โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ตั้งงบฯปี’69 รอ ครม.ไฟเขียวแก้สัญญาฯ ‘ไฮสปีดเทรน 3 สนามบิน’ สตง.จี้ รฟท.ส่งพื้นที่ช้าเกือบ 3 ปี

ไทยพับลิก้า

อัพเดต 02 ก.พ. 2568 เวลา 17.24 น. • เผยแพร่ 31 ม.ค. 2568 เวลา 11.19 น.

คมนาคมตั้งงบฯปี’69 กว่า 2.1 หมื่นล้านบาท รอ ครม.ไฟเขียวแก้สัญญาฯ ‘ไฮสปีดเทรน 3 สนามบิน’ ด้าน สตง.ทำหนังสือจี้ รฟท.หลังตรวจพบส่งมอบพื้นที่ล่าช้าเกือบ 3 ปี ขณะที่เอกชนผู้รับสัมปทานขอ BOI ขยายเวลายื่นแบบ “กกท.05” เนื่องจากยังไม่สามารถระบุแหล่งเงินกู้

หลังจากที่ประชุม ครม.วันที่ 28 มกราคม 2568 มีมติอนุมัติให้ตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2569 สำหรับรายการงบประมาณที่มีวงเงินตั้งแต่ 1,000 ล้านบาทขึ้นไป ของกรมทางหลวง (ทล.), กรมทางหลวงชนบท (ทช.), การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) , การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) และสถาบันวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีระบบราง (องค์การมหาชน) (สทร.) ทั้งหมด 35 โครงการ รวมวงเงินทั้งสิ้น 286,791.84 ล้านบาท (ระยะเวลาดำเนินการปี 2569-2574) ตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอ เฉพาะในปีงบประมาณ 2569 มีวงเงินที่จะขอตั้งงบประมาณรายจ่าย 55,003.85 ล้านบาท ในจำนวนนี้มีวงเงินงบประมาณที่รัฐบาลต้องจัดสรรให้ รฟท.ไปร่วมลงทุนกับเอกชนที่รับสัมปทานในโครงการรถไฟความเร็วสูง 21,014.92 ล้านบาท ส่วนปีงบประมาณ 2570 ต้องจัดสรรงบฯให้ รฟท.ร่วมทุนกับเอกชน 37,557.68 ล้านบาท, ปีงบประมาณ 2571 วงเงิน 35,065.81 ล้านบาท, ปีงบประมาณ 2572-2573 อีก 31,594.04 ล้านบาท รวม 5 ปี คิดเป็นวงเงินรวม 125,232.45 ล้านบาท

โดยให้เหตุผลว่า โครงการดังกล่าวเป็นการดำเนินการให้สอดคล้องกับการแก้ไขเงื่อนไขของสัญญาในโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน “จากเดิมรัฐจะแบ่งจ่ายเมื่อเอกชนเปิดเดินรถไฟความเร็วสูง เป็นรัฐจะจ่ายเป็นงวดตามความก้าวหน้าของงานที่ รฟท. ตรวจรับ”

ทำไม ครม.ต้องเร่งตั้งบประมาณรายจ่ายปี 2569 ไปรอ ทั้ง ๆที่เรื่องการแก้ปัญหาทางการเงินของโครงการรถไฟความเร็วสูง จนนำไปสู่การแก้เงื่อนไขของสัญญาร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชนผู้รับสัมปทาน ตามประกาศคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกฯ พ.ศ. 2560 และแก้ไขเพิ่มเติม ข้อ 9 และ ข้อ 21 วรรคที่ 2 ยังไม่ได้เสนอที่ประชุม ครม.พิจารณาเห็นชอบเลย ทำไมต้องรีบตั้งงบฯ ไม่รอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาการแก้ไขสัญญาร่วมลงทุนฯให้เรียบร้อยก่อน

