SHR เคาะช่วงราคาIPO 5.10 –5.50 บาท พร้อมเพิ่มโรงแรม 80 แห่งใน 6 ปี

Wealthy Thai อัพเดต 25 ต.ค. 2562 เวลา 06.40 น. • เผยแพร่ 25 ต.ค. 2562 เวลา 06.40 น. • wealthythai
SHR เคาะช่วงราคาIPO 5.10 –5.50 บาท พร้อมเพิ่มโรงแรม 80 แห่งใน 6 ปี

Hightlight

  • ลุยขายไม่เกิน 1,437,456,000 หุ้น เล็งเคาะราคาไอพีโอ วันที่ 25 ต.ค.62 เตรียมเทรด ภายใน 12 พ.ย.นี้
  • ระดมทุนขยายธุรกิจโรงแรม พัฒนาโครงการต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศ
  • โชว์อิบิทด้า 3 ปีย้อนหลังโตเฉลี่ย 58.5%
  • วางเป้าปี 68 เพิ่มโรงแรมเป็น 80 แห่ง จากปัจจุบัน 39 แห่ง

ม.ล.ทองมกุฏ ทองใหญ่ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์เคที ซีมิโก้ จำกัด ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงิน บริษัท เอส โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท จำกัด (มหาชน) หรือ SHR เปิดเผยว่า บล.คาดจะกำหนดราคาขายหุ้นสามัญต่อประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) ของ SHR ในวันที่ 25ต.ค.62 หลังจากที่ก่อนหน้านี้ได้มีการกำหนดช่วงราคาเสนอขายแล้วที่ 5.10-5.50บาทต่อหุ้น และคาดว่าจะเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ภายในวันที่ 12 พ.ย.นี้

 

นายเดิร์ก อังเดร ลีน่า คุยเบอร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอส โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท จำกัด (มหาชน) หรือ SHR เปิดเผยว่า บริษัทได้รับการพิจารณาอนุมัติการเสนอขายหุ้นสามัญต่อประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) จากสำนักงาน ก.ล.ต. โดย SHR พร้อมเดินหน้าเสนอขายหุ้นสามัญจำนวนไม่เกิน 1,437,456,000 หุ้น คิดเป็นไม่เกิน 40% ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและชำระแล้วทั้งหมดของบริษัท

 

ทั้งนี้ SHR ร่วมกับที่ปรึกษาการเงิน คือ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) และธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด (มหาชน) และผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย ซึ่งประกอบด้วยบริษัทหลักทรัพย์ เคที ซีมิโก้ จำกัด บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส-ซีไอเอ็มบี (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัทหลักทรัพย์ เครดิต สวิส (ประเทศไทย) จำกัด กำหนดราคาเสนอขายหุ้นสามัญในครั้งนี้ ที่ช่วงราคา 5.10 – 5.50 บาทต่อหุ้น และเสนอขายหุ้น IPO นี้ ทั้งในและต่างประเทศโดยเตรียมเปิดขายให้แก่ผู้ถือหุ้นของบริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) หรือ S เฉพาะกลุ่มที่มีสิทธิได้รับจัดสรรหุ้น ระหว่างวันที่ 28-30 ตุลาคม 2562 และสำหรับประชาชนทั่วไป ในวันที่ 1-5 พฤศจิกายน 2562

 

 

นายเดิร์กกล่าวว่า SHR เป็นบริษัทโฮลดิ้งที่มีการเติบโตอย่างสูง ในการลงทุนและบริหารโรงแรมและรีสอร์ทในแหล่งท่องเที่ยวระดับโลกที่น่าสนใจ เราเน้นการทดลองและสร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวที่ไม่เหมือนใครและตอบสนองความต้องการของตลาดอย่างมากที่สุด อีกทั้งยังสร้างมูลค่าให้กับผู้ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของเราทุกฝ่าย ซึ่งเรามีเป้าหมายที่จะสร้างมาตรฐานใหม่สำหรับการท่องเที่ยวและไลฟ์สไตล์ที่มีคุณภาพ ร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจ และยกระดับการกำกับดูแลกิจการ โดย SHR มีเป้าหมายที่จะขยายธุรกิจโรงแรมอีกกว่าเท่าตัว จากจำนวนโรงแรมและรีสอร์ท 39 แห่ง เป็น 80 แห่ง ภายในปี 2568 หรือคิดเป็นอัตราการเติบโตเฉลี่ยร้อยละ15 ต่อปี

