ราคาทองคำพุ่งทะยาน ปัจจัยหนุนเพียบดันราคายังเป็นขาขึ้น

Wealthy Thai อัพเดต 22 นาทีที่แล้ว • เผยแพร่ 22 นาทีที่แล้ว • wealthythai
ราคาทองคำพุ่งทะยาน  ปัจจัยหนุนเพียบดันราคายังเป็นขาขึ้น
แม้ว่าขณะนี้จะมีปัจจัยกดดันราคาทอง ให้ “พักฐาน” หรือปรับลดลง และมีแรงขายทำกำไรในช่วง 2-3  วันที่ผ่านมา เหตุจากตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐที่ทยอยออกมาในช่วงนี้ นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าอาจจะ “แย่” กลับออกมา “ดีกว่าคาด” หนุนให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐอายุ 10 ปี ปรับตัวขึ้น และความหวังการอนุมัติมาตรการเยียวยาเศรษฐกิจรอบใหม่ของสหรัฐ ทำให้ดัชนีดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้น รวมทั้งข่าวการพัฒนาวัคซีน COVID-19 ที่มีชื่อว่า “สปุตนิก 5” (Sputnik V) ของรัสเซีย แต่ หากย้อนกลับไปช่วงระยะเวลาเดือนกว่าที่ผ่าน ทองคำ เรียกว่าร้อนแรงจนไม่มีอะไรมาฉุดได้แล้ว!!! เห็นได้จากราคายังปรับขึ้นทำลายสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ใหม่อย่างต่อเนื่อง

แม้ว่าขณะนี้จะมีปัจจัยกดดันราคาทอง ให้ “พักฐาน” หรือปรับลดลง และมีแรงขายทำกำไรในช่วง 2-3  วันที่ผ่านมา เหตุจากตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐที่ทยอยออกมาในช่วงนี้ นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าอาจจะ “แย่” กลับออกมา “ดีกว่าคาด” หนุนให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐอายุ 10 ปี ปรับตัวขึ้น และความหวังการอนุมัติมาตรการเยียวยาเศรษฐกิจรอบใหม่ของสหรัฐ ทำให้ดัชนีดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้น รวมทั้งข่าวการพัฒนาวัคซีน COVID-19 ที่มีชื่อว่า "สปุตนิก 5" (Sputnik V) ของรัสเซีย 

 

แต่หากย้อนกลับไปช่วงระยะเวลาเดือนกว่าที่ผ่านมา ทองคำ เรียกว่าร้อนแรงจนไม่มีอะไรมาฉุดได้แล้ว!!! เห็นได้จากราคายังปรับขึ้นทำลายสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ใหม่อย่างต่อเนื่อง หลังจากที่ราคาทองตลาดโลก(Gold Spot)  ขึ้นมายืนเหนือ 2,000 ดอลลาร์สหรัฐ/ออนซ์  และขึ้นไปสูงสุดที่ 2,075 ดอลลาร์สหรัฐ/ออนซ์ ด้านราคาซื้อขายในประเทศปรับขึ้นทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์เช่นกัน เมื่อวันที่ 7 ส.ค. 2563 ทองคำแท่ง ขายออกบาทละ 30,400.00 บาท รับซื้อ 30,300.00 บาท ส่วนทองรูปพรรณขายออกบาทละ 30,900.00 บาท และรับซื้อ 29,759.08 บาท โดยคำนวณจากค่าเงินบาทที่ระดับ 31.17 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ             

             

ด้วยการที่เป็น “สินทรัพย์ปลอดภัย” (Save Haven) ทำให้เมื่อเทียบตั้งแต่ต้นปีผลตอบแทนแซงหน้า ทิ้งห่างสินทรัพย์การลงทุนอื่นๆ ที่ได้รับผลกระทบจากความกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจจากการแพร่ระบาดของ COVID-19 การอีดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเสรษฐกิจและทิศทางอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับต่ำ รวมทั้งความขัดแย้งระหว่างประเทศ ซึ่งปีนี้ ทองคำตลาดโลกให้ผลตอบแทนกว่า +30%  และทองคำในประเทศปรับขึ้นมากว่า 9,600 บาท ให้ผลตอบแทนราว +40% ขณะที่ หุ้นไทย (SET) ผลตอบแทน -15%   หรือตลาดหุ้นอื่น อย่างหุ้นสหรัฐ NASDAQ ผลตอบแทน +1% S&P500 ผลตอบแทน +0.6%  ส่วน NYSE ผลตอบแทน -8.51%  ด้านหุ้นจีน (CSI 300) ผลตอบแทนฟื้นตัวกลับมาอยู่ที่ +14.92% เป็นต้น

             

