหน ๆ แล้วก็ขอให้แม่เขาได้สัมผัส ได้กอดน้องสักหน่อยก็ยังดี

ความจริงแล้วกฎของโรงพยาบาลส่วนใหญ่จะไม่อนุญาตให้พาเด็กอ่อนเข้ามาในห้อง ICU เพราะเสี่ยงกับตัวเด็ก แต่ในกรณีนี้ คุณหมอคงเห็นว่าอาจจะเป็นครั้งสุดท้ายที่แม่คนนี้จะได้เจอกับลูกก็ได้เลยให้อนุญาต ซึ่งตอนนั้นเราไม่รู้สึกตัวเลยนะ นอนให้เลือด ให้น้ำเกลือ มีท่อหายใจ สายยางเจาะที่หน้าท้องเต็มไปหมด แฟนก็อุ้มน้องเข้ามาในห้อง แล้วก็เอาน้องมาแนบอกเรา น่าจะด้วยความหิวด้วยมั้ง น้องเขาก็เอาหัวซุกเข้าหาเรา ซึ่งมันมหัศจรรย์มาก ๆ ตรงที่พอได้สัมผัสกับลูกเราก็เริ่มรู้สึกตัวขึ้นมาทันที คุณหมอบอกว่าจากที่เส้นกราฟหัวใจเกือบจะนิ่งแล้ว ชีพจรเราก็เต้น ความดันกลับมาเป็นปกติ มันเหมือนกับในละครเลย 

พอได้สติแบบลาง ๆ เริ่มรู้สึกตัว เราก็หอมลูก จดจำเขา ถึงแม้ว่าภาพที่เห็นจะเลือนรางมาก ๆ แต่น้ำตาเรามันก็ไหลออกมาเองเลย”

พี่แหม่มพ้นขั้นโคม่าเพราะสัมผัสจากลูกน้อยของเธอและแน่นอนว่ากำลังใจที่เธอได้รับจากทั้งสามี ญาติ ๆ รวมไปถึงเพื่อนและผู้บริหารจากที่ทำงานที่คอยแวะเวียนกันมาเยี่ยม ทุกคนช่วยผลักดันให้สัญญาชีพจรกลับมาเต้นปกติอีกครั้ง และอาการของเธอดีขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่ง..

“พอเริ่มรู้สึกตัว แฟนก็เข้ามาถามว่าเจ็บตรงไหนบ้าง ซึ่งตอนนั้นเราไม่ได้รู้หรอกว่าเจ็บตรงไหนเป็นพิเศษ เพราะมันระบมไปหมดทั้งตัว แต่ที่รู้สึกมากว่าเจ็บก็คือตรงท้อง เราก็ชี้ให้แฟนดู บอกว่าเจ็บตรงนี้ แฟนเลยไปคุยกับคุณหมอ

ขอให้คุณหมอช่วยตรวจดูให้หน่อย ซึ่งปรากฏว่าตรงที่เรารู้สึกเจ็บนั้นมีก้อนเลือดที่ตกค้างอยู่ระบายไม่หมด แล้วกลายเป็นก้อนไปกดทับลำไส้จนสีเริ่มคล้ำ คุณหมอเลยเข็นเราเข้าห้องผ่าตัดด่วนอีกครั้งเพราะไม่สามารถปล่อยเอาไว้ได้ ถ้าช้ากว่านี้อีกนิดเท่านั้น จะเป็นอันตรายถึงชีวิต

เรารักษาตัวอยู่ในห้อง ICU อีก 7 วันครั้งนี้คุณหมอใส่ท่อหายใจให้ และที่หน้าท้องของเราถูกเจาะ 4 รู เพื่อถ่ายเลือด และสวนน้ำเกลือกลับเข้าไปเพื่อล้างเลือด สภาพในตอนนั้นคือเราขาดเลือดมากจนทำให้เลือดในคลังของทางโรงพยาบาลไม่พอ ต้องไปยืมเลือดจากโรงพยาบาลที่อยู่ใกล้ ๆ กันและประกาศขอรับบริจาคเลือดอีกครั้ง