 

สำหรับ SHR เป็น Holding Company ที่เน้นลงทุนในโรงแรมและรีสอร์ทระดับบนในราคาที่เข้าถึงได้ (Affordable Luxury) ที่ตั้งอยู่ในแหล่งท่องเที่ยวที่เป็นที่นิยมระดับโลก ปัจจุบัน SHR มีจำนวนห้องพักรวมทั้งสิ้น 4,647 ห้อง จากโรงแรมและรีสอร์ทจำนวน 39 แห่ง ใน 5 ประเทศ ได้แก่ ประเทศไทย สาธารณรัฐมัลดีฟส์ สาธารณรัฐหมู่เกาะฟิจิ สาธารณรัฐมอริเชียส และ สหราชอาณาจักร ในระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมา SHR เป็นบริษัทในธุรกิจโรงแรมที่มีอัตรา
การเติบโตของการเพิ่มขึ้นของรายได้และจำนวนห้องสูงที่สุด เมื่อเทียบกับคู่แข่งเทียบเคียงในอุตสาหกรรมที่เป็นบริษัทจดทะเบียนในประเทศไทย ซึ่งเกิดจากการเติบโตทั้งในรูปแบบของการเติบโตบนทรัพย์สินของตัวเอง (Organic Growth) และในรูปแบบของการเข้าซื้อกิจการ (Inorganic Growth)

 

SHR มีวิสัยทัศน์ที่จะก้าวขึ้นเป็นผู้นำด้านการลงทุนธุรกิจโรงแรมและรีสอร์ทที่สร้างมาตรฐานใหม่ให้กับการพักผ่อนและการใช้ชีวิตที่มีคุณภาพ บนปรัชญาการพัฒนาที่ยั่งยืน และสร้างประโยชน์ที่แท้จริงให้แก่ชุมชนท้องถิ่น ปัจจุบันทรัพย์สินของ SHR สามารถแบ่งได้ ดังนี้

 

  • โรงแรมที่ SHR บริหารจัดการเอง ได้แก่ โรงแรม พีพี ไอส์แลนด์ วิลเลจ บีช รีสอร์ท และโรงแรม สันติบุรี
    เกาะสมุย ในประเทศไทย
  • โรงแรม Outrigger 6 แห่งใน 4 ประเทศ ได้แก่ ประเทศไทย สาธารณรัฐมัลดีฟส์ สาธารณรัฐหมู่เกาะฟิจิ และสาธารณรัฐมอริเชียส ที่ SHR บริหารผ่านสัญญาบริหารจัดการโรงแรม หรือ Hotel Management Agreement ภายใต้แบรนด์ Outrigger
  • โรงแรมในสหราชอาณาจักร จำนวน 29 แห่ง ที่ SHR บริหารจัดการเองผ่าน Franchise Agreement กับแบรนด์ระดับโลก ได้แก่ แบรนด์ Mercure และ Holiday Inn ซึ่ง SHR มีสัดส่วนเงินลงทุนในกิจการร่วมค้าดังกล่าว 50%
  • โครงการ CROSSROADS เฟส 1 ซึ่งเป็นการพัฒนาโครงการบนเกาะจำนวน 3 เกาะ ในโครงการ CROSSROADS ตั้งอยู่ ณ Emboodhoo Lagoon ในสาธารณรัฐมัลดีฟส์ โดยปัจจุบันโครงการ CROSSROADS เฟส 1 ได้เปิดให้บริการแล้ว ประกอบด้วยโรงแรม 2 แห่ง คือ SAii Lagoon Maldives, Curio Collection by Hilton และHard Rock Hotel Maldives ซึ่ง SHR บริหารจัดการเองผ่าน Franchise Agreement รวมถึงศูนย์รวมการให้บริการ เพื่อการพักผ่อนและสิ่งบันเทิง ภายใต้โครงการ The Marina@CROSSROADS และยังมีเกาะที่อยู่ระหว่างการพัฒนาเป็นโรงแรมอีก 1 เกาะ

สำหรับผลการดำเนินงานของบริษัทในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ระหว่างปี 2559-2561 มีรายได้รวมเติบโตเฉลี่ย 63.1% ต่อปี โดยมีรายได้รวม เท่ากับ 968.0 ล้านบาท 1,074.0 ล้านบาท และ 2,575.7 ล้านบาท ตามลำดับ โดยครึ่งปีแรกของปี 2562 มีรายได้ที่ 1,751.8 ล้านบาท เพิ่มขึ้น144.8%จากงวดเดียวกันของปีก่อน 715.6 ล้านบาท

