PACE เบี้ยวหนี้  อ่วมกว่า1.2หมื่นล.  วิ่งโร่เจรจา

ฐานเศรษฐกิจ เผยแพร่ 23 ต.ค. 2562 เวลา 03.35 น.

PACE ร่วง 12% หลังรับหนังสือบอกกล่าวจาก SCB ให้ชำระหนี้กว่า 2,645 ล้านบาท ภายในวันที่ 4 พฤศจิกายน 2562 แถมผิดนัดหนี้อื่นๆ พ่วงกว่า 9,227 ล้านบาท เตรียมหารือเจ้าหนี้ปรับโครงสร้าง รับกระทบหลังแบงก์เจ้าหนี้สั่งเลื่อนส่งมอบโครงการนิมิต หลังสวนค่ากว่า 8,000 ล้านบาท

รายงานข่าวจากตลาด หลักทรัพย์แห่งประเทศไทย(ตลท.) เปิดเผยว่า บริษัท เพซ ดีเวลลอปเมนท์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด(มหาชน) (บมจ.) หรือ PACE แจ้งตลท.ว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท มีมติรับทราบหนังสือบอกกล่าวให้ชำระหนี้จากธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด(มหาชน) (SCB) ซึ่งเป็นการผิดนัดชำระหนี้ ณ วันที่ 18 ตุลาคม 2562 จำนวน 2,645 ล้านบาท  โดย SCB ได้เรียกให้บริษัทชำระหนี้ ภายใน 15 วันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือฉบับดังกล่าว คือวันที่ 4 พฤศจิกายน 2562 และจากการผิดนัดชำระหนี้ดังกล่าว ส่งผลให้เกิดการผิดนัดชำระหนี้อื่นๆ(Cross Default) อีกจำนวน 9,227  ล้านบาท  (อ่านตารางประกอบ) รวมเป็นมูลค่าที่ผิดชำระหนี้ 11,872 ล้านบาท  ทั้งนี้ ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2562 บริษัทมีหนี้สินรวม 20,819 ล้านบาท แบ่งเป็นเจ้าหนี้การค้าและเจ้าหนี้อื่น 2,719 ล้านบาท เงินรับล่วงหน้าและเงินมัดจำรับจากลูกค้า 3,185 ล้าน บาท หนี้สินหมุนเวียนและไม่หมุนเวียนอื่น 954 ล้านบาท และหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ย 13,961 ล้านบาท ขณะที่บริษัทมีสินทรัพย์รวม 21,074 ล้านบาท

จากเหตุการณ์ดังกล่าว ส่งผลให้ราคาหุ้น PACE เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2552 ปิดที่ 0.07 บาท ลดลง 0.01 บาท หรือ 12.50% โดยหุ้น PACE เริ่มซื้อขายหุ้นสามัญแก่ประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก(ไอพีโอ) ในตลท.วันแรกเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2556 ในราคาไอพีโอที่ 3.50 บาท ซึ่งตั้งแต่วันที่ 2 มกราคม 2557- 21 ตุลาคม 2562 ราคาหุ้น PACE เคยปรับขึ้นสูงสุดที่ 4.05 บาท เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2559 และลดลงตํ่าสุดที่ 0.05 บาท เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2562 ด้านนายสรพจน์ เตชะไกรศรี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร PACE กล่าวว่า บริษัท ได้เกิดปัญหาสภาพคล่องทางการเงิน ที่ผ่านมาทางคณะกรรมการและทีมผู้บริหารได้พยายามแก้ไขปัญหามาโดยตลอด ทั้งนี้ ได้กำชับให้ฝ่ายบริหารและฝ่ายจัดการเร่งทำการเจรจาและให้ความร่วมมือกับธนาคารในการทำแผนปรับโครงสร้างทางการเงินของบริษัทแล้ว

 

แหล่งข่าวระบุว่า ในเร็วๆ นี้ นายสรพจน์ เตชะไกรศรี จะนัดเจ้าหนี้หุ้นกู้ทั้งหมดมาเจรจาหารือ เพื่อหาทางออกปัญหาการขาดสภาพคล่องของบริษัท จนนำมาสู่การผิดนัดชำระหนี้ จากเดิมบริษัทประเมินว่าโครงการนิมิต หลังสวน ซึ่งปัจจุบันการก่อสร้างคืบหน้าถึงชั้นสูงสุด มีการติดตั้งวัสดุภายนอกอาคาร รวมทั้งเริ่มตกแต่งภายในอาคาร คาดสามารถส่งมอบห้องชุดพักอาศัยและโอนกรรมสิทธิ์กับลูกค้าที่ซื้อได้ในปลายปีนี้ ถึงต้นปี 2563 สำหรับโครงการนิมิต หลังสวนนี้มูลค่าโครงการประมาณ 8,000 ล้านบาท มียอดขายกว่า 90% ในช่วงพรีเซลครั้งเปิดตัวเมื่อ 3 ปีก่อน เป็นมูลค่ากว่า 6,000 ล้านบาท

“เมื่อเร็วๆ นี้ สถาบันการเงินที่เป็นเจ้าหนี้ สั่งให้หยุดดำเนินการก่อสร้าง ก็อาจกระทบต่อแผนการส่งมอบ อาจจะต้องเจรจากับลูกค้าเลื่อนวันส่งมอบ”

 

ด้านบริษัทหลักทรัพย์(บล.) ดีบีเอส วิคเคอร์ส(ประเทศไทย) จำกัด ระบุในบทวิเคราะห์ว่า  การที่ PACE ผิดนัดชำระหนี้ กระทบด้านลบกับ SCB นักวิเคราะห์กล่าวว่าในไตรมาส 3/2562 SCB มีการตั้งสำรองฯขึ้นมาราว 9,000 ล้านบาท อาจเป็นกรณีของ PACE แม้ไม่มากเทียบกับพอร์ตสินเชื่อที่ระดับแสนล้านบาท แต่ต้องติดตามคุณภาพสินทรัพย์ของธนาคารแห่งนี้ ปัจจุบันแนะนำเพียงถือ SCB สำหรับ PACE ควรหลีกเลี่ยง เพราะยังไม่แน่นอนเรื่องความสำเร็จในการปรับโครงสร้างหนี้และมูลหนี้ค้างที่เป็นสัดส่วนสูงเทียบสินทรัพย์ มูลค่าทางบัญชีต่อหุ้น(Book Value) ล่าสุดเหลือ เพียง 0.02 บาทต่อหุ้น หากต้องตั้งสำรองเกี่ยวกับหนี้ในอนาคต มีโอกาสจะลดลงไปอีก

ทั้งนี้หุ้นของ SCB  ปิดเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2562 ที่ 113.46 บาท ปรับลดลง  3.50 บาท หรือ-3.0% ด้วยมูลค่าซื้อขาย 1,765 ล้านบาท ก่อนปิดเมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2562 ที่ราคา 114.00 บาท เพิ่มขึ้น 1.00 บาท หรือ+ 0.88% มูลค่าซื้อขาย  371.74 ล้านบาท

หน้า 17-18 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 39 ฉบับที่ 3,516 วันที่ 24-26 ตุลาคม 2562

                        

 

ดูข่าวต้นฉบับ