STEC ทำไมโดน ป.ป.ช. ชี้มูลความผิด เอี่ยวสินบนโรงไฟฟ้าขนอม

Businesstoday เผยแพร่ 14 พ.ย. 2562 เวลา 02.56 น. • Businesstoday
STEC ทำไมโดน ป.ป.ช. ชี้มูลความผิด เอี่ยวสินบนโรงไฟฟ้าขนอม

ราคาหุ้น STEC
(ชิโน-ไทย เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น)

ปรับตัวลงทันทีหลัง ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิดบริษัท  และผู้บริหาร 2 ราย  กรณีเข้าไปเกี่ยวข้องกับการจ่ายสินบนท่าเรือโรงไฟฟ้าขนอม 

โดยราคาหุ้น STEC เปิดตลาดช่วงบ่าย (13 พ.ย. 62) ปรับตัวลงทันที 3.35% ลงมาอยู่ที่ 17.30 บาท  ลดลง 0.60 บาท  และปรับตัวลงเรื่อยๆ จนลงทำราคาต่ำสุดที่ 13.80 บาท  และปิดที่ 14.40 บาท  ลดลง 3.50 บาท หรือ 19.55%

ส่งผลให้มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Cap)  หายไปกว่า 5,338 บาท เหลือ 21,961 ล้านบาท จาก 27,299 ล้านบาท (วันที่ 12 พ.ย. 62)

มติ ป.ป.ช. ชี้มูลความผิด STEC และผู้บริหาร 2 ราย

นายวรวิทย์
สุขบุญ เลขาธิการ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)

แถลงว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิดเจ้าหน้าที่รัฐ 4 ราย กรณีร่วมกันเรียกรับเงิน 20
ล้านบาทจากบริษัทสัญชาติญี่ปุ่น  ที่รับว่าจ้างก่อสร้างโรงไฟฟ้าขนอม จังหวัดนครศรีธรรมราช
เพื่อแลกกับการอนุญาตให้ใช้ท่าเทียบเรือชั่คราวบริเวณโรงไฟฟ้า
ตลอดจนให้เรือลำเลียงเข้าเทียบท่าเพื่อขนถ่ายชิ้นส่วนของเครื่องกำเนิดไฟฟ้าโดยไม่ชอบ

และมีมติชี้มูลความผิต
บมจ.ชิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่ง แอนต์ คอนสตรัคชั่น (STEC)
รวมถึงผู้บริหารระดับสูงของบริษัทฯ อีกสองราย ได้แก่ นายภาคภูมิ
ศรีชำนิ กรรมการผู้จัดการ
และ นายราเกส กาเลีย
ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการส่วนงานปฏิบัติการ

ในฐานะเป็นผู้สนับสนุนเจ้าหน้าที่ของรัฐทั้ง 4 รายในการกระทำความผิด

โดยมีมูลความผิดทางอาญาฐานสนับสนุนเจ้าพนักงาน
เรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สิน
หรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ
เพื่อกระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดในตำแหน่งไม่ว่าการนั้นจะชอบหรือมิชอบด้วยหน้าที่
และฐานสนับสนุนเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา 149
และมาตรา 157 ประกอบมาตรา 86

เปิดเหตุผล ทำไม “ป.ป.ช.” ชี้มูลความผิด “STEC – ผู้บริหาร”

นายวรวิทย์
กล่าวว่า การไต่สวนคดีนี้เริ่มต้นขึ้นเมื่อเดือน พ.ย.60 โดยคณะกรรมการ ป.ป.ช. เป็นองค์คณะในการไต่สวนข้อเท็จจริง
ได้มีการรวบรวมพยานหลักฐานทั้งจากภายในประเทศและต่างประเทศ

จากพยานหลักฐานข้อเท็จจริงฟังได้ว่า
เมื่อปี 56 บริษัทค้าร่วม (Consortium) ประกอบด้วย
บริษัทสัญชาติญี่ปุ่น และ STEC ได้รับว่าจ้างให้ดำเนินการก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนร่วมที่อำเภอขนอม
จังหวัดนครศรีธรรมราช โดยโรงไฟฟ้าดังกล่าวเป็นโรงไฟฟ้าของ บริษัท ผลิตไฟฟ้าขนอม
จำกัด (
KEGCO) ซึ่งเป็นบริษัทในกลุ่ม บมจ.ผลิตไฟฟ้า
(
EGCO) ที่เป็นบริษัทเอกชนผู้ทำการผลิตและจำหน่ายกระแสไฟฟ้าทั้งหมดให้แก่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย
(กฟผ.)