**[

  • นายกฯกลัวตอบเรื่องบัญชีทรัพย์สินผิด – ให้เบอร์นักข่าวโทรถามทนาย – อนุมัติงบฯผูกพัน 125,232 ล้าน สร้างรถไฟเชื่อม 3 สนามบิน ](https://thaipublica.org/2025/01/paetongtarn-cabinet-28-01-2568/)**

สำหรับปัญหาของโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน ซึ่งนำไปสู่การแก้เงื่อนไขของสัญญาสัมปทานฯหลักๆจะแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ ปัญหาการชำระค่าสิทธิโครงการแอร์พอร์ต เรลลิงก์ (ARL) กับปัญหาเหตุการณ์โควิดฯระบาด และสงครามรัสเซีย-ยูเครน ที่ส่งผลกระทบต่อสถานะทางการเงินของโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน

หลังจากที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบผลการประมูล ทางการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ได้มีการเซ็นสัญญาร่วมทุนโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบินเมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2562 กับ บริษัท เอเชีย เอรา วัน จำกัด ในสัญญากำหนดให้เอกชนผู้รับสัมปทานต้องชำระค่าสิทธิโครงการแอร์พอร์ต เรลลิงก์ (ARL) เต็มจำนวน 10,671.09 ล้านบาท ภายในวันที่ 24 ตุลาคม 2564

ปรากฏว่าปี 2563 เกิดเหตุการณ์โควิดฯระบาดมีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งเป็นเหตุสุดวิสัย กระทบกับจำนวนผู้โดยสารและรายได้ของ ARL พอถึงกำหนดเวลาที่จะต้องชำระค่าสิทธิใน ARL เอกชนคู่สัญญาไม่สามารถชำระค่าสิทธิใน ARL เต็มจำนวน ตามที่กำหนดในสัญญา เอกชนคู่สัญญาจึงมาเจรจากับ รฟท.ขอผ่อนชำระค่าสิทธิดังกล่าว จนได้ข้อยุติว่าเอกชนจะจ่ายค่าสิทธิใน ARL ให้ รฟท.พร้อมดอกเบี้ยคิดเป็นเงิน 11,731.13 ล้านบาท โดยผ่อนชำระ 7 งวด คือ ปีที่ 1 – ปีที่ 6 ชำระค่าสิทธิใน ARL ปีละ 1,067.11 ล้านบาท ส่วนปีที่ 7 งวดสุดท้ายชำระ 5,328.47 ล้านบาท รวมทั้งวงเงินที่เอกชนคู่สัญญาต้องจ่ายค่าสิทธิ ARL ให้ รฟท.คิดเป็นมูลค่าปัจจุบัน ณ วันที่ 24 ตุลาคม 2564 เท่ากับ 10,671.09 ล้านบาท เพื่อให้ รฟท.นำเงินไปใช้หนี้ค่าก่อสร้างโครงการ ARL หากค่าสิทธิใน ARL ที่ รฟท.ได้รับจากเอกชนคู่สัญญาไม่พอชำระหนี้ เอกชนคู่สัญญาจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบหนี้ส่วนเกิน และถ้าเอกชนคู่สัญญามีรายได้จากค่าโดยสาร ARL สูงกว่าที่ประมาณการ รฟท.มีสิทธิเจรจา โดยขอให้เอกชนคู่สัญญาชำระค่าสิทธิใน ARL ให้เร็วขึ้น