 

 

ส่วนกำไรก่อนค่าเสื่อมราคา ดอกเบี้ยและภาษี ไม่นับรวมรายการพิเศษ (EBITDA) ของ SHR เติบโตอย่างต่อเนื่องเฉลี่ย 58.5% ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา โดยในปี 2559 ปี 2560 และปี 2561 EBITDA ตามงบการเงินรวมของ SHR เท่ากับ 348.9 ล้านบาท 514.3 ล้านบาท และ 877.4 ล้านบาท ตามลำดับ

 

 

โดยครึ่งปีแรกของปี 2562 มี EBITDA เท่ากับ 461.6 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 73.5% จากงวดเดียวกันของปีก่อน 266.0 ล้านบาท ซึ่งการเพิ่มขึ้นของรายได้และ EBITDA ของ SHR ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา มาจากผลประกอบการที่ดีขึ้นจากการบริการงานที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมทั้งรายได้จากการซื้อโรงแรม Outrigger 6 แห่ง

 

นายชัยรัตน์ ศิวะพรพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงิน SHR กล่าวว่า เงินที่ได้จากการระดมทุน IPO จะถูกนำไปใช้ในการขยายธุรกิจโรงแรมและลงทุนในการพัฒนาโครงการต่าง ๆ ทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งเงินที่ระดมทุนมานั้น จะนำไปชำระคืนเงินกู้และใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนสำหรับกิจการทั่วไป รวมถึงการพัฒนาโครงการและค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงห้องพักและพื้นที่ส่วนกลาง

 

 

นายนริศ เชยกลิ่น ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) หรือ S กล่าวว่า การนำ SHR ซึ่งเป็นธุรกิจโรงแรม เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้สำเร็จ จะช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางการเงินให้กับ สิงห์ เอสเตท และตอกย้ำเป้าหมายในการก้าวขึ้นเป็น โกลบอล โฮลดิ้ง คัมปานี (Global Holding Company) ในปี 2563 ได้อย่างสมบูรณ์ โดยสิงห์ เอสเตท ดำเนินธุรกิจด้านการลงทุนและพัฒนาธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ 3 ส่วนหลัก ได้แก่ ธุรกิจอาคารสำนักงานและพื้นที่ค้าปลีก (Commercial & Retail) ธุรกิจโรงแรม (Hospitality) และธุรกิจที่พักอาศัย (Residential Development) โดยหลังจากการทำ IPO แล้ว SHR ยังคงสถานะเป็นบริษัทย่อยของ บริษัทเช่นเดิม และจะยังคงเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ โดยถือหุ้น 58.8% โดยการเข้าระดมทุนในครั้งนี้จะนำเงินที่ได้ส่วนหนึ่งไปชำระคืนหนี้เงินกู้ ซึ่งจะช่วยให้อัตราหนี้สินต่อทุน (D/E) ลดลงเหลือประมาณ 0.50เท่า จากเดิมอยู่ที่ 1.1 เท่า แต่อย่างไรก็ตาม SHR มีนโยบายที่จะคุม D/E ไว้ให้ไม่เกิน1.50เท่า

 

จากแผนขยายธุรกิจโรงแรมอีกกว่าเท่าตัว จากจำนวนโรงแรมและรีสอร์ท 39 แห่ง เป็น 80 แห่ง ภายในปี 2568 หรือคิดเป็นอัตราการเติบโตเฉลี่ยร้อยละ15 ต่อปีนั้น คาดว่าจะใช้งบลงทุนประมาณ 5,000-8,000 ล้านบาทต่อปี เพื่อรองรับการเข้าซื้อกิจการ และพัฒนาเอง

 

SHR ถือเป็นธุรกิจที่ 3 ของ สิงห์ เอสเตท ที่ได้เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ หลังจากธุรกิจที่พักอาศัย ที่ได้นำบริษัท เนอวานา ไดอิ จำกัด (มหาชน) เข้าจดทะเบียนเป็นบริษัทแรก ตามด้วยกองทรัสต์ SPRIME สำหรับธุรกิจอาคารสำนักงาน เมื่อต้นปี 2562 ที่ผ่านมา

ดูข่าวต้นฉบับ