 ราคาทองไต่ระดับขึ้นมาขนาดนี้หากเทียบกับช่วงต้นปี คนที่ยังไม่มีทองคำในพอร์ต อาจจะคิดว่า เราอยู่ในสถานะ “ตกรถ” ไปหรือยังนะ… ส่วนคนที่มีอยู่แล้ว จะซื้อเพิ่มทันไหม หรือจะขายตอนนี้ดีหรือเปล่า จะกลายเป็น “ขายหมู” หรือเปล่า…

 

เมื่อกลางสัปดาห์ Wealthy Thai ได้จัดงานสัมมนา "Thailand’s Investment Landscape Post Covid-19” โดยนายณัฐพงศ์ หิรัณยศิริ ประธานบริหารกลุ่มบริษัทในเครือ MTS Gold แม่ทองสุก ได้ระบุว่า ราคาทองคำทะลุ 2,000 ดอลลาร์สหรัฐ/ออนซ์ เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ไปแล้วตามคาดหมาย ซึ่งส่งผลให้ราคาซื้อขายทองคำแท่งในประเทศขึ้นแตะใกล้ระดับบาทละ 30,000 บาท ซึ่งราคาทองคำที่ปรับตัวขึ้นมาอย่างต่อเนื่องถือว่าเป็น New Normal ซึ่งสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ไม่ใช่แค่ความกังวลการแพร่ระบาดทั่วโลกของ COVID-19 ที่ส่งผลกระทบให้เกิดวิกฤติเศรษฐกิจเท่านั้น แต่เป็นเรื่องที่รัฐบาลและธนาคารกลางทั่วโลก ได้ออกมาตรการต่างๆ มาเพื่อพยุงเศรษฐกิจ สู้กับ COVID-19 เพราะวิกฤติในครั้งนี้ระเบิดลงพร้อมกันทุกที่ ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงพร้อมกันทั้งโลก โดยทุกประเทศมีการดำเนินการแบบ Helicopter Money หรือการพิมพ์เงินใส่เข้ามาในระบบเศรษฐกิจ ขณะที่ประเทศไทยเอง ด้วยสถานะทางการคลังที่ยังแข็งแกร่งก็ได้มีการกู้เงินเพื่อนำมาช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบ ซึ่งปัจจัยเหล่านี้หนุนให้ราคาทองคำปรับตัวสูงขึ้น

 

“COVID-19  เหมือนเป็นมะเร็ง แม้เราอัดยาเข้ามาช่วย แต่ก็มีผลข้างเคียง ก็คือแม้ว่ามีการพิมพ์เงินใส่เข้ามาในระบบจำนวนมาก ซึ่งเราเริ่มเห็นผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นแล้ว คือ มูลค่าของเงินลดลง เห็นได้จาก ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลง และทำให้ราคาสินทรัพย์อื่นๆ ปรับตัวขึ้น ไม่ว่าจะเห็นหุ้น หรือทองคำ แต่โดยเฉพาะทองคำที่ปรับขึ้นต่อเนื่อง เพราะเป็นสินทรัพย์ที่คงมูลค่าเงินเอาไว้ได้ จนทะลุทั้ง New High และ All Time High ซึ่งหลังจากที่ทะลุ All Time High เดิมที่ 1,927 ดอลลาร์สหรัฐ/ออนซ์ ไปแล้ว และหลังจากนี้ประเมินว่ายังไม่มีแนวต้านใหม่แล้ว เรียกง่ายๆ ว่า Sky is a limit ราคาทองคำยังสามารถปรับขึ้นไปได้อีก โดยนักวิเคราะห์ต่างชาติอย่าง Goldman Sachs มองว่าอาจจะไปถึง 2,300 ดอลลาร์สหรัฐ/ออนซ์ (หากคิดเป็นราคาทองคำในประเทศซื้อขายบาทละ 32,000 บาท) ทั้งนี้ ตั้งแต่ต้นปีกองทุน SPDR มีการถือครองทองคำเพิ่มขึ้น ล่าสุด 4 ส.ค. 2563 อยู่ที่ 1,257.73 ต้น หรือซื้อทองคำเพิ่มกว่า 464.48 ตัน ซึ่งยังถือว่าต่ำกว่าวิกฤติในรอบก่อน คือวิกฤติซับไพร์ม (วิกฤติแฮมเบอร์เกอร์) ที่กองทุน SPDR ถือครองทองคำสูงสุดที่ 1,350 ตัน ยังมีส่วนต่างอีกราว 100 ตัน ที่อาจจะซื้อเพิ่ม ซึ่งเรายังให้แนวต้านที่ 2,100 ดอลลาร์สหรัฐ/ออนซ์ และแนวรับที่  2,100 ดอลลาร์สหรัฐ/ออนซ์ สามารถเข้าซื้อเมื่อราคาย่อตัวลง” นายณัฐพงศ์ กล่าว