ปัญหาส่วนที่ 2 จากการแพร่ระบาดของโควิดฯ และสงครามรัสเซีย – ยูเครน ได้ส่งผลกระทบต่อสมมติฐานทางการเงินของโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน ทำให้โครงการไม่มีความเหมาะสมทางการเงิน (Not Bankable) ทางเอกชนคู่สัญญาจึงเจรจากับ รฟท. โดยขอให้รัฐบาลจัดงบประมาณมาจ่ายให้เอกชนคู่สัญญาตามความก้าวหน้าของงวดงานที่ รฟท.ตรวจรับ จากเดิมที่รัฐบาลจะต้องจัดสรรงบประมาณมาจ่ายให้เอกชนเมื่อมีการเปิดเดินรถไฟความเร็วสูงแล้ว แต่เมื่อไปพิจารณาในสัญญาร่วมลงทุนฯ ไม่ได้กำหนดนิยามของคำว่าเหตุสุดวิสัย หรือ เหตุผ่อนผันเอาไว้ เหมือนกับสัญญาสัมปทานของโครงการอื่น ซึ่งในสัญญาร่วมทุนโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน กำหนดมาตรการช่วยเหลือเอกชนคู่สัญญา กรณีที่เกิดปัญหาไม่คาดคิดเอาไว้แค่ ขยายเวลา หรือ ไม่ต้องปฏิบัติตามสัญญาร่วมทุนฯ ช่วงที่มีการก่อสร้างเท่านั้น

ดังนั้น คณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) จะต้องทำเรื่องขอแก้เงื่อนไขของสัญญาร่วมทุนโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน ให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาเห็นชอบ โดยการเพิ่มคำจำกัดความ “เหตุสุดวิสัย” เพื่อรองรับปัญหาในลักษณะเดียวกันที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

โดยใช้วิธีการบริหารสัญญาได้ รวมทั้งแก้เงื่อนไขของสัญญาร่วมทุนฯ โดยการปรับวิธีการชำระเงินค่าสิทธิใน ARL ของเอกชนคู่สัญญา และเงินสนับสนุนโครงการที่รัฐบาลต้องจ่ายให้เอกชนตามความก้าวหน้าของงวดงาน

นายสุทธิพงษ์ บุญนิธิ รองผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) (คนกลาง)

ล่าสุด เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2568 นายสุทธิพงษ์ บุญนิธิ รองผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ในฐานะโฆษกสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน แถลงข่าวว่า ตามที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2561 อนุมัติให้การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (โครงการฯ) ซึ่งเป็นโครงการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน (Public Private Partnership: PPP) เพื่อเป็นโครงสร้างพื้นฐานหลักในการพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor: EEC) เชื่อมต่อ 3 สนามบิน ในเขตกรุงเทพมหานคร และ EEC ได้แก่ สนามบินดอนเมือง สนามบินสุวรรณภูมิ และสนามบินอู่ตะเภา แบบไร้รอยต่อ รวมถึงพัฒนาพื้นที่เพื่อสนับสนุนบริการรถไฟของโครงการฯ (Transit Oriented Development: TOD) ซึ่งประกอบด้วย พื้นที่มักกะสันและศรีราชา มูลค่าการลงทุน 224,544.36 ล้านบาท กรอบวงเงินที่รัฐร่วมลงทุนกับเอกชนไม่เกิน 149,650.00 ล้านบาท โดย รฟท. ได้ลงนามในสัญญาร่วมลงทุนกับเอกชนคู่สัญญา เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2562 ซึ่งโครงการดังกล่าวกำหนด 3 เงื่อนไขที่ต้องดำเนินการให้ครบถ้วน รฟท. จึงจะสามารถออกหนังสือแจ้งให้เริ่มงาน (Notice to Proceed: NTP) ได้ ประกอบด้วย

(1) การส่งมอบพื้นที่ของโครงการเกี่ยวกับรถไฟให้แก่เอกชนคู่สัญญา ได้แก่ พื้นที่โครงการเกี่ยวกับรถไฟช่วงสุวรรณภูมิ – อู่ตะเภา (นอกเมือง)
(2) การส่งมอบพื้นที่เพื่อสนับสนุนบริการรถไฟของโครงการฯ ได้แก่ พื้นที่มักกะสันและศรีราชา และ
(3) การที่เอกชนคู่สัญญาได้รับบัตรส่งเสริมการลงทุนสำหรับโครงการเกี่ยวกับรถไฟ