ต่อมา ในเดือน
ก.พ.58 เรือลำเลียง 3 ลำ ไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าเทียบท่า
เนื่องจากมีขนาดใหญ่เกินกว่ากำหนด เจ้าหน้าที่ของรัฐ 4 ราย
ประกอบด้วย

  • นาวาโท สาธิต ชินวรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเจ้าท่าภูมิภาค สาขานครศรีธรรมราช
  • นายคณิน เมืองด้วง รองนายกเทศมนตรีตำบลท้องเนียน
  • นายอภิชาติ สวัสดิรัตน์ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 8 ตำบลท้องเนียน
  • พันตำรวจโท สันติพงษ์ พันธ์สวัสดิ์ สารวัตรสถานีตำรวจน้ำ 4 กองกำกับการ 6 กองบังคับการตำรวจน้ำ

โดยทั้ง 4
ราย ได้ร่วมกันเรียกรับเงิน 20 ล้านบาท
จากผู้แทนของบริษัท มิตซูบิชิ ฮิตาชิ พาวเวอร์ ซิสเต็มส์ จำกัด
ซึ่งเป็นบริษัทสัญชาติญี่ปุ่นที่มาปฏิบัติงานก่อสร้างโรงไฟฟ้า
เพื่อแลกกับการอนุญาตให้เรือลำเลียงชิ้นส่วนอุปกรณ์ก่อสร้างโรงไฟฟ้าจากต่างประเทศสามารถเข้าเทียบท่าเทียบเรือชั่วคราวบริเวณโรงไฟฟ้าได้
แม้ว่าจะมีขนาดใหญ่เกินกว่ากำหนด

ขณะที่ผู้บริหารของบริษัท
MHPS
ตัดสินใจจ่ายเงินสินบน 20 ล้านบาท
เพราะหากการขนส่งชิ้นส่วนเครื่องจักรเกิดการหยุดชะงักจะทำให้การก่อสร้างไม่ทันกำหนดเวลาการส่งมอบงาน
และบริษัท MHPS จะต้องเสียค่าปรับตามสัญญาถึงวันละ 40 ล้านเยน คิดเป็นเงินไทยประมาณ 11 ล้านบาท

ทั้งนี้
ปรากฏข้อเท็จจริงว่า STEC และผู้บริหารระดับสูงสองราย
ได้แก่ นายภาคภูมิ ศรีชำนิ กรรมการผู้จัดการ และนายราเกส กาเลีย
ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการส่วนงานปฏิบัติการ
ได้ให้ความช่วยเหลือในการกระทำความผิดของเจ้าหน้าที่รัฐในการเรียกรับสินบนจากบริษัทญี่ปุ่น
โดยมีการจัดทำสัญญาที่ไม่มีการจ้างงานจริงเพื่อให้ STEC จัดเตรียมสินบนเป็นเงินสด
20 ล้านบาท

ต่อมาได้มอบเงินสินบนให้กับผู้แทนบริษัทญี่ปุ่นที่สำนักงานใหญ่ของ
STEC
และส่งมอบให้เจ้าหน้าที่ของรัฐทั้ง 4 ราย
ทำให้ช่วงเวลาเดียวกันเรือลำเลียงก็สามารถเทียบท่าได้ แม้จะไม่มีการแก้ไขเรื่องการขออนุญาตก่อสร้างท่าเทียบเรือให้ถูกต้องตามระเบียบของกรมเจ้าท่าแต่อย่างใด

คณะกรรมการ
ป.ป.ช. พิจารณาแล้วมีมติว่าผู้ถูกกล่าวหามีมูลความผิด ดังนี้
กลุ่มเจ้าหน้าที่ของรัฐ 4 ราย
มีมูลความผิดทางอาญา ฐานเป็นเจ้าพนักงานเรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบเพื่อกระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดในตำแหน่งไม่ว่าการนั้นจะชอบหรือมิชอบด้วยหน้าที่
ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต
ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149 และมาตรา 157 ประกอบมาตรา 83