 

 นายณัฐพงศ์ กล่าวด้วยว่า ราคาทองคำในประเทศ ทำสถิติสูงสุดตลอดกาลที่บาทละ 28,000 บาท ตามราคาทองคำโลกที่ทำ All Time High ก่อนที่จะปรับตัวลงมาซื้อขายที่บาทละ 20,000-21,000  บาท ซึ่งปัจจุบันราคาไต่ระดับขึ้นมาที่บาทละ 29,700 บาท เข้าใกล้ 30,000 บาท แต่รอบที่ทำสถิติสูงสุดรอบก่อนค่าเงินบาทอยู่ต่ำกว่า 30 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ แต่ปัจจุบันค่าเงินบาทอยู่ที่ราว 31 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ เป็นไปได้ที่ราคาทองคำจะแตะถึง 30,000 บาท และอาจจะไปถึง 31,000-32,000 บาทได้

 

“ผลตอบแทนทองคำไทย ปี 2562 ที่ผ่านมา ราคาปรับขึ้น 2,500 บาท แต่ปีนี้ครึ่งปีขึ้นมากว่า 8,000 บาท หรือ ราว 40%  ซึ่งหากสังเกตจะพบว่าซื้อเก็บช่วงต้นไตรมาส มาขายช่วงท้ายไตรมาสราคาก็ขยับขึ้นมาสูงมาก ทั้งนี้ หากเปรียบเทียบกับผลตอบแทน SET50 ผลตอบแทนทองคำยังดีกว่า” นายณัฐพงศ์ กล่าว

 

นอกจากนี้ นายณัฐพงศ์ กล่าวว่า ปัจจัยที่จะมีผลให้ราคาทองคำปรับตัวลง คือ วัคซีนรักษา COVID-19 เพราะข่าวดีของทุกคนคือข่าวร้ายของทองคำ หากมีวัคซีนที่ออกมารักษาได้จพกดดันต่อราคาทองคำ แต่ขณะนี้คาดการณ์กันว่าวัคซีนจะออกมาใช้อย่างเป็นทางการได้ในช่วงกลางปี 2564 ดังนั้น การลงทุนทองคำจึงยังน่าสนใจอยู่ ซึ่งปัจจุบันการลงทุนทองคำสามารถลงทุนได้หลายรูปแบบ เช่น การซื้อทองคำโดยตรง การออมทองคำ ซื้อสัญญาทองคำล่วงหน้า หรือลงทุนผ่านกองทุนทองคำ เป็นต้น

 

สรุปปัจจัยหนุนราคาทองคำ

 

  • ภาวะเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลก ตลาดเงินตลาดทุนผันผวน เนื่องจากผลกระทบจากการระบาดของ COVID-19 ที่ขณะนี้มีผู้ติดเชื้อทั่วโลกถึง 20 ล้านคนแล้ว และยอดเสียชีวิตมากกว่า 7 แสนราย ซึ่งสถานการณ์การระบาดในสหรัฐยังคงรุนแรง มีผู้ติดเชื้อกว่า 5 ล้านคนและเสียชีวิต 6 แสนคน

 

  • ทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางทั่วโลกที่อยู่ในระดับต่ำ ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอยู่ในระดับต่ำ

 

  • ดำเนินมาตรการทางการเงินการคลังเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจของทั่วโลกทำให้มีสภาพคล่องจำนวนมากในระบบจำนวนมาก และอัตราเงินเฟ้ออาจจะปรับเพิ่มขึ้น

 

  • ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ของประเทศต่างๆ โดยเฉพาะ สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐและจีน ทั้งสงครามการค้า ต่อเนื่องมายังสงครามด้านเทคโนโลยี จากการที่สหรัฐสั่งแบนแอปพลิเคชั่นต่างๆ ของจีน เช่น Tiktok Wechat

 

  • กองทุน SPDR ถือครองทองคำเพิ่มขึ้นต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปี

 

  • วัคซีค COVID-19 อยู่ระหว่างการวิจัยและพัฒนา คาดว่าจะสามารถออกมาใช้อย่างเป็นทางการในช่วงต้นปี - กลางปี 2564

 

       เป็นต้น

 

ดังนั้น จะเห็นได้ว่ายังมีลุ้นว่าราคาทองคำอาจจะยังเป็นขาขึ้นไปจนถึงปีหน้ากันเลยทีเดียวส่วนจะลงทุนอย่างไรก็ต้องตัดสินใจด้วยตัวเอง แต่อย่าลืมว่า… การลงทุนมีความเสี่ยง ควรศึกษาข้อมูลก่อนการตัดสินใจลงทุนและลงทุนตามความเสี่ยงที่เรารับได้!!!

ดูข่าวต้นฉบับ