จากการตรวจสอบเอกสาร และสัมภาษณ์ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องของ รฟท. สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) ตัวแทนของเอกชนคู่สัญญา และที่ปรึกษาโครงการฯ รวมถึงสังเกตการณ์พื้นที่โครงการฯ พบว่า การดำเนินโครงการดังกล่าวมีความล่าช้ากว่าแผนที่กำหนดไว้ตามสัญญาร่วมลงทุนเป็นระยะเวลา 2 ปี 8 เดือน (วันที่ 24 ตุลาคม 2564 ถึงวันที่ 7 มิถุนายน 2567) ทั้งในส่วนของการส่งมอบพื้นที่โครงการเกี่ยวกับรถไฟ ช่วงสุวรรณภูมิ – อู่ตะเภา (นอกเมือง) และการส่งมอบพื้นที่ เพื่อสนับสนุนบริการรถไฟของโครงการฯ (พื้นที่มักกะสันและศรีราชา) ซึ่งกำหนดส่งมอบภายใน 2 ปี นับจากวันที่มีการลงนามในสัญญาร่วมลงทุน (ภายในวันที่ 24 ตุลาคม 2564)

นายสุทธิพงษ์ กล่าวต่อว่า ระหว่างการตรวจสอบ และออกรายงานผลการตรวจสอบการส่งมอบพื้นที่โครงการเกี่ยวกับรถไฟ ช่วงสุวรรณภูมิ – อู่ตะเภา (นอกเมือง) ยังมีประเด็นปัญหาการเวนคืนบริเวณหมู่บ้านประชาสุข 6 ที่ รฟท.ยังไม่สามารถบังคับใช้กฎหมายในการรื้อถอนได้สำเร็จ ซึ่งปัจจุบันได้ดำเนินการรื้อถอนเรียบร้อยแล้ว รวมถึงปัญหาเอกชนคู่สัญญาของโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภา และเมืองการบินภาคตะวันออกมีการปรับเปลี่ยนแผนแม่บท ทำให้ตำแหน่งสถานี และแนวเส้นทางของโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินการตรวจแนวเขตพื้นที่ที่เปลี่ยนแปลง และเห็นชอบร่วมกันแล้ว

ส่วนการส่งมอบพื้นที่ เพื่อสนับสนุนบริการรถไฟของโครงการฯ (พื้นที่มักกะสันและศรีราชา)นั้น ในพื้นที่ศรีราชาไม่พบประเด็นปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อการส่งมอบพื้นที่ แต่ในพื้นที่มักกะสันมีประเด็นปัญหา ซึ่งเอกชนคู่สัญญาพบว่า โฉนดที่ดินมีการระบุลำรางสาธารณประโยชน์ จำนวน 2 ลำราง ที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาพื้นที่ให้เต็มศักยภาพ และการดำเนินการในพื้นที่ดังกล่าวอาจไม่เป็นไปตามกฎหมาย ทำให้เอกชนคู่สัญญาไม่สามารถดำเนินการจดทะเบียนการเช่าพื้นที่ได้ ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการจัดหาพื้นที่ทดแทนพื้นที่ส่วนที่เป็นลำรางสาธารณประโยชน์เพื่อนำมาพัฒนาระบบระบายน้ำต่อไป นอกจากนี้ยังมีปัญหาบึงเสือดำ ซึ่งเป็นพื้นที่รองรับน้ำและเก็บกักน้ำฝน ปัจจุบันคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบและรับทราบแนวทางการพัฒนาพื้นที่เก็บกักน้ำทดแทนบึงเสือดำแล้ว