รวม ๆ แล้วการรักษาใช้เลือดไปทั้งหมด 298 ถุง กับเกร็ดเลือดอีก 178 ถุง ซึ่งที่ต่อชีวิตเราได้ ก็เพราะเพื่อน ๆ พี่ ๆ น้อง ๆ จากที่ทำงานนี่ล่ะค่ะที่น่ารักมาก ๆ พอทุกคนรู้ข่าวก็เข้ามาบริจาคเลือดกัน มาให้กำลังใจกัน ส่วนที่โรงพยาบาลสิริกิตต์เองก็มีทหารที่มาบริจาคเลือดให้เพิ่มด้วย เป็นหนึ่งอย่างที่ทำให้เราประทับใจและรู้สึกขอบคุณทุกคนจนถึงทุกวันนี้เลยค่ะ”

ร่างกายเล่นงานเธออีกครั้งหลังจากที่พักฟื้นในห้องปกติได้แค่ 1 วัน พี่แหม่มเล่าให้เราฟังว่าครั้งนี้สมองคือส่วนที่ได้รับผลกระทบ และจากอาการที่ทรุดตัวลงทำให้ความจำบางส่วนของเธอหายไป!

“ออกมาอยู่ที่ห้องรวมได้ประมาณ 1 วัน เราก็เริ่มมีอาการผิดปกติอีกรอบ คราวนี้มองไม่เห็น รู้สึกว่าตาพร่ามัวเห็นอะไรเป็นเบลอ ๆ หลังจากนั้นเราก็สลบไปไม่รู้สึกตัวอีกครั้งและถูกส่งเข้าห้อง ICU ทันที ครั้งนี้ความดันมันขึ้นสูง ทำให้เรามองไม่เห็น และเกิดอาการชัก หลังจากที่เรารู้สึกตัวอีกรอบ เรากลับจำใครไม่ได้เลย ไม่รู้ว่าตัวเองเป็นอะไร มาทำอะไรที่นี่ จำแฟนไม่ได้ จำพี่ชายพี่สะใภ้ไม่ได้เลย แค่รู้สึกคุ้น ๆ หน้าพวกเขา ขนาดลูกชายตัวเองก็จำไม่ได้ เขาก็เสียใจ ร้องไห้หนักมาก คุณหมอบอกว่าที่ความจำหายไปเป็นผลจากอาการชักที่ทำให้เลือดหยุดไปเลี้ยงสมองระยะนึง ซึ่งโชคดีว่าสมองฟื้นตัวได้หลังจากนั้น ทั้งเรื่องความจำกับสายตาก็กลับมาเป็นเหมือนปกติ

เราใช้เวลาพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลรวมกันได้ประมาณ 1 เดือน เข้า ๆ ออก ๆ ICU กับห้องผ่าตัดหลังจากนั้นอีกประมาณ 1-2 ครั้ง ส่วนใหญ่จะเป็นปัญหาเกี่ยวกับเลือดที่ไหลออกมาจากช่องคลอดไม่หยุด พออาการที่เคยเข้าขั้นวิกฤตเริ่มดีขึ้นและทุกอย่างเริ่มคงที่ คุณหมอก็เลยกลับมาให้พักรักษาตัวที่บ้าน แต่ก็ยังคงมีอาการข้างเคียงที่ติดตัวเรามา เนื่องจากช่วงที่เป็นภาวะรกเกาะต่ำ มันไปอยู่แถว ๆ กระเพาะปัสสาวะ ทำให้เกิดแผลในหลายจุด เราเลยต้องใส่สายปัสสาวะอยู่อีกประมาณ 3 เดือน"

“หนึ่งในสิ่งที่มหัศจรรย์มาก ๆ ก็คือตอนที่เราได้สัมผัสลูกครั้งแรก จากตอนนั้นที่ทุกคนที่อยู่กับเราหมดหวังแล้ว เตรียมใจเอาไว้แล้วว่าเราไม่รอดแน่ ๆ แต่พอได้อยู่กับลูก สัญญาณชีพจรมันก็เริ่มดีขึ้น ๆ เหมือนร่างกายบอกเราว่าจะต้องสู้นะ มีชีวิตอยู่ต่อเพื่อลูกนะ เวลาที่เราพูดถึงเรื่องนี้ก็ยังร้องไห้ทุกครั้งเลยค่ะ”