และสำหรับรายนายคณิน
มีมูลเป็นความผิดอันเป็นเหตุให้พ้นจากตำแหน่งได้ ตามพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. 2496 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 73
และส่วนเจ้าหน้าที่ของรัฐอีก 3 ราย
มีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง

ส่วนกลุ่มผู้สนับสนุน
ได้แก่ STEC
รวมทั้งนายภาคภูมิ และนายราเกส มีมูลความผิดทางอาญา
ฐานสนับสนุนเจ้าพนักงาน เรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สิน
หรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ
เพื่อกระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดในตำแหน่งไม่ว่าการนั้นจะชอบหรือมิชอบด้วยหน้าที่
และฐานสนับสนุนเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต
ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149 และมาตรา 157 ประกอบมาตรา 86

ทั้งนี้
คณะกรรมการ ป.ป.ช.
มีมติให้ส่งคำวินิจฉัยไปยังอัยการสูงสุดเพื่อดำเนินคดีอาญาในศาลกับผู้ถูกกล่าวหาทั้ง
7
ราย และส่งเรื่องไปยังผู้บังคับบัญชา
เพื่อดำเนินการทางวินัยกับนาวาโท สาธิต, นายอภิชาติ
และพันตำรวจโท สันติพงษ์ และส่งรายงานสำนวนการไต่สวน
ไปยังผู้มีอำนาจแต่งตั้งถอดถอน เพื่อให้ดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจกับนายคณิน
ตามฐานความผิดดังกล่าว
ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561
มาตรา 91 (1) และ (2) และมาตรา
98 วรรคสี่ แล้วแต่กรณีต่อไป

STEC พร้อมสู้ ยืนยันทำตามหลักธรรมาภิบาล

บมจ.ซิโน-ไทย
เอ็นจีเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น (
STEC)
ชี้แจงว่า ตามที่มีข่าวว่า
คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้ชี้มูลความผิดบริษัทและผู้บริหารระดับสูงบางคน
โดยกล่าวหาว่าบริษัทให้ความช่วยเหลือสนับสนุนในการกระทำความผิดของเจ้าหน้าที่รัฐ
เพื่อแลกกับการอนุญาตให้เรือลำเลียงชิ้นส่วนอุปกรณ์ก่อสร้างโรงไฟฟ้าจากต่างประเทศเข้าเทียบท่าเทียบเรือชั่วคราวนั้น

บริษัทขอยืนยันว่า
บริษัทมีนโยบายดำเนินธุรกิจตามหลักธรรมาภิบาล
ไม่เคยมีส่วนเกี่ยวข้องหรือสนับสนุนการทุจริตคอร์รัปชั่นในทุกรูปแบบและมีมาตรการป้องกันปราบปรามการทุจริตภายในองค์กรอย่างเข้มงวดตามหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี
จึงขอให้ผู้ลงทุนทุกท่านมั่นใจ การดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ ดังกล่าว
และบริษัทฯมั่นใจว่าสามารถชี้แจงแสดงหลักฐานโต้แย้งการถูกกล่าวหาข้างต้นได้
โดยบริษัทขอยืนยันที่จะต่อสู้จนถึงที่สุด

ทั้งนี้ การชี้มูลความผิดของ ป.ป.ช.เป็นเพียงการสืบสวนความในขั้นต้นเท่านั้น ยังไม่ถือเป็นที่สุด จึงไม่อาจถือได้ว่าบริษัทฯเป็นผู้มีส่วนสนับสนุนในการกระทำผิดใดๆทั้งสิ้น และตราบเท่าที่ยังไม่มีคำพิพากษาของศาลจนถึงที่สุด บริษัทก็ยังคงมีสถานะเป็นผู้บริสุทธิ์ หากผู้ใดนำความไปบิดเบือนว่าบริษัทกระทำผิดความผิด หรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริตใด ๆ ก็ตาม บริษัทก็มีความจำเป็นที่จะต้องดำเนินการทางกฎหมายแก่บุคคลที่จงใจทำให้บริษัทฯได้รับความเสียหายในกรณีนี้

ข่าวที่เกี่ยวข้อง >> เจาะความมั่งคั่ง “อนุทิน-พิพัฒน์“ ผ่านหุ้น STEC-PTG

ดูข่าวต้นฉบับ