ในขณะเดียวกัน การดำเนินการในพื้นที่อื่นก็ล่าช้ากว่าแผนที่กำหนด เช่น การส่งมอบพื้นที่โครงการ แอร์พอร์ต เรลลิงก์ (สถานีพญาไท – สถานีสุวรรณภูมิ) ให้เอกชนคู่สัญญายังไม่เสร็จสมบูรณ์และครบถ้วน โดยมีความล่าช้ากว่าแผนที่กำหนดเป็นระยะเวลาไม่ต่ำกว่า 2 ปี 10 เดือน (วันที่ 24 ตุลาคม 2564 ถึงวันที่ 28 สิงหาคม 2567) โดยพบปัญหาการดำเนินงานระยะที่ 1 ในส่วนของแอร์พอร์ต เรลลิงก์ ของเอกชนคู่สัญญาล่าช้า เนื่องจากได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ส่งผลให้ไม่สามารถทำงานได้ช่วงระยะเวลาหนึ่ง รวมถึงปัญหากรณีเอกชนคู่สัญญา ยังไม่ชำระค่าให้สิทธิร่วมลงทุนในแอร์พอร์ต เรลลิงก์ ให้แก่ รฟท. เนื่องจากประสบปัญหาสภาพคล่องทางการเงิน และปัญหาการจัดหาแหล่งเงินทุนจากสถาบันการเงิน

นอกจากนี้ สตง. ยังตรวจพบปัญหาเอกชนคู่สัญญายังไม่ยื่นขอรับบัตรส่งเสริมการลงทุนสำหรับโครงการเกี่ยวกับรถไฟ โดยได้ขอขยายเวลายื่นแบบ กกท.05 พร้อมกับหลักฐานประกอบการพิจารณาต่อสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เนื่องจากข้อมูลที่สำคัญของโครงการฯ บางส่วนมีความไม่ชัดเจน ทำให้ไม่สามารถระบุตามแบบได้ เช่น ข้อมูลเรื่องแหล่งเงินกู้ที่คาดว่าจะได้รับ จากปัญหาที่เอกชนคู่สัญญายังไม่สามารถจัดหาแหล่งเงินทุนจากสถาบันการเงินได้ ประกอบกับ ในขณะนั้น รฟท. ยังไม่สามารถส่งมอบพื้นที่ได้เสร็จสมบูรณ์

ดังนั้น รฟท. และเอกชนคู่สัญญา จึงตกลงแก้ไขปัญหา โดยเลือกปรับวิธีการชำระเงินที่รัฐร่วมลงทุนในโครงการฯ (Public Investment Cost: PIC) ทั้งโครงการ จำนวนไม่เกิน 149,650.00 ล้านบาท โดยรัฐต้องจ่ายเร็วขึ้น จากเดิมกำหนดชำระเงินเมื่อก่อสร้างโครงการฯแล้วเสร็จ และเริ่มเปิดให้บริการเดินรถของโครงการฯ แล้ว รวมทั้งปรับวิธีการชำระค่าให้สิทธิร่วมลงทุนในแอร์พอร์ต เรลลิงก์ ของเอกชนคู่สัญญาให้แก่ รฟท. จำนวน 10,671.09 ล้านบาท จากเดิมกำหนดชำระงวดเดียวภายในวันที่ 24 ตุลาคม 2564 เป็นการแบ่งชำระ 7 งวด ซึ่งจะต้องดำเนินการแก้ไขหลักการ หรือ เงื่อนไขของโครงการฯ ต่อไป

ทั้งนี้ การดำเนินโครงการฯที่ไม่เป็นไปตามแผนที่กำหนด ทำให้การก่อสร้างและการเปิดให้บริการเดินรถของโครงการฯล่าช้า ส่งผลให้ประชาชนเสียโอกาสในการใช้บริการรถไฟความเร็วสูง และ รฟท.เสียโอกาสที่จะได้รับผลประโยชน์ตอบแทนจากเอกชนคู่สัญญาภายในระยะเวลาที่เหมาะสม เพื่อนำมาเสริมสภาพคล่องการดำเนินกิจการ หรือ ลงทุนในโครงการอื่น ๆที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศ รวมถึงอาจก่อให้เกิดความเสี่ยงที่จะต้องชดเชยความเสียหายจากการดำเนินโครงการฯ ไม่เป็นไปตามแผนที่กำหนดในส่วนที่เกี่ยวข้องกับโครงการอื่น ได้แก่ โครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก และโครงการรถไฟความเร็วสูงไทย – จีน