นอกจากลูกสาว ลูกชาย และสามีที่เป็นกำลังกายกำลังใจดวงสำคัญทั้งสามดวงของแหม่มแล้ว ทั้งทีมแพทย์ พยาบาล และเพื่อนร่วมงานไปจนถึงผู้บริหารของบริษัทที่เธอทำงานอยู่ก็เข้ามาช่วยเติมกำลังใจและเป็นแรงผลักดันให้เธอหายป่วยได้เร็วขึ้น

“ทีมหมอและพยาบาลก็น่ารักมาก ๆ กับเราตลอดทาง เต็มที่กับการรักษาและระหว่างที่เราพักฟื้น พี่ ๆ น้อง ๆ พยาบาลก็ไปช่วยบนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ขอให้เราปลอดภัย พอเราฟื้นขึ้นมาทุกคนก็ดีใจ เข้ามาหากันใหญ่ ที่โชคดีอีกอย่างก็คือเพื่อนร่วมงาน พี่ ๆ น้อง ๆ ที่บริษัทน่ารักมาก ๆ มาเยี่ยมกัน มาให้กำลังใจ ผู้บริหารก็ดีกับเรา ช่วยทั้งเรื่องเงิน ทั้งให้กำลังใจ พอเรากลับมาพักที่บ้านแล้ว ท่านประธานมาเยี่ยมเราเองถึงที่เลย ซึ่งเป็นความประทับใจ เพราะเราก็เป็นแค่พนักงานธรรมดา ๆ คนหนึ่งเอง ท่านก็เอาใจใส่ ผู้บริหารก็คอยช่วยเหลืออยู่ตลอด ฝากของมาให้ ช่วยติดต่อคุณหมอ คอยหาข้อมูลเรื่องการรักษาปัญหากระเพาะปัสสาวะต่อให้”

จนถึงทุกวันนี้ แหม่มก็ยังคงใช้ชีวิตกับผลข้างเคียงจากการคลอด คุณหมอพบว่ามีพังผืดเกาะในกระเพาะปัสสาวะซึ่งมีผลกับการหด-ขยายตัวและทำให้เธอไม่สามารถควบคุมการปัสสาวะได้ ถึงเธอจะได้รับการผ่าตัดแล้ว แต่อาการนี้จะไม่มีวันที่รักษาได้หายขาด เราถามแหม่มว่าเธอเคยรู้สึกท้อใจกับการเจ็บป่วยไหม แหม่มตอบอย่างไม่ลังเลเลยว่าไม่เคย กำลังใจที่จะมีชีวิตอยู่ต่อและมีชีวิตที่แข็งแรงก็เพื่อลูก

“เรารู้สึกโชคดีนะว่าอย่างน้อยเราเป็นแค่นี้นะ และที่สำคัญคือมันเป็นที่เรา มันไม่ได้กระทบลูกเลย เราโอเคมาก และที่ผ่านมามันก็ทำให้เรามองลูกเป็นหลัก จากที่เราเคยใช้ชีวิตไปวัน ๆ เจ็บป่วยก็ไม่เป็นไร แต่พอมีลูกแล้วมันเปลี่ยนทุกอย่างเลย เรามีจุดมุ่งหมายมากขึ้นแล้วว่าต้องทำงานหนักเพื่อใคร ต้องรักษาตัวให้ดีเพื่อใคร ถ้าเจ็บไข้ได้ป่วยจะต้องรีบหาย ต้องมีชีวิตอยู่เพื่อเขา เขาจะพูดเสมอตามประสาเด็กว่าเขาไม่อยากให้แม่ตาย ไม่อยากให้แม่ไปไหนนะ ซึ่งฟังแล้วมันก็จี๊ดนะ เราเลยต้องพยายามเซฟตัวเอง ป่วยก็ต้องรักษาตัวให้หาย จะได้อยู่เป็นกำลังใจให้เขาไปนาน ๆ ค่ะ"