TPIPP ลั่นปี 63 ปั๊มรายได้ 13,000 ล้านบาท บุ๊คโรงไฟฟ้า 150 MW เต็มปี

Wealthy Thai อัพเดต 17 ธ.ค. 2562 เวลา 07.46 น. • เผยแพร่ 17 ธ.ค. 2562 เวลา 07.46 น. • wealthythai
TPIPP ลั่นปี 63 ปั๊มรายได้ 13,000 ล้านบาท บุ๊คโรงไฟฟ้า 150 MW เต็มปี

Hightlight

  • มั่นใจปี 62 รายได้พุ่ง 10,000 ล้านบาท
  • การันตีปันผลไม่น้อยกว่าปีก่อน
  • ลุยเพิ่มอัตราใช้กำลังการผลิตพุ่ง 95-100%
  • ลุ้นกลางปี 63 คว้า PPA ใหม่

นายภัคพล เลี่ยวไพรัตน์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายบัญชีและการเงิน บริษัท ทีพีไอ โพลีน เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ TPIPP เปิดเผยว่า แนวโน้มปี 2563 บริษัทคาดว่าจะมีรายได้รวมประมาณ 13,000 ล้านบาท เติบโตจากปี 2562 ที่คาดว่าจะมีรายได้ไม่น้อยกว่า 10,000 ล้านบาท ทั้งนี้การเติบโตดังกล่าวมาจาก บริษัทอยู่ระหว่างได้ติดตั้งหม้อต้มไอน้ำ (Boiler) จำนวน 3 ตัว คาดแล้วเสร็จภายในไตรมาส 2/2563 ซึ่งคาดจะเพิ่มอัตราการใช้กำลังการผลิตให้เพิ่มขึ้นเป็นระดับ 95-100% รวมทั้งในปี 2563 รับรู้รายได้จากโรงไฟฟ้า TG8 กำลังการผลิต 150 เมกะวัตต์แบบเต็มปี หลังจากได้จำหน่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ในช่วงที่ผ่านมา ส่งผลให้มีกำลังการผลิตติดตั้งรวม 440 เมกะวัตต์

โดยในช่วงกลางปี 2563 มองว่าจะต้องมีสัญญาซื้อขายไฟฟ้า(PPA) เข้ามาเพิ่มเติม เพื่อสร้างการเติบโต ซึ่งหากได้รับสัญญาดังกล่าว คาดว่าจะเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ในอีก 2 ปีถัดไป ดังนั้นในระหว่างนี้ต้องเพิ่มอัตราใช้กำลังการผลิตของโครงการที่มีอยู่ให้สูงขึ้น รวมทั้งการลดต้นทุนด้วยเช่นกัน

 

ชูกลยุทธ์ 3 ด้านสร้างการเติบโต

สำหรับแนวทางการเติบโตของบริษัทจะมาจาก 3 ด้าน ได้แก่ ระยะสั้น ติดตั้งหม้อต้มไอน้ำ (Boiler) จำนวน 3 ตัว ซึ่งคาดจะเพิ่มอัตราการใช้กำลังการผลิตให้เพิ่มขึ้นตามระบุข้างต้น ส่วนระยะกลาง บริษัทยังสนใจที่จะเข้าร่วมประมูลโครงการโรงไฟฟ้าขยะชุมชนในจังหวัดสงขลาและจังหวัดนครราชสีมา กำลังการผลิตแห่งละ 10 เมกะวัตต์ ขณะที่ระยะยาว บริษัทมีความสนใจเข้าร่วมประมูลโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานสะอาดสีเขียวและการก่อสร้างท่าเรือเพื่อการพาณิชย์และการท่องเที่ยว ในพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคใต้ หลังจากรัฐบาลมีนโยบายผลักดันโครงการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคใต้ (Southern Seaboard) เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยมีแผนเปิดให้ภาคเอกชนเข้ามาพัฒนาโครงการ โดยมองว่าในพื้นที่ภาคใต้ยังมีความต้องการใช้ไฟฟ้าจำนวนมาก

ทั้งนี้แผนการลงทุนของภาคเอกชนในพื้นที่เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ มีทั้งหมด 4 โครงการ ประกอบด้วย 1.พลังงานไฟฟ้าทางเลือก 2.การก่อสร้างท่าเรือเพื่อการพาณิชย์และการท่องเที่ยว 3.การสร้างรางรถไฟเชื่อมโยงท่าเรือสงขลาแห่งที่สอง และ 4.นิคมอุตสาหกรรมจะนะ จังหวัดสงขลา เช่น โรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงจากขยะ โรงไฟฟ้าพลังงานลม โรงไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติ โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ โรงไฟฟ้าชีวมวล ซึ่งเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ทางบริษัทยังมีความสนใจเข้าร่วมประมูลโครงการ โรงไฟฟ้าขยะ ภายในพื้นที่โครงการโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) แต่ขณะนี้ยังคงต้องรอดู TOR หรือ ข้อกําหนดของผู้ว่าจ้างก่อน จึงไม่สามารถบอกรายละเอียดที่ชัดเจนได้

 

 

ส่วนประเด็น ส่วนเพิ่มราคารับซื้อไฟฟ้า (Adder) ของบริษัทที่จะทยอยหมดสัญญาขนาดกำลังการผลิตรวมทั้งสิ้น 180 เมกะวัตต์ ได้รับ Adder 3.50 บาทต่อหน่วย แบ่งเป็น ชุดแรก 180 เมกะวัตต์ ที่จะหมดในปี 2565 และชุดที่ 2 จำนวน 100 เมกะวัตต์ โดยมองว่ายังเหลือระยะเวลาให้บริษัทสามารถเตรียมตัวอยู่ โดยมีแนวทางทั้งการเก็บค่ากำจัดขยะ หรือรวมถึงเจรจากับภาครัฐเพื่อหาแนวทางแก้ไข ซึ่งอาจจะเปลี่ยนมาเป็นซื้อขายไฟฟ้าแบบ Fit อย่างไรก็ตาม แม้โรงไฟฟ้าดังกล่าวทยอยหมด Adder แต่ยังสามารถขายไฟฟ้าให้แก่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งในราคาเท่าไหร่นั้นยังต้องมีการเจรจาในลำดับถัดไป

ขณะเดียวกันบริษัทขอยืนยันว่า จะมีการจ่ายปันผลสำหรับผลประกอบการประจำปี 2562 ไม่น้อยกว่าปีที่ผ่านมา โดยจะพยายามจ่ายปันผลอย่างสม่ำเสมอ แต่ก็ต้องขึ้นอยู่กับสภาพคล่อง และความต้องการใช้เงิน โดยมองว่าการจ่ายเงินปันผลปีละ 2 ครั้ง ถือว่าเหมาะสมแล้ว

ดูข่าวต้นฉบับ