“สตง. จึงได้มีหนังสือแจ้งผลการตรวจสอบ พร้อมข้อเสนอแนะ เพื่อให้ รฟท. กำกับ ติดตามการดำเนินการขอรับบัตรส่งเสริมการลงทุนสำหรับโครงการเกี่ยวกับรถไฟของเอกชนคู่สัญญาให้ได้ข้อสรุปโดยเร็ว เพื่อให้เงื่อนไขการออกหนังสือแจ้งให้เริ่มงานสำเร็จครบถ้วน และสามารถเริ่มดำเนินโครงการได้โดยเร็ว และพิจารณาแก้ไขปัญหาการดำเนินโครงการฯ โดยต้องให้มีความเหมาะสม และเป็นธรรมกับทั้งสองฝ่าย และให้ความสำคัญกับวัตถุประสงค์ และเจตนารมณ์ของหลักการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน อีกทั้งคำนึงถึงประโยชน์สาธารณะเป็นสำคัญ เพื่อให้โครงการฯ สามารถขับเคลื่อนต่อไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ เกิดประโยชน์ต่อภาครัฐและประชาชน และไม่สูญเสียหลักการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน”

ถามว่า กรณีที่หลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตว่า การเปลี่ยนแปลงหลักการจ่ายเงินที่รัฐร่วมลงทุนให้เอกชนคู่สัญญาเร็วขึ้น ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงหลักการสำคัญของสัญญาร่วมลงทุน และการแก้ไขสัญญาอาจจะเป็นการเอื้อประโยชน์ให้เอกชนคู่สัญญาหรือไม่

สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน มีความเห็นว่า การพิจารณาแก้ไขสัญญาร่วมลงทุนจะต้องให้ความสำคัญกับหลักการพื้นฐานของความเป็นหุ้นส่วนระหว่างรัฐและเอกชน ซึ่งต้องมีการจัดสรรความเสี่ยง และผลประโยชน์ระหว่าง รฟท. และเอกชนคู่สัญญาอย่างเหมาะสมและเป็นธรรม โดยคำนึงถึงความสำเร็จของโครงการร่วมลงทุน และความคุ้มค่าในการดำเนินโครงการร่วมลงทุน รวมถึงการรักษาวินัยการเงินการคลังของรัฐ และต้องผ่านกระบวนการพิจารณาจากคณะกรรมการกำกับดูแลโครงการ สำนักงานอัยการสูงสุด คณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก และคณะรัฐมนตรี ด้วยความรอบคอบ ภายใต้หลักเกณฑ์ เงื่อนไขของสัญญาร่วมลงทุน รวมถึงกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ มติคณะรัฐมนตรี หรือแบบแผนการปฏิบัติราชการที่เกี่ยวข้อง

ถามว่า การที่เอกชนคู่สัญญายื่นข้อเสนอขอเปลี่ยนแปลงการชำระค่าให้สิทธิร่วมลงทุนในแอร์พอร์ตเรลลิงก์ จากเดิมชำระครั้งเดียว เป็นแบ่งชำระพร้อมดอกเบี้ย จำนวน 7 งวด จะทำให้ภาครัฐเสียประโยชน์หรือไม่นั้น

สตง. มีความเห็นว่าควรจะต้องพิจารณาจากจำนวนเงินรวมที่ชำระทั้ง 7 งวด ว่ามีมูลค่าปัจจุบันสุทธิ (Net Present Value: NPV) แตกต่างจากเดิมที่กำหนดไว้ในสัญญาหรือไม่ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงการชำระค่าให้สิทธิร่วมลงทุนในแอร์พอร์ต เรลลิงก์ ควรพิจารณาให้ NPV เทียบเท่าเดิมหรือสูงกว่า เพื่อไม่ให้ภาครัฐเสียประโยชน์

โฆษก สตง. กล่าวต่อว่า สำหรับประเด็นการแก้ไขสัญญาโดยกำหนดส่วนแบ่งผลประโยชน์ตอบแทน (Revenue Sharing) เพิ่มเติม หากในอนาคตอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ของโครงการลดลงอย่างมีนัยสําคัญ และเป็นผลให้เอกชนคู่สัญญาได้ผลประโยชน์ตอบแทน (IRR) เพิ่มขึ้นเกิน 5.52% รฟท.มีสิทธิเรียกให้เอกชนคู่สัญญาชําระส่วนแบ่งผลประโยชน์ตอบแทนเพิ่มได้ตามที่คู่สัญญาตกลงกันไว้ ซึ่งมีหลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตว่าอาจดูเหมือนรัฐได้ประโยชน์ แต่อาจไม่เกิดขึ้นจริง เนื่องจากโครงการนี้มีการประมาณการตัวเลขที่เป็นไปได้จริงค่อนข้างยาก และอาจเปิดโอกาสให้มีการตกแต่งบัญชี หรือ เป็นช่องทางให้เจ้าหน้าที่ของรัฐ เจรจาลดส่วนแบ่งของรัฐกับเอกชนคู่สัญญาได้ง่ายนั้น

“หากโครงการฯ จัดให้มีระบบบริหารจัดการเพื่อป้องกัน หรือ ลดความเสี่ยงในการทุจริตจากการจัดเก็บรายได้ และการบันทึกรายรับ-รายจ่าย รวมถึงกำหนดให้มีหน่วยงาน หรือผู้เชี่ยวชาญตามมาตรฐานวิชาชีพที่มีหน้าที่ตรวจสอบงบการเงินอีกชั้นหนึ่ง ก็จะช่วยลดโอกาสในการตกแต่งบัญชี หรือ เจ้าหน้าที่รัฐเจรจาลดส่วนแบ่งของรัฐกับเอกชนคู่สัญญาได้ อย่างไรก็ตาม การแก้ไขสัญญาร่วมลงทุนจะต้องพิจารณาถึงเหตุที่เกิดขึ้น และ สิ่งที่เอกชนร้องขอว่า อยู่ในขอบข่ายที่จะพิจารณาแก้ไขสัญญาร่วมลงทุนได้หรือไม่ ในกรณีที่อยู่ในขอบข่ายที่สามารถแก้ไขสัญญาร่วมลงทุนได้ รัฐต้องพิจารณาให้การแก้ไขสัญญาร่วมลงทุนดังกล่าวคงไว้ซึ่งหลักการสำคัญของการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน” โฆษก สตง.กล่าว

**[

  • นายกฯเคาะ-ชง ครม.แก้สัญญารถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ](https://thaipublica.org/2023/03/prime-minister-approve-high-speed-train/)**

**[

  • ซีพีชนะประมูลรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน เสนอ 117,227 ล้านบาท – ต่ำกว่าบีทีเอส 52,707 ล้านบาท ](https://thaipublica.org/2018/12/high-speed-train-bidding-21-12-2561/)**

**[

  • “บอร์ด EEC” ไฟเขียว “รถไฟความเร็วสูง” เชื่อม 3 สนามบินวงเงิน 2 แสนล้าน ](https://thaipublica.org/2018/02/eec-approved-high-speed-train/)**

**[

  • “คณิศ แสงสุพรรณ” 4 ปี EEC เดินหน้า หรือถอยหลัง!! ](https://thaipublica.org/2022/08/kanit-sangsuphan-share-experiences-manage-megaproject-in-eec/)